+100%-

บท 112 ความสำเร็จ

บท 112 ความสำเร็จ

ชายแก่กวาดตามองไปยังผู้คนที่อยู่ด้านบนและด้านล่าง ทุกคนต่างแสดงท่าทางอดทนไม่ไหว เขากระแอมหนึ่งครั้งและกล่าว “นี่คือไข่ของหมาป่าเลือดสีน้ำเงิน เนื่องจากมูลค่ามันสูงมาก ดังนั้นหอประมูลตัดสินใจที่จะแลกเปลี่ยนมันกับของที่มีมูลค่าเท่าเทียมกัน ตราบใดที่ท่านสามารถหาของที่คุ้มค่าเท่ากันได้ หลังจากที่ของชิ้นนั้นผ่านการประเมินจากทางหอประมูลแล้ว ไข่หมาป่าเลือดสีน้ำเงินจะเป็นของคนผู้นั้น”

 

เมื่อคำพูดจบลง ทุกคนต่างส่งเสียงออกมา ไข่หมาป่าสีน้ำเงินระดับแปดนี้ไม่สามารถตีค่าได้ด้วยเงินอย่างเหนือความคาดหมาย เห็นได้ชัดว่าพวกเขาคิดว่าเงินนั้นไม่คุ้มค่า แต่มันก็ยังคงเข้าใจได้ ของบางสิ่งไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงิน อีกทั้ง หากเป็นพวกเขาเอง พวกเขาก็อาจจะตัดสินใจแบบเดียวกันก็เป็นได้

 

หลิงเซี่ยวที่อยู่ชั้นสองเองก็คาดไม่ถึงเล่นกัน เพียงแค่ไข่ของสัตว์วิเศษระดับแปด และพวกเขากลับต้องการจะแลกเปลี่ยนกับของที่มีมูลค่าเท่ากัน แต่เมื่อคิดดูอีกครั้ง เขาเองก็คิดว่ามันมีเหตุผลพอสมควร เนื่องจาก ไข่ของสัตว์วิเศษระดับแปดนั้นเป็นของหายากสำหรับที่นี่

 

เมื่อคิดเช่นนั้น แสงสว่างจึงปรากฎที่ดวงตาของหลิงเซี่ยว ขณะที่เขามองไปยังโหยวเสี่ยวโม่ เนื่องจากไข่สามารถซื้อได้ด้วยเงิน มันจึงค่อนข้างช่วยเขาได้มากทีเดียว

 

“ศิษย์น้อง เจ้าต้องการไข่นั่นรึไม่?”

 

โหยวเสี่ยวโม่นั้นมองอย่างจดจ้องไปที่ไข่ใบนั้น เมื่อได้ยินเสียงของหลิงเซี่ยวดังขึ้นจากด้านหลัง เขาจึงตกตะลึงไปชั่วขณะ “หมาป่าเลือดสีน้ำเงินรึ? แต่ชายแก่บอกว่าเขาต้องการแลกเปลี่ยนกับของที่มีค่าเท่ากัน อา ข้าไม่มีสมบัติอะไรจะไปแลกกับเขาหรอก”

 

“ใครบอกว่าเจ้าไม่มี?”

 

สายตาของหลิงเซี่ยวจ้องผ่านหน้าเขาไป มุมปากของเขาโค้งขึ้น “เจ้าลืมจิตวิญญาณเหลวที่เพิ่งจะประมูลออกไปแล้วรึ? แม้ว่าสิ่งนั้นจะไม่มีประโยชน์กับเจ้า แต่สำหรับผู้หลอมโอสถและผู้ฝึกยุทธ์แล้ว มันถือว่าเทียบเท่าได้กับโอสถวิเศษเลยทีเดียว พวกเขามิอาจไม่สั่นไหวได้”

 

โหยวเสี่ยวโม่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่ดวงตาเขาเริ่มจะเปล่งประกาย “ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ถ้าเช่นนั้น จิตวิญญาณเหลวกี่หยดถึงจะแลกกับไข่ใบนั้นได้?”

