+100%-

บท 113 เจรจาล้มเหลว

บท 113 เจรจาล้มเหลว

เมื่อพวกเขาเดินเข้าหอคอยเจ็ดดารา การพูดคุยที่มีชีวิตชีวา ณ ห้องโถงใหญ่กลับเงียบลงทันที

 

สายตาแห่งความประหลาดใจจับจ้องไปยังหลิงเซี่ยวและโหยวเสี่ยวโม่ แม้ว่าการประมูลจะจบไปยังไม่ทันครึ่งชั่วโมงก็ตาม แต่ข่าวที่พวกเขาและชายเสื้อคลุมสีดำนั้นได้กระจายไปตามเมืองฮันจีเรียบร้อยแล้ว

 

ม้ามืดทั้งสองต่างก็แย่งชิงสมบัติสุดท้ายทั้งสองชิ้นไปได้ ประเด็นนี้กำลังลุกเป็นไฟ แน่นอนว่าโหยวเสี่ยวโม่ถูกมองข้ามเช่นเคย ทุกคนนั้นจับจ้องไปที่หลิงเซี่ยว ชายหนุ่มผู้หล่อเหลาดั่งเจ้าชายผู้สูงสง่า ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าเขามาจากที่ใด

 

หลิงเซี่ยวไม่ใส่ใจสายตาประหลาดพวกนั้น เขามองหาโต๊ะว่างในห้องโถง ก่อนจะตรงไปนั่ง

 

โหยวเสี่ยวโม่ตัวน้อยเพียงแค่เดินตามเขาเท่านั้น แต่เขาไม่รู้เลยว่าเถ้าแก่และบริกรที่เห็นเขาพลันเปลี่ยนสีหน้าทันที ทันทีที่พวกเขาเห็นทั้งสองคน พวกเขาต่างก็ระลึกได้ถึงประสบการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ของเมื่อคืนก่อน เจ้าเด็กพวกนั้นกลับมาที่นี่อีกแล้ว…..

 

“เถ้าแก่ พวกเราควรทำเช่นไรดี? คนนั้นกลับมาที่นี่อีกแล้ว!”

 

บริกรนั้นหดหู่ ความประทับใจแรกพบในตัวโหยวเสี่ยวโม่ของเขานั้นลึกซึ้งยิ่งกว่าของเถ้าแก่ เนื่องจากว่าเขาเป็นคนที่รับผิดชอบพวกเขานืนนั้น เขาถูกเรียกขึ้นและลงเกือบห้าถึงหกรอบในเวลาเพียงแค่ไม่นาน ในตอนนั้น เขาเกือบจะถูกเถ้าแก่ซึ่งไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นด่าจนเกือบตาย

 

ใบหน้าเหี่ยวย่นของเถ้าแก่พลันสั่นสะท้าน เขาทำหน้าบูดบึ้ง กล่าวว่า “ในครั้งนี้ เจ้าไม่ต้องเป็นกังวลไป การประมูลได้เสร็จสิ้นแล้ว หากพวกเขาต้องการจะอยู่ที่นี่ต่อ พวกเขาจะต้องจ่ายค่าห้องและค่าอาหาร”

 

“นั่นสิ โอ!”

 

บริกรหนุ่มฟื้นกลับมาทันที “เช่นนั้น พวกเราต้องทำอย่างไร? เขาดูเหมือนจะเป็นเจ้าแห่งการกินอาหาร”

 

เถ้าแก่เริ่มหัวเราะอย่างชั่วร้ายออกมาทันที “หากเขาเป็นเจ้าแห่งการกิน นั่นยิ่งดีเข้าไปใหญ่ ในไม่ช้าเขาจะต้องสั่งอาหารจำนวนมาก จงรีบไปที่นั่น ยิ่งเขาสั่งอาหารมากเท่าไหร่ พวกเรายิ่งได้เงินมากเท่านั้น”

 

“เถ้าแถ่ช่างฉลาดยิ่งนัก!”

