+100%-

บท 110 ราคาสูงลิบลิ่ว

บท 110 ราคาสูงลิบลิ่ว

“แปลกจริง มิใช่ว่ามีสมบัติสุดท้ายเพียงแค่สองชิ้นมิใช่รึ? ทำไมถึงกลายเป็นสามชิ้นไปได้?”

 

เมื่อได้ยินว่ามีสมบัติสุดท้ายถึงสามชิ้น มู่เหยาจึงอดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้ ข้อมูลที่นางได้รับมานั้นบอกว่ามีเพียงสองชิ้นเท่านั้น นางไม่รู้เลยว่าชิ้นที่สามนั้นคือะไร!

 

มุมปากของผู้อาวุโสหยุนกระตุกอย่างเห็นได้ชัด “นายหญิงน้อย ในตอนแรกนั้นสมบัติมีแค่สองชิ้นเท่านั้น แต่ชิ้นที่สามเพิ่งถูกเพิ่มเข้ามาเมื่อวานนี้ ข้าบอกท่านเมื่อคืนนี้ ท่านมิได้ฟังข้าเลยใช่รึไม่?”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น มู่เหยาจึงคิดย้อนกลับไปอีกที ดูเหมือนว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ นางรีบมองไปทางอื่นอย่างขัดเขิน “ผู้อาวุโสหยุน ของชิ้นนั้นคือสิ่งใดกัน? กระทั่งสามารถตามหลังเคล็ดลับระดับสูงเช่นนี้ได้”

 

ผู้อาวุโสหยุนลูบเคราที่มีอยู่นิดหน่อย และกล่าวว่า “ชายแก่ผู้นี้ส่งบางคนไปสืบหาตั้งแต่เมื่อคืน ว่ากันว่าของชิ้นนั้นคือจิตวิญญาณเหลว”

 

เมื่อได้ยินคำพูดสุดท้าย มู่เหยาเกือบจะพุ่งออกจากที่นั่ง ดวงตาของนางแสดงถึงความตื่นเต้นของนาง “เป็นจิตวิญญาณเหลวจริงรึ? มีเท่าใดกัน?”

 

ผู้อาวุโสหยุนคาดเดาแล้วว่านายหญิงน้อยจะต้องมีปฏิกิริยาเช่นนี้ เขาตอบด้วยรอยยิ้ม “ชายแก่ผู้นี้ได้ทำการสอบถามมาแล้ว จำนวนของจิตวิญญาณเหลวในการประมูลครั้งนี้ไม่ต่ำกว่าแปดสิบแปดหยด นี่มิใช่จำนวนเล็กน้อยเลย เนื่องจากมันถูกประมูลภายในครั้งเดียว ราคาของมันจะต้องสูงอย่างแน่นอน คนที่จะสามารถจ่ายให้ได้ขนาดนี้คงมีแต่พรรคเซี่ยวเหยา หอคอยจีเล่อ และตระกูลเสวี่ยซาเท่านั้น”

 

“นั่นหมายความว่าพวกเราสามารถซื้อสมบัติได้เพียงแค่ชิ้นเดียวเท่านั้น ผู้อาวุโสหยุน มีข่าวอะไรมาจากท่านพ่อรึไม่?”

 

มู่เหยาครุ่นชั่วขณะหนึ่งก่อนจะขมวดคิ้ว

 

จากความคิดของนาง จิตวิญญาณเหลวแปดสิบแปดหยดนั้นคุ้มค่ามาก ไม่ควรปล่อยมันไปอย่างเด็ดขาด แต่หากพวกเขาประมูลมัน สมบัติชิ้นสุดท้ายจะต้องตกอยู่ในมือของหอคอยจีเล่อ หรือไม่ก็ตระกูลเสวี่ยซา สาเหตุที่พรรคเซี่ยวเหยาเข้าร่วมการประมูลในครั้งนี้ก็เนื่องมาจากสมบัติชิ้นสุดท้าย แต่การปรากฎตัวของจิตวิญญาณเหลวในตอนนี้ ทำให้พวกเขาตัดสินใจได้อย่างยากลำบาก

 

ผู้อาวุโสหยุนกดเสียงต่ำลงและกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ท่านหัวหน้าต้องการจิตวิญญาณเหลว”

 

มู่เหยาเงยหน้าขึ้นและจ้องมองไปยังท่าทางจริงจังของผู้อาวุโสหยุน แสงสว่างปรากฎขึ้นในดวงตาของนางขึ้นทันใด นางเริ่มยิ้มออกมาช้าๆ “ข้าเข้าใจแล้ว ผู้อาวุโสหยุน เช่นนั้นเราจะทำตามความปรารถนาของท่านพ่อ”

 

ผู้อาวุโสหยุนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ นางหญิงน้อยของพรรคเขาช่างฉลาดนัก สามารถเข้าใจความคิดของเขาได้ทันที

 

ในขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่ ราคาของ “ท่าการเคลื่อนไหวอสนีบาต” สูงขึ้นไปถึงหกล้านสี่แสนตำลึงแล้ว ราคาสูงขึ้นตามจำนวนการขยับของลิ้น แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือคู่แข่งไม่ได้มีเพียงแค่หอคอยจีเล่อและตระกูลเสวี่ยซาเท่านั้น ยังมีบุคคลปริศนาในเสื้อคลุมสีดำอยู่อีกคนหนึ่ง คนผู้นั้นนั่งอยู่บนที่นั่งของชั้นหนึ่ง ร่างกายทั้งร่างของเขาถูกห่อหุ้มไปด้วยเสื้อคลุมสีดำ ปิดซ่อนใบหน้าเอาไว้

 

ในตอนที่เขากระโดดเข้าร่วมวงแข่งขันกับหอคอยจีเล่อและตระกูลเสวี่ยซา ทุกคนจึงมองไปยังเขาด้วยความประหลาดใจ บุคคลในเสื้อคลุมสีดำผู้นี้กล้าที่จะประมูลแข่งกับหอคอยจีเล่อและตระกูลเสวี่ยซา เขาช่างมีความกล้าเสียจริง แต่สิ่งที่น่าตกตะลึงไปกว่านั้นคือ ดูเหมือนว่าเขาจะมีเงินมากทีเดียว!

 

“ศิษย์พี่ใหญ่หลิง คนผู้นั้นรวยจริงๆ อา!”

 

โหยวเสี่ยวโม่อุทานอย่างอิจฉา

 

“ในไม่ช้าเจ้าก็จะมีเงินมากมายเช่นกัน แล้วยังจะต้องอิจฉาสิ่งใด?”

 

หลิงเซี่ยวไม่มีความสนใจในเงินตรา เขาไม่ได้ใส่ใจมันมากเนื่องจากเขาไม่เคยต้องการมัน

 

โหยวเสี่ยวโม