 

หลิงเซี่ยวคิดเล็กน้อย “หนึ่งร้อยหยดน่าจะได้”

 

โหยวเสี่ยวโม่เทียบกับจำนวนเงินในทันที หนึ่งร้อยหยดเท่ากับสิบล้าน หากมันถูกขายผ่านทางประมูลราคาคงเพิ่มเป็นยี่สิบล้าน เขาอ้าปากค้าง

 

ไม่นานนัก ชายแก่จึงพูดคุยเสร็จสิ้น มู่หยุนเทียนจากหอคอยจีเล่อซึ่งอยู่บนที่นั่งแขกระดับพิเศษชั้นสองจึงลุกจากที่นั่ง เขามองอย่างมุ่งมั่นไปยังเวทีประมูล และกล่าวด้วยน้ำเสียงต่ำ “ข้าเสนอโอสถทะลวงผ่านจันทราคุณภาพสูงและโอสถเมฆาม่วงคุณภาพสูง”

 

ทุกคนต่างเงยหน้าขึ้นมองมู่หยุนเทียน หลังจากที่ได้ยินคำเสนอของเขา เกือบทุกคนต่างประหลาดใจเนื่องจากโอสถทะลวงผ่านจันทรานั้นเป็นโอสถระดับห้า โอสถนี้สามารถเพิ่มโอสถในการทะลวงผ่านจากระดับจันทราไปยังระดับดาราได้ อีกทั้งยังไม่มีผลกระทบใดๆตามมา ดังนั้นมันจึงเป็นโอสถระดับห้าที่มีค่ามาก

 

ส่วนโอสถเมฆาม่วงนั้นก็ยิ่งมีค่ามากกว่าเนื่องจากมันเป็นโอสถระดับหก โอสถนี้สามารถใช้เพื่อเพิ่มพลังทำให้ผู้ที่กินมันเพิ่มระดับขึ้นได้หนึ่งถึงสองดาว ตัวอย่างเช่น ผู้ฝึกยุทธ์ระดับดาราหนึ่งดาว หลังจากที่กินโอสถเมฆาม่วงไปแล้ว มีโอสถที่เขาจะกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับดาราสองหรือสามดาวได้ ข้อเสียของมันก็คือยิ่งผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงเท่าใด ผลลัพธ์ยิ่งน้อยลงเท่านั้น

 

ตั้งแต่ที่มู่หยุนเทียนแสดงท่าทางของเขา คนอื่นๆต่างไม่ต้องการให้ตนเองตามหลัง

 

มู่เหยาแห่งพรรคเซี่ยวเหยานำเคล็ดท่าการควบคุมเปลวไฟออกมา ท่าการควบคุมเปลวไฟนี้เป็นเคล็ดระดับกลางชั้นสูง ซึ่งสามารถทำให้ผู้ที่เรียนควบคุมเปลวไฟและใช้มันในการต่อสู้ได้ ยิ่งเปลวไฟระดับสูงมากเท่าไหร่ การโจมตีก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเท่านั้น และหากใช้เปลวไฟหลายชนิดในครั้งเดียวกัน ก็จะสามารถสร้างรูปแบบเปลวไฟซึ่งเป็นรูปแบบการโจมตีที่รุนแรงมากได้ หากมิใช่เพราะไข่ระดับแปดนี้ พรรคเซี่ยวเหยาคงไม่นำเคล็ดลับนี้ออกมา

 

แน่นอนว่าพรรคเซี่ยวเหยาจงใจเสนอเคล็ดท่าการควบคุมเปลวไฟนี้ออกมาเนื่องจากพวกเขารู้อยู่แล้วว่าผู้นำเมืองนั้นเป็นผู้ใช้เปลวไฟที่รุนแรงผู้หนึ่ง ความเข็งแกร่งของเขานั้นสูงมากก็จริง แต่สิ่งที่เขาขาดไปก็คือเคล็ดลับทีดี

 

ตัวแทนตระกูลเสวี่ยซาเองก็ยืนขึ้นตามหลังจากคำเสนอของมู่เหยา เขาเพียงแค่เสนอโอสถหนึ่งเม็ดเท่านั้น แต่หากพูดถึงความคุ้มค่าแล้ว โอสถเม็ดนี้สูงกว่าโอสถของมู่หยุนเทียนเสียอีก ผลของโอสถชนิดนี้นั้นคล้ายๆกับโอสถทะลวงผ่านจันทรา ยกเว้นว่าการทะลวงผ่านมิใช่สำหรับระดับจันทรา แต่เป็นของระดับดารา อีกทั้งยังไม่มีผลข้างเคียงอีกด้วย ดังนั้นหลังจากที่ทะลวงผ่านระดับไปได้แล้ว ยังคงสามารถทำให้พลังมั่นคงขึ้นได้ในทันที แต่อัตราความสำเร็จในการทะลวงผ่านนั้นน้อยกว่าเมื่อเทียบกับโอสถทะลวงผ่านจันทรา

