+100%-

บท 114 ตัดขาด

บท 114 ตัดขาด

หลังจากที่กินเสร็จ โหยวเสี่ยวโม่และหลิงเซี่ยวจึงออกจากหอคอยเจ็ดดารา เถ้าแก่และบริกรต่างมองพวกเขาด้วยอารมณ์หลากหลายในขณะที่พวกเขาจากไป แต่ไม่นานนัก ผู้คนจึงออกมาจากเงามืดและเริ่มติดตามพวกเขาอย่างเงียบเชียบ

 

ทั้งสองไม่ได้รีบร้อนที่จะออกจากเมืองฮันจี พวกเขามุ่งหน้าไปยังศูนย์กลางโอสถวิเศษ เมื่อวานนี้ เขาได้เตรียมการไว้กับชายแก่ของศูนย์กลางโอสถวิเศษว่าจะมารับเมล็ดพันธุ์โอสถวิเศษในวันนี้

 

ศูนย์กลางโอสถวิเศษและหอคอยเจ็ดดารานั้นอยู่บนถนนเส้นเดียวกัน พวกเขาจึงไม่ได้ใช้เวลามากในการเดินทางมายังศูนย์กลางโอสถวิเศษ

 

จำนวนคนที่เข้าและออกศูนย์กลางโอสถวิเศษยังคงมีมากเช่นเคย เนื่องจากศูนย์กลางโอสถวิเศษนั้นมีชื่อเสียงมากในเมืองฮันจี ทางเข้าศูนย์จึงเต็มเน่นไปด้วยผู้คน เสียงพูดคุยยังคงเสียงดังกว่าตลาดสดเสียอีก เสียงพูดคุยดังติดต่อกันจากที่ไกลๆ

 

โหยวเสี่ยวโม่เข้าไปใกล้ๆ และมองดูผู้คนที่อยู่ตรงทางเข้าศูนย์กลางโอสถวิเศษ เหงื่อเย็นเยียบไหลลงมาจากหน้าผากของเขา

 

ส่วนอีกด้านหนึ่ง หลิงเซี่ยวนั้นตรงไปตรงมามากกว่าโหยวเสี่ยวโม่ เขาเดินเข้าไปในหมู่ฝูงชน และเมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้ๆฝูงคน บรรยากาศแปลกๆจึงเกิดขึ้น ผู้คนที่อัดแน่นอยู่ตรงทางเข้ากลับแบ่งออกไปสองส่วนในทันที ราวกับถูกผลักดันออกไปด้วยพลังงานบางอย่าง หลิงเซี่ยวเพียงเดินเยื้องย่างเข้าไปในศูนย์กลางโอสถวิเศษโดยไม่ได้สนใจผู้คนที่ตะโกนสาปแช่งเขาอย่างไม่รู้จบ

 

โหยวเสี่ยวโม่มองดูด้วยตาโตและปากอ้ากว้าง เขารีบตามเข้าไปโดยเร็ว

 

เมื่อเข้าไปด้านในศูนย์กลางโอสถวิเศษ เสียงพูดคุยที่อยู่ภายนอกจึงค่อยๆไกลออกไป จนกระทั่งไม่สามารถได้ยินเสียงพูดคุยอีก

 

ในตอนที่พวกเขาเดินเข้าไปภายใน ผู้ช่วยหญิงที่คอยรับใช้เขาเมื่อวานเดินเข้ามาหาพวกเขาทันทีราวกับว่านางรอพวกเขาอยู่แล้ว หลังจากพูดคุยทักทายกันเสร็จสิ้น นางจึงพาพวกเขาตรงไปยังชั้นสอง ชายแก่ในชุดคลุมสีดำบนชั้นสองกำลังรอพวกเขาอยู่ เมื่อเห็นพวกเขา ชายแก่จึงยิ้มต้อนรับอย่างอบอุ่นในทันที

 

“ในที่สุดท่านทั้งสองก็มาเสียที ชายแก่ผู้นี้กำลังรออยู่เชียว”

 

ชายแก่มองไปยังพวกเขาขณะหัวเราะออกมา *แฮะ แฮะ* หลังจากนั้นไม่นาน เขาจึงให้ผู้ช่วยสาวนำเมล็ดพันธุ์สมุนไพรวิเศษที่เตรียมไว้ออกมา สมุนไพรถูกบรรจุไว้แยกตามชนิดใส่ถุงเล็กๆ ถุงเหล่านั้นมีหลายสีด้วยกันและมีป้ายชื่อสมุนไพรอยู่นอกถุงเพื่อบ่งบอก ทำให้ง่ายต่อการแยกชนิดพวกมัน