 

บริกรหนุ่มรีบชื่นชมเถ้าแก่ “ข้าผู้น้อยจะรีบไปที่นั่นทันที”

 

เช่นนั้นเอง เถ้าแก่ซึ่งคิดว่าตนเองฉลาดกับบริกรหนุ่มจึงไม่ทำหน้าขมวดคิ้วอีกต่อไป โดยเฉพาะบริกรหนุ่ม เขาหยิบกาน้ำชาจากโต๊ะและเดินไปหาโต๊ะของโหยวเสี่ยวโม่อย่างกระตือรือร้น ใบหน้าของเขาเขียนติดว่า “ข้าจะสูบเงินเจ้าจนหมดตัวเลยในวันนี้”

 

“แขกทั้งสองท่าน ท่านต้องการรับอะไรดี?”

 

บริกรหนุ่มรีบร้อยรินน้ำชาให้แก่พวกเขา

 

หลังจากที่หิวไส้กิ่วมาตั้งแต่หอประมูล โหยวเสี่ยวโม่จึงพูดอย่างมั่นใจ “จงนำอาหารที่แพงที่สุดและอร่อยที่สุดมา”

 

แน่นอนนว่านี่มาจากความร่ำรวยที่เพิ่งจะได้มาของเขา

 

บริกรยิ้มด้วยความเบิกบานใจ “ยอดเยี่ยมนัก แขกของข้าช่างมีรสนิยมจริงๆ อาหารที่แพงที่สุดและอร่อยที่สุดของหอคอยเจ็ดดาราของเรานั้นคือเป็ดเมฆาสมบัติสวรรค์ ผู้อมตะข้ามผ่านมหาสมุทร และมัจฉามังกร ท่านจะรับเท่าไหร่ดี?”

 

เถ้าแก่เดาได้ถูกต้อง

 

“หนึ่ง!”

 

โหยวเสี่ยวโม่ยกขึ้นมาหนึ่งนิ้ว

 

รอยยิ้มเบิกบานใจของหดลงทันที เขาตะกุกตะกักขณะถามอีกครั้ง “ขออภัย ไม่ทราบว่าทวนอีกทีได้รึไม่ว่าท่านต้องการเป็นจำนวนเท่าใด?”

 

“อย่างละหนึ่งจาน พวกเรากินไม่ไหวหรอกหากมันมีมากเกินไป”

 

โหยวเสี่ยวโม่รู้ได้เช่นไรว่าพวกเขามีแผนการชั่วร้ายซ่อนอยู่? โหยวเสี่ยวโม่เพียงแค่ลืมไปแล้วว่าเขาได้ทิ้งภาพลักษณ์แบบไหนไว้ให้เถ้าแก่และบริกรหนุ่มเมื่อคืนนี้ ในตอนนี้เขาเป็นชายผู้มีเงินล้าน ดังนั้นโจรน้อยจึงได้ถูกลืมเลือนไปเสียแล้ว คงจะต้องรอวันที่เขากลับมาจนอีก และเมื่อนั้นเขาอาจจะคิดถึงโจรน้อยผู้นั้นอีกครั้ง

 

บริกรอยากร้องไห้ ทั้งสามจานนี้ แม้ว่าพวกมันจะเป็นอาหารที่แพงและอร่อยที่สุดในหอคอยเจ็ดดาราก็ตาม แต่มันก็ยังคงไม่สามารถทำกำไรได้เท่าไหร่ และมิใช่ว่าคนผู้นี้คือเจ้าแห่งการกินหรอกรึ? เพียงแค่สามจาน ช่างเป็นจำนวนที่น้อยยิ่งนัก เขาจะพึงพอใจด้วยจำนวนแค่นี้จริงรึ?

 

บริกรที่ตอนนี้ถูกซัดด้วยความมึนงงเดินกลับไปยังโต๊ะและกระซิบกับเถ้าแก่ สีหน้าของเถ้าแก่เปลี่ยนไปคล้ายๆกับของบริกร และมองไปยังโหยวเสี่ยวโม่ด้วยความไม่พอใจ

 

ไม่ว่าโหยวเสี่ยวโม่จะไม่รู้เรื่องอย่างไรก็ตาม แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่สังเกตเห็นว่ามีใครบางคนจ้องมองเขาตลอดเวลา เขาอดที่จะรู้สึกมึนงงไม่ได้ “ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ทำไมเถ้าแก่ถึงจ้องมองข้าตลอดเลย?”