 

เมื่อเทียบโอสถของมู่หยุนเทียนและท่าการควบคุมเปลวไฟของมู่เหยาแล้ว โอสถยังคงถือว่ามีค่ากว่าเล็กน้อย เนื่องจาก หลังจากทะลวงผ่านแล้ว คนผู้นั้นจะมีระดับราชัน น่าตกใจที่ตระกูลเสวี่ยซาเต็มใจจะมอบมันให้คนอื่น

 

ท่าทางของมู่หยุนเทียนและมู่เหยาเปลี่ยนไปในทันที

 

ในขณะนั้นเอง ชายเสื้อคลุมสีดำชั้นหนึ่งซึ่งเป็นบุคคลที่ทุกคนต่างนับถือว่าเป็นม้ามืดยืนขึ้นหลังจากตระกูลเสวี่ยซา ความสนใจของทุกคนตกไปยังเขาขณะที่ทุกคนต่างคาดเดาว่าชายเสื้อคลุมสีดำจะเสนออะไรที่น่าประหลาดอีกรึไม่

 

“ท่านรับสมุนไพรวิเศษรึไม่?”

 

ชายแก่บนเวทีประมูลตัวแข็งไปชั่วขณะ ก่อนที่จะส่ายหัว “ข้าเกรงว่า พวกเราจะไม่รับสมุนไพรวิเศษ”

 

ชายเสื้อคลุมสีดำเงียบไป ไม่แน่ใจว่าเขาผิดหวังหรือว่าไม่ได้สนใจกันแน่ เขาเพียงแค่นั่งลงบนเก้าอี้เช่นเดิม และไม่ได้มีท่าทีแข่งขันกับผู้อื่นอีกต่อไป

 

รองจากสามอำนาจใหญ่ก็ยังคงมีบางคนที่ต้องการไข่ของสัตว์วิเศษระดับแปดนี้เช่นกัน ทุกคนต่างเสนอสมบัติที่พวกเขาสามารถหาได้ ในเวลาสั้นๆ ทั้งเคล็ดลับ โอสถ และสมบัติทั้งหลายต่างหลั่งไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย

 

ชายแก่รอสักครู่ ก่อนจะเห็นว่าไม่มีใครให้ความสนใจเพิ่มเติมแล้ว และเขากำลังจะหันหลังกลับไปด้านหลังเวทีเพื่อพูดคุยกับคนอื่นๆ ในขณะที่บางคนกลับยืนขึ้น ณ ที่นั่งแขกระดับพิเศษซึ่งอยู่บนชั้นสอง บรรยากาศสง่างามเปล่งรัศมีออกมาจากร่างกายของชายผู้นั้น ทำให้ทุกคนรู้สึกประทับใจอย่างมาก เนื่องจากคนผู้นั้นคือหลิงเซี่ยวซึ่งถูกโหยวเสี่ยวโม่เซ้าซี้ให้ยืนขึ้น

 

หลิงเซี่ยวยิ้มอย่างสง่าขณะกล่าว “จิตวิญญาณเหลวหนึ่งร้อยหยดสามารถเอาชนะสิ่งนี้ได้รึไม่?”

 

คำพูดของเขานั้นเหมือนกับการขว้างก้อนหินลงบนทะเลสาบที่นิ่งสงบ ทำให้เกิดเสียงกระหึ่มภายในหอประมูลขึ้นมาทันใด ทุกคนเริ่มจะเชื่อมต่อบางอย่างกับจิตวิญญาณเหลวแปดสิบแปดหยดที่เพิ่งจะประมูลออกไปก่อนหน้านี้ คนผู้นี้กลับนำอีกหนึ่งร้อยหยดออกมาภายในครั้งเดียว เป็นไปได้รึไม่ว่าจิตวิญญาณเหลวก่อนหน้านี้เองก็มาจากคนผู้นี้?