 

เนื่องจากมีจำนวนมาก ชายแก่จึงนำถุงทั้งหมดใส่ในกระเป๋าวิเศษ กระเป๋าวิเศษถือเป็นสิ่งของธรรมดา ดังนั้นมันจึงไม่แพงนัก

 

“นี่คือเมล็ดพันธุ์สมุนไพรวิเศษที่พวกท่านถามหาเมื่อวานนี้ ทั้งหมดอยู่ภายในนี้ ท่านสามารถตรวจสอบดูได้”

 

ชายแก่ส่งกระเป๋าวิเศษให้โหยวเสี่ยวโม่

 

โหยวเสี่ยวโม่รับกระเป๋าวิเศษจากชายแก่ เขาตรวจสอบอย่างคร่าวๆ เมล็ดพันธุ์ของสมุนไพรสามระดับที่เขาเคยพูดถึงเมื่อวานบรรจุอยู่ภายใน ถุงเล็กๆมีทั้งหมดสองร้อยเจ็ดสิบห้าถุง ส่วนเมล็ดด้านในถุงเล็กๆเหล่านั้น เขาไม่ได้ตรวจสอบ และเชื่อว่าศูนย์กลางโอสถวิเศษจะไม่โกงเขา นอกเสียจากว่าพวกเขาจะไม่สนใจชื่อเสียงจริงๆ

 

เมื่อเห็นว่าเขาพึงพอใจ หลิงเซี่ยวจึงถามชายแก่ “ราคาทั้งหมดเท่าใดกัน?”

 

ชายแก่ยิ้มขณะพูด “เนื่องจากท่านทั้งสองมีแผ่นป้ายแขกพิเศษระดับสอบ ดังนั้นท่านจึงได้รับราคาพิเศษจากทางเราด้วยราคาที่ลดลดถึงหนึ่งส่วน ปกติเมล็ดพันธุ์เหล่านี้จะราคาแปดล้านแปดแสนตำลึง เมื่อหักออกหนึ่งส่วน จะเหลือเจ็ดล้านเก้าแสนสองหมื่นตำลึง”

 

น้อยกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้ประมาณแปดแสนแปดหมื่นตำลึง ชายแก่ที่หอประมูลกล่าวถูกต้อง แผ่นป้ายแขกพิเศษระดับสองนั้นสามารถใช้ในการลดราคาได้ โหยวเสี่ยวโม่ส่งเงินให้ด้วยรอยยิ้มอย่างชาญฉลาด

 

หลังจากเห็นว่าทั้งสองจากไปแล้ว รอยยิ้มบางๆของชายแก่กลับกลายเป็นจริงจังในทันที

 

ชายหนุ่มผ้าคลุมสีเทาเดินออกมาจากส่วนด้านใน ร่างกายของเขาเกือบทุกส่วนถูกเสื้อคลุมสีเทาบดบัง หลงเหลือให้เห็นเพียงครึ่งหน้าเท่านั้น ดูเหมือนผ้าคลุมสีเทานั้นจะมีความสามารถในการปิดกั้นการได้ยินหรือมองเห็นได้ เมื่อเขาปรากฎตัวขึ้น ชายแก่จึงรีบหันกลับไปด้วยความเคารพ

 

“เจ้าเมือง!”

 

“คนที่เราส่งไปเมื่อวานนี้ พวกเขารู้เบื้องหลับของทั้งสองนี้รึไม่?”