 

รอยยิ้มไม่สามารถหายออกไปจากใบหน้าอันหล่อเหลาของหลิงเซี่ยวได้ คนถามอาจจะลืมมันไปแล้ว แต่เขาไม่ได้ลืม ตั้งแต่ตอนที่บริกรเดินมาหาพวกเขาอย่างยินดี เขาก็สามารถเดาได้ทันที มุมปากของเขากระตุกขึ้น “บางที เจ้าอาจจะดูดีเกินไปก็ได้”

 

โหยวเสี่ยวโม่หน้าแดง และไม่นานเขาก็ถามอย่างแผ่วเบา “จริงรึ?”

 

หลิงเซี่ยวพบว่าน้ำเสียงยินดีเล็กๆนั้นช่างน่ารัก และเกือบจะทำให้เขาระเบิดเสียงหัวเราะออกมา คนผู้นี้มักจะทำให้เขาขบขันจนเกือบจะตาย

 

“แน่นอน……จริงที่สุด”

 

โหยวเสี่ยวโม่ดีใจ และไม่ทันได้สังเกตเลยว่าเขากำลังถูกหลอกเนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินบางคนกล่าวว่าเขานั้นดูดี  ตั้งแต่ตอนที่เขามองเงาสะท้อนในกระจก เขาก็ไม่คิดเลยว่าเขาดูดี เนื่องจากใบหน้าในตอนนี้เกือบจะคล้ายกับใบหน้าในโลกก่อนหน้านี้ ทั้งสองใบหน้าจัดอยู่ในหมวดธรรมดาๆ ไม่ได้เท่ ไม่ได้หล่อเหลา และไม่น่าจดจำนัก อย่างมากที่สุดก็คงจะมองได้ว่ามีเสน่ห์ละมั้ง

 

หลิงเซี่ยวกลัวว่าเขาจะระเบิดหัวเราะออกมาจริงๆ ดังนั้นเขาจึงมองไปทางอื่น

 

ในตอนนั้น กลับมีเสียงฝีเท้าดัง *ตุบ ตุบ ตุบ* ออกมาจากบันไดที่ขึ้นไปชั้นสอง ทุกคนมองไปยังต้นกำเนิดของเสียงนั้น รูปร่างสีแดงกลับปรากฎเข้าในสายตาของทุกคน ผู้หญิงคนนั้นคือมู่เหยาแห่งพรรคเซี่ยวเหยานั่นเอง นางยังคงไม่ไปไหนและยังคงพักอยู่ที่หอคอยเจ็ดดาราอย่างคาดไม่ถึง คนฉลาดบางคนรู้สึกได้ถึงความแปลกประหลาดบางอย่างที่กำลังจะเผยออกมา

 

ภายใต้สายตาของทุกคน มู่เหยาเยื้องย่างไปหาโต๊ะหลิงเซี่ยว

 

โหยวเสี่ยวโม่เงยหน้าขึ้นและเห็นผู้หญิงสวยที่ดูคุ้นเคยยืนอยู่ตรงหน้าเขา และเบื้องหลังผู้หญิงคนนั้นคือชายแก่ที่เคร่งเครียด เขาหยุดนิ่งไปชั่วขณะก่อนที่จะหาเสียงตัวเองพบ “ท่าน…..มีอะไรงั้นรึ?”

 

“ท่านไม่ถือใช่รึไม่ หากข้าอยากจะขอร่วมโต๊ะด้วย?”

 

มู่เหยายิ้มเล็กน้อย แม้ว่ารอยยิ้มของนางจะไม่ใช่ยิ้มที่กว้างหรือเปล่งประกาย แต่มันก็ยังคงให้ความรู้สึกสวยงามอย่างไร้ที่ติ ใบหน้าอันสวยงามของนางยิ่งดูน่าหลงไหลยิ่งขึ้น

 

โดยไม่รอให้โหยวเสี่ยวโม่ตอบ เสียงกลืนน้ำลายกลับได้ยินจากทั่วทุกทิศทาง

 

ผู้สาวผู้มีเสน่ห์ยั่วยวนของพรรคเซี่ยวเหยานั้นเป็นที่รู้จักกันดี ดูเหมือนว่าเกือบจะทุกคนจดจำนางได้ และเนื่องจากพวกเขาจำนางได้ และพวกเขาไม่เคยเห็นนางยิ้มอย่างอ่อนหวานให้กับใคร พวกเขาจึงบอกได้ว่านางมีอะไรบางอย่างอยู่อย่างแน่นอน