 

แม้ว่าจะไม่มีใครตอบคำถามพวกเขา แต่เมื่อเห็นท่าทางตรงไปตรงมาของชายผู้นี้แล้ว คำตอบจึงชัดเจนอย่างยิ่ง

 

มู่เหยาซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนที่แสงสว่างจะเริ่มส่องจากดวงตาของนาง สายตาของนางที่จับจ้องไปที่หลิงเซี่ยวกลับยิ่งร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ นี่คือสิ่งที่เขาเรียกกันว่าผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิด สินะ

 

เมื่อได้ยินเขาพูดว่าจิตวิญญาณเหลวหนึ่งร้อยหยด ร่างกายของชายแก่พลันเกร็งขึ้นมาทันใด และความยินดีปรากฎขึ้นมาในดวงตาของเขา ในความเป็นจริง ความสนใจต่อจิตวิญญาณเหลวของผู้นำเมืองของพวกเขานั้นมีไม่น้อยไปกว่าความสนใจต่อไข่ของสัตว์วิเศษระดับแปดเลย แต่น่าเสียดายที่มันเป็นของสำหรับประมูล ไม่ว่าหอประมูลเจ็ดดาราจะมีความสนใจมากแค่ไหนก็ตาม พวกเขาก็ไม่สามารถทำลายการค้าของพวกเขาเพียงแค่เพราะผลประโยชน์ส่วนตนได้ ดังนั้นพวกเขาจึงได้แค่ปล่อยมันไป

 

ภายใต้จินตนาการของเขา เจ้าของจิตวิญญาณเหลวสมควรมีมันอีกมาก อีกทั้ง เขาเริ่มเสนอที่หนึ่งร้อยหยด เมื่อเทียบกับมูลค่าของมัน ชายแก่ตัดสินใจโดยไม่ต้องคิดเลยด้วยซ้ำ

 

“หากไม่มีใครเสนออะไรแล้ว ชายแก่ผู้นี้จะประกาศผู้ชนะสำหรับไข่ของสัตว์วิเศษระดับแปดในตอนนี้”

 

สายตาของชายแก่กวาดมองทุกคน ทำให้ทุกคนจดจ่อกับคำประกาศ ในเวลาต่อมา เขายิ้มขณะที่กล่าว “ของประมูลชิ้นนี้ ผู้ชนะสำหรับไข่ของสัตว์วิเศษระดับแปดใบนี้คือ…….. ท่านที่นั่งตรงที่นั่งแขกระดับพิเศษหมายเลขสิบ”

 

ทั้งหอประมูลต่างพากันนิ่งเงียบด้วยคำพูดเหล่านั้น ทุกคนหันกลับไปมองหลิงเซี่ยวที่อยู่บนชั้นสอง ทุกคนมองผ่านโหยวเสี่ยวโม่ที่เอนตัวลงบนราวกั้นอย่างเป็นธรรมดา

 

หลิงเซี่ยวยกมุมปากของเขาขึ้นอย่างสงบ และนั่งกลับลงไปที่เดิม

 

การประมูลของหอประมูลเจ็ดดาราซึ่งจัดทุกๆสามปีจบลงอย่างคาดไม่ถึง อำนาจทั้งสามต่างถูกเอาชนะด้วยม้ามืดทั้งสอง และไม่สามารถแม้แต่จะได้รับสมบัติสองชิ้นสุดท้าย ผลลัพธ์นี้ช่างผิดคาดอย่างมาก และเป็นสิ่งที่อำนาจทั้งสามไม่ได้คาดคิดไว้

 

หลังจากที่ชายแก่ประกาศผู้ชนะของไข่สัตว์วิเสษแล้ว บรรยากาศกดดันต่างปะทุขึ้นภายในหอประมูลที่เสียงดัง ผู้มีอำนาจบางคนมองไปยังชายเสื้อคลุมดำและหลิงเซี่ยวด้วยสายตาเย็นยะเยือก แม้ว่าทั้งสองจะเอาชนะ และได้สิ่งของไป แต่ก็มีบางคนที่ไม่ยอมตัดใจออกจากมัน สายตาของพวกเขาสะท้อนให้เห็นถึงแผนการณ์ชั่วร้ายบางอย่าง