 

ตาทั้งสองคู่ภายใต้เสื้อคลุมสีเทาส่งประกายชั่วร้ายออกมาร่วมกับน้ำเสียงที่น่าหวาดกลัว

 

“เรายังคงไม่สามารถตรวจสอบได้ ราวกับทั้งสองคนปรากฎตัวขึ้นมาอย่างว่างเปล่า พวกเราไม่สามารถหาข้อมูลอะไรเกี่ยวกับพวกเขาได้เลย ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาผู้นี้คาดเดาว่าทั้งสองจะต้องแปลงโฉมมาอย่างแน่นอน”

 

ชายแก่ประสานมือเคารพขณะที่พูดอย่างสุภาพ

 

“แปลงโฉมงั้นรึ? หากพวกนั้นมีผู้มีอำนาจอยู่เบื้องหลังจริง ทำไมพวกเขาถึงยังต้องแปลงโฉมอีกเล่า? แต่ก็ดี การที่พวกเขาแปลงโฉมก็เป็นประโยชน์แก่แผนการของพวกเรา หากผู้อื่นจะมาตรวจสอบในภายภาคหน้า พวกเขาจะไม่มีทางสงสัยเราได้”

 

ชายชุดคลุมสีเทาเปล่งเสียงหัวเราะออกมา แสดงให้เห็นว่าเขายินดีเป็นอย่างมาก ราวกับว่าเขาได้รับในสิ่งที่เขาต้องการเรียบร้อยแล้ว

 

ชายแก่ยิ้มเล็กๆ “ท่านเจ้าเมือง เช่นนั้น เราควรส่งบางคนไปสกัดพวกเขาในตอนนี้เลยรึไม่?”

 

“ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน”

 

ชายในชุดคลุมสีเทากล่าวด้วยน้ำเสียงกดต่ำ “มีบางกลุ่มที่มีเป้าหมายเช่นเดียวกับเรา ผู้มีอำนาจทั้งสองต่างจดจ้องอยู่กับจิตวิญญาณเหลวและไข่ของสัตว์วิเศษอย่างแน่นอน พวกเราจะรอให้พวกเขาเคลื่อนไหวก่อน เมื่อทั้งสองฝ่ายต่อสู้และได้รับบาดเจ็บแล้ว พวกเราจึงจะเคลื่อนไหว”

 

ชายแก่ขมวดคิ้วขณะพูด “ท่านเจ้าเมือง จริงรึที่ชายหนุ่มผู้นั้นเก่งอย่างที่ท่านกล่าว? แม้แต่ผู้มีอำนาจทั้งสามยังไม่สามารถทำให้เขายอมแพ้ได้เลย?”

 

ชายในชุดคลุมสีเทาก้าวเดินตรงจุด ไม่นานนัก เขาจึงพูดขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง “ชายผู้นั้นแข็งแกร่งมาก จากการสำรวจของข้าจนถึงตอนนี้ เขาควรมีระดับไม่ต่ำกว่าระดับดารา อีกทั้ง คนผู้นั้นยังกล้าที่จะนำสมบัติออกมาอย่างผ่าเผย ดังนั้นเขาจึงต้องมั่นใจในฝีมือของตนเองอย่างมาก แต่ชายหนุ่มอีกคนที่อยู่ข้างๆเขานั้นไม่มีความสามารถในการต่อสู้แม้แต่น้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะเอามาใช้ประโยชน์ได้”

 

“ผู้ใต้บัญชาเข้าใจแล้ว!”

 

ชายแก่เข้าใจในความหมายของเจ้าเมืองในทันที เพื่อให้เป้าหมายของพวกเขาสำเร็จ การเคลื่อนไหวชั่วร้ายนั้นจำเป็นอย่างมาก

 

ในขณะที่ทั้งสองต่างคนว่าพวกเขาได้วางแผนไว้อย่างสมบูรณ์แบบแล้วนั้น พวกเขาไม่ได้รู้ตัวเลยว่าหลิงเซี่ยวพบการมีตัวตนของชายชุดคลุมสีเทาตั้งแต่ที่เขาก้าวเท้าเข้าศูนย์กลางโอสถวิเศษแล้ว แม้ว่าชุดสีเทานั้นจะสามารถปิดกั้นรัศมีของผู้ใส่ได้ก็ตาม แต่ไม่มีอะไรที่แน่นอนนัก

 

หลังจากที่หลิงเซี่ยวค้นพบตัวตนของชายในชุดคลุมสีเทา ในครั้งแรก หลิงเซี่ยวคิดว่าชายผู้นั้นมาตามล่าเขา แต่หลังจากที่เขาสังเกตได้สักพัก เขากลับค้นพบว่าชายปริศนาที่แอบซ่อนอยู่ในศูนย์กลางโอสถวิเศษผู้นั้นจดจ้องไปยังโหยวเสี่ยวโม่

 

“ศิษย์พี่ใหญ่หลิง พวกเราจะกลับพรรคเถียนซินในตอนนี้เลยรึไม่?”