 

โหยวเสี่ยวโม่มองอย่างระมัดระวังไปที่หลิงเซี่ยว นี่เป็นหญิงงามเชียวนะ หญิงงาน แม้ว่าเขาต้องการจะบอกว่าเขาไม่ถือสาก็ตาม แต่เขายังคงจำได้ถึงท่าทางน่ากลัวของหลิงเซี่ยวเมื่อวานนี้ ในตอนที่เขาพูดบางอย่างเกี่ยวกับผู้หญิง ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าพูดออกมา หญิงงามนั้นมีค่าก็จริง แต่ชีวิตเขาเองย่อมมีค่ามากกว่า

 

เมื่อคิดเช่นนี้ โหยวเสี่ยวโม่จึงกระแอมออกมา และมองอย่างเสียใจไปทางมู่เหยา “ขอโทษด้วย แต่พวกเราคงต้องขอปฏิเสธ”

 

รอยยิ้มบนใบหน้าสวยงามของมู่เหยาเกือบจะหงิกลงไปในทันที นายหญิงสง่างามผู้นี้มาร่วมโต๊ะด้วยก็เป็นเกียรติมากมายแล้ว แต่พวกนี้กลับกล้าพูดว่าปฏิเสธงั้นรึ? แน่นอนว่านี่เป็นเพียงความในใจเท่านั้น หากมิใช่ว่านางมีแผนการอะไรบางอย่าง นางคงจะพลิกคว่ำโต๊ะนี้ไปนานแล้ว แต่ดูเหมือนว่าวิธีอ้อมๆนั้นใช้ไม่ได้ผล และนางเองก็ไม่ได้แสร้งทำดีอีกต่อไป นางจึงปักมีดเข้าตรงจุด “ข้ามีบางอย่างที่จะต้องคุยกับท่านทั้งสอง”

 

มุมปากของผู้อาวุโสหยุนด้านหลังนางกระตุก เขารู้ว่านายหญิงน้อยกำลังจะหมดความอดทน

 

โหยวเสี่ยวโม่ประหลาดใจ มิใช่ว่าสาวงามผู้นี้จะมาทานข้าวหรอกรึ?

 

“เอ่อ พวกเราดูเหมือนจะไม่รู้จักท่านนะ”

 

มู่เหยายิ้มขณะที่กล่าว “งั้น ตอนนี้ก็รู้จักแล้วนะ”

 

โหยวเสี่ยวโม่ไม่เข้าใจเลยว่าสาวงามคนนี้ต้องการพูดคุยอะไรกับพวกเขา อีกทั้ง เขารู้สึกว่าคนที่สมควรจะพูดคุยด้วยน่าจะเป็นหลิงเซี่ยวมากกว่า ดังนั้นเขาจึงมองอย่างมีความหมายไปยังหลิงเซี่ยวในทันที “ตาท่านแล้ว!”

 

หลิงเซี่ยวรับสัญญาณของเขา รอยขบขันในดวงตาของเขายิ่งชัดเจนมากขึ้น เขาหรี่ตาลงอย่างเชื่องช้า และกล่าวอบอุ่นและสุภาพกับมู่เหยา “ข้ารู้ว่าท่านต้องการจะพูดคุยเกี่ยวกับอะไร แต่ข้าต้องขอโทษด้วย ข้าไม่ต้องการพูดมากไปกว่านี้แล้ว”

 

มู่เหยาเปิดและปิดปากของนาง อย่างไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี

 

ชายผู้นี้ช่างเถรตรงยิ่งนัก เขาไม่เพียงแต่พูดอย่างตรงจุดเท่านั้น เขายังงบ้ามากๆอีกด้วย แม้ว่านางจะไม่ค่อยหวังมากนัก แต่เมื่อถูกปฏิเสธอย่างตรงๆเช่นนี้ นางจึงรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย หากนางรามือเพียงแต่เท่านั้นเนื่องจากคำพูดพวกนั้น นางคงไม่ได้ฉายาว่าหญิงผู้มีเสน่ห์หรอก

 

“ท่านทั้งสองมีเงื่อนไขอะไร? โปรดบอกมา”

 

มู่เหยากดความโกรธของนางที่กำลังปะทุลง และกล่าวอย่างช้าๆ

 