 

หลิงเซี่ยวกลับมีรอยยิ้มบางๆติดริมฝีปากราวกับว่าไม่ใส่ใจอะไร

 

ส่วนโหยวเสี่ยวโม่ผู้ไม่รู้เรื่องราวใดๆก็ยังคงไม่สามารถตรวจจับบรรยากาศอันตึงเครียดในหอประมูลได้ ในตอนนี้ เขาเพียงแค่จมอยู่กับความรู้สึกยินดีที่เอาชนะไข่ของสัตว์วิเศษมาได้ เขาดึงเสื้อคลุมของหลิงเซี่ยว “ศิษย์พี่ใหญ่หลิง เมื่อไหร่เราจะเข้าไปเอาของพวกนั้นกัน?”

 

หลิงเซี่ยวสะกิดเขา และโบกมือให้เขามองไปยังชายแก่ผู้จัดการประมูล

 

โหยวเสี่ยวโม่หันหลังกลับ และมองไปทางนั้น ชายแก่บอกให้คนนำเอาไข่ของสัตว์วิเศษลงมาแล้ว เขาหันหน้าเข้าหาผู้ชมด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มขณะกล่าว “ทุกๆท่าน ขอบคุณสำหรับการเข้าร่วมงานประมูลครั้งนี้ ส่วนท่านผู้ที่ประมูลชนะสามารถไปยังหลังเวทีเพื่อรับของที่ท่านประมูลได้ ตามแต่ความสะดวกของท่าน”

 

หลังจากพูดจบ ชายแก่เพียงแค่ออกจากเวทีประมูลไป ทุกคนที่นั่งอยู่บนชั้นหนึ่งและบนที่นั่งพิเศษบนชั้นสองต่างลุกขึ้นและออกจากหอประชุมคนแล้วคนเล่า ส่วนชายเสื้อคลุมดำกลับหายตัวไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่ผู้มีอำนาจบนที่นั่งแขกระดับพิเศษดูเหมือนจะไม่ทันได้สังเกต พวกเขาส่งคนไปติดตามชายเสื้อคลุมสีดำ

 

หลิงเซี่ยวลุกขึ้น และกล่าวกับโหยวเสี่ยวโม่ “ศิษย์น้อง ไปกันเถิด”

 

โหยวเสี่ยวโม่ลุกขึ้นทันที และตามไปติดๆ เขายังคงไม่รู้ว่าเมื่อใดก็ตามที่พวกเขาออกจากเมืองฮันจี จะมีผู้คนกลุ่มใหญ่รอเพื่อที่จะขโมยไข่สัตว์วิเศษของเขา โดยมิได้รู้ว่า ในสายตาของเขา ไข่ของสัตว์วิเศษนั้นสำคัญยิ่งกว่าเงินพวกนั้นเสียอีก

 

หลิงเซี่ยวและโหยวเสี่ยวโม่เดินไปรับของที่ประมูลทันทีอย่างไม่เหมือนกับคนอื่น

 

ชายแก่นั้นรอพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นว่าพวกเขาเดินมา เขาทักทายอย่างกระตือรือร้นทันที หลังจากคำพูดถามไถ่อย่างเป็นมารยาทแล้ว เขาจึงส่งคนไปนำของมาให้พวกเขา หม้อหลอมแห่งการรู้แจ้งสีทอง กล่องหยกที่บรรจุไข่ของสัตว์วิเศษระดับแปด และเงินจำนวนสิบเก้าล้าน เมื่อหักค่าธรรมเนียมออกไปห้าในร้อยส่วน ผลลัพธ์คือเงินสิบแปดล้านห้าแสนตำลึง ชายแก่นำทั้งหมดใส่ไว้ในกระเป๋าวิเศษ และส่งมันมาให้โหยวเสี่ยวโม่

 

หลังจากที่รับของเสร็จแล้ว หลิงเซี่ยวจึงนำโหยวเสี่ยวโม่กลับไปยังหอคอยเจ็ดดารา

 

ในเวลาที่พวกเขาไปถึงหอคอยเจ็ดดารา บางคนก็จำพวกเขาได้ในทันที

Facebook Comment