 

หลังจากที่ออกจากศูนย์กลางโอสถวิเศษแล้ว โหยวเสี่ยวโม่คิดว่าเป้าหมายในการเดินทางมาครั้งนี้ประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง เขาจึงจดจำได้ว่าตั้งแต่เขาจากพรรคเถียนซินมาก็ตั้งสี่วันแล้ว สองวันสำหรับการประมูล และอีกสองวันสำหรับการเดินทางมายังที่นี่ แต่เมื่อคิดถึงอีกสองวันในการเดินทางแล้ว ใบหน้าเขาก็หงิดลง จนแม้กระทั่งตอนนี้ เขายังคงไม่ลืมรสชาติของ “รถม้าที่สั่นคลอน”

 

“อืม สมควรที่เราจะกลับกันแล้ว”

 

หลิงเซี่ยวพยักหน้า

 

“เช่นนั้น พวกเราจะนั่งรถม้าเพลิงพิโรธกันอีกครั้งรึ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ถามอย่างระมัดระวัง และทำหน้าบูดเล็กน้อย

 

หลิงเซี่ยวมองเห็นใบหน้านั้น ริมฝีปากของเขากระตุกขณะกล่าว “ไม่ ครั้งนี้เราจะไม่ใช้ม้าเพลิงพิโรธ เราจะใช้อีกวิธีนึงในการกลับพรรค เจ้าจะรู้เองเมื่อพวกเราจะออกจากเมืองฮันจี”

 

คำพูดสุดท้ายหยุดไม่ให้โหยวเสี่ยวโม่ถามเกี่ยวกับเรื่องอีกวิธีนึงของหลิงเซี่ยว

 

และเช่นนั้นเอง หลิงเซี่ยวผู้รู้ดีจึงพาโหยวเสี่ยวโม่ผู้ไม่รู้อะไรเลยเดินไปมายังร้านค้าระหว่างทางไปยังหอคอยเจ็ดดารา การเดินเยี่ยมชมร้านค้าเหล่านี้ใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ ดวงอาทิตย์ตกขณะที่โหยวเสี่ยวโม่ซื้อสิ่งของกองใหญ่อยู่

 

แม้ว่าเขาจะซื้อเมล็ดพันธุ์สมุนไพรวิเศษระดับกลางมากมายจากศูนย์กลางโอสถวิเศษก็จริง แต่โหยวเสี่ยวโม่ก็ยังคงรู้สึกว่าจำนวนนี้ยังคงน้อยไป อีกทั้งยิ่งระดับสูงเท่าไหร่ สมุนไพรก็ยิ่งมีมากชนิดขึ้นเท่านั้น เช่น สมุนไพรระดับหก เขาซื้อเมล็ดจากศูนย์กลางโอสถวิเศษมาหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดชนิด แต่ในความเป็นจริงแล้ว จำนวนนี้ไม่ใช่ทั้งหมดของสมุนไพรระดับหก ยังคงมีบางส่วนที่ยังไม่ถูกค้นพบ และมีบางส่วนที่ศูนย์กลางโอสถวิเศษไม่ได้นำมาขาย

 

แม้แต่ศูนย์กลางโอสถวิเศษยังไม่มี ร้านเล็กๆอื่นๆเหล่านี้คงไม่มีเช่นกัน ดังนั้นโหยวเสี่ยวโม่จึงได้ซื้อเมล็ดพันธุ์ระดับสี่เท่านั้น ส่วนระดับห้าและหก เขาไม่ค่อยเจอมากนัก

 

ตอนเย็นวันนั้น พวกเขาใช้คืนนั้นที่หอคอยเจ็ดดารา

 

วันต่อมา ภายใต้แสงแรกของดวงอาทิตย์ และสายตาระมัดระวังของผู้คนมากมาย หลิงเซี่ยวและโหยวเสี่ยวโม่จึงออกจากหอคอยเจ็ดดาราต่อหน้าทุกคน

 

ในครั้งนี้ พวกเขาไม่ได้เดินตระเวนไปไหน และตรงไปยังประตูเมืองทันที ครึ่งชั่วโมงต่อมา พวกเขาจึงมาถึงประตูเมือง ผู้คุ้มกันเมืองไม่ใช่สองคนที่พวกเขาเคยเจอเมื่อก่อนหน้านี้ กลับกัน ผู้คุ้มกันเมืองทั้งสองคนกลับเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแรง ผู้คุ้มกันทั้งสองดูเหมือนจะจำพวกเขาได้ จึงให้พวกเขาผ่านไปอย่างไม่รอช้า