โหยวเสี่ยวโม่มองนางอีกครั้ง สาวงามผู้นี้ดูเหมือนจะไม่เข้าใจภาษามนุษย์

 

หลิงเซี่ยวดูเหมือนว่าจะคาดไว้แล้ว เขาจึงกล่าว “ท่านหญิง มิใช่ว่าพวกเรามิอยากขาย แต่พวกเราไม่มีอีกแล้ว”

 

แม้ว่าเขาจะย้ำเช่นนั้น แต่มู่เหยายังคงไม่เชื่อเขา สิ่งมีค่าเช่นจิตวิญญาณเหลว ใครจะไม่หลงเหลือไว้สำหรับส่วนของตนเองในวันที่เข้าตาจน? ดังนั้นนางจึงไม่เชื่อในคำพูดของเขาอย่างถึงที่สุด

 

“นี่คงเป็นครั้งแรกในเมืองฮันจีของท่านทั้งสองสินะ”

 

มู่เหยามองไปรอบๆ และกดเสียงลง “วันนี้ท่านเอาชนะหอคอยจีเล่อ และตระกูลเสวี่ยซาในที่ประมูล ท่านได้ไข่สัตว์วิเศษที่พวกเขาต่างแย่งชิงกัน จากสิ่งที่พวกเขากระทำ พวกเขาย่อมไม่มีทางปล่อยท่านไปอย่างแน่นอน แต่ถ้าหากท่านให้จิตวิญญาณเหลวกับข้าหนึ่งขวด…..ไม่สิ หากท่านมีไม่ถึง งั้นเป็นครึ่งขวดก็ได้ พรรคเซี่ยวเหยาจะรับประกันว่าท่านจะสามารถออกจากเมืองฮันจีได้อย่างปลอดภัย เป็นเช่นไร?”

 

หลิงเซี่ยวไม่มีปฏิกิริยาในขณะที่โหยวเสี่ยวโม่สะดุ้งด้วยความกลัว

 

จากสิ่งที่นางกล่าว หอคอยจีเล่อและตระกูลเสวี่ยซากำลังวางแผนที่จะต่อสู้กับพวกเขาในตอนที่พวกเขาออกจากเมืองฮันจี เรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นโอกาสใหญ่หรือน้อยก็ตาม หากพวกนั้นต้องการฉกฉวยจริงๆ พวกเขาก็มีกันแค่สองคนเท่านั้น แต่ถ้าจะให้พูดจริงๆ ก็มีเพียงแค่คนเดียว

 

“ศิษย์พี่ใหญ่หลิง….”

 

โหยวเสี่ยวโม่มองไปที่หลิงเซี่ยว

 

หลิงเซี่ยววางถ้วยชาที่เขาถือเล่นลง เขามองไปที่มู่เหยาอย่างตรงไปตรงมาด้วยรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก “ข้อเสนอของท่านนั้นถือว่าน่าประทับใจมาก แต่ข้าได้บอกไปแล้วว่าไม่มีจิตวิญญาณเหลวอีกแล้ว แม้ว่าท่านจะใช้คำพูดสวยหรูมากแค่ไหน พวกเราก็ไม่สามารถผลิตมาให้ท่านได้ ดังนั้นทำไมท่านจึงยังคงตามตื๊อถึงเพียงนี้?”

 

ใบหน้าของมู่เหยาดำมืดลง นางพยายามทุกวิถีทางแล้ว และไม่คาดคิดว่าสองคนนี้จะยังคงปฏิเสธที่จะกินขนมปัง และกินโทษแทน* นางไม่มีรอยยิ้มมิตรภาพอีกต่อไป นางยืนขึ้นและประสานมือทำความเคารพก่อนจะกล่าว “เมื่อเป็นเช่นนี้ มู่เหยาขอให้ท่านทั้งสองโชคดี อย่างไรก็ตาม หากท่านถูกปล้นขณะออกจากประตูเมือง นั่นคงสายเกินกว่าจะมานึกเสียใจทีหลัง!”

 

เมื่อกล่าวจบ นางจึงจากไปโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ผู้อาวุโสหยุนมองไปทางหลิงเซี่ยวและโหยวเสี่ยวโม่ด้วยสายตามีนัยะก่อนจะเดินจากไปพร้อมมู่เหยา

 

*เลือกวิธีที่ยากลำบาก

Facebook Comment