 

หลิงเซี่ยวเรียกม้าเพลิงพิโรธในทันที ท่ามกลางเสียงห้อฝีเท้าอย่างรุนแรง ม้าเพลิงพิโรธพาพวกเขาห่างไกลออกไปจากเมืองฮันจี ในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง พวกเขาได้มาถึงทุ่งหญ้าสีเขียว เส้นเขตแดนทุ่งหญ้าสีเขียวนั้นปกคลุมด้วยหมอกสีขาวบางๆ

 

ในขณะที่ม้าเพลิงพิโรธวิ่งห้อเข้าไปยังขอบเขตของทุ่งหญ้าสีเขียว ร่างสีดำทั้งสามร่างจึงปรากฎตัวขึ้นมาด้านหน้าในทันที พวกเขายืนเป็นรูปแบบสามเหลี่ยมเพื่อกันไม่ให้ม้าเพลิงพิโรธวิ่งไปด้านหน้าได้อีก

 

ม้าเพลิงพิโรธยกเท้าหน้าขึ้นและส่งเสียงร้องก่อนที่จะหยุดลง แต่ก็ยังคงไม่มีใครออกมาจากด้านในรถม้า

 

ในความเงียบสงบ ร่างสีดำทั้งสามจึงพุ่งตรงไปยังรถม้า แรงระเบิดของทั้งสามราวกับต้องการจะขยี้แม้กระทั่งอากาศ ในพริบตา อาวุธก็ปรากฎบนมือของพวกเขา คมดาบเปล่งแสงอย่างเย็นเย็นในขณะที่ทั้งสามพุ่งตรงไปยังรถม้า แม้ว่าจะเป็นรถม้าชั้นดี แต่มันก็คงไม่สามารถทานรับการจู่โจมของผู้ฝึกยุทธ์ระดับจันทราถึงสามคนพร้อมกันได้ รถม้าจึงระเบิดออกด้วยเสียงดัง *ตูม* ชิ้นส่วนกระจัดกระจายทุกทิศทาง

 

ในขณะเดียวกัน ร่างสีขาวทะยานขึ้นจากส่วนบนของรถม้า และค่อยๆ เหินลงสู่พื้นราบ

 

ร่างสีขาวนั้นคือหลิงเซี่ยว ส่วนโหยวเสี่ยวโม่นั้น เขาถูกกอด…….อยู่ในอ้อมแขนของหลิงเซี่ยว

 

เมื่อลงสู่พื้นดินแล้ว หลิงเซี่ยวจึงวางโหยวเสี่ยวโม่ลงก่อน และรีบพุ่งดั่งศรไปทางร่างชุดดำทั้งสามโดยไม่รอช้า ความไวนั้นไวมากเสียจนเป้าหมายของเขาไม่มีเวลาที่จะตอบโต้ใดๆ เปลวไฟสีม่วงสองสายพุ่งออกจากตัวของหลิงเซี่ยว ในพริบตาเดียว พวกมันก็พุ่งเข้าไปในร่างกายของชายชุดดำสองคนที่อยู่ด้านข้าง ก่อนที่ชายชุดดำทั้งสองจะสามารถทำอะไรได้ พวกเขาก็ร่วงลงพื้นดิน กรีดร้อง และไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้อีก

 

ส่วนชายชุดดำคนที่สาม หลังจากที่ตกใจกับการตายของอีกสองคน เขาก็ไม่มีเวลาแม้แต่จะยกดาบในมือขึ้นมาก่อนที่หลิงเซี่ยวจะมาถึงเขา หัวของชายชุดดำคนที่สามปลิวออกมาในทันทีด้วยหมัดอันแข็งแกร่ง ทั้งเลือดและสมองสาดกระจายออกไปทุกทิศทาง…..

 

หลิงเซี่ยวผู้นิ่งสงบค่อยๆหันกลับไปช้าๆ เพื่อพบว่ามีมีดจ่อคอของโหยวเสี่ยวโม่อยู่

 

               *****

**อัพทุกวัน จ พ ศ ส ค่ะ**

 

Facebook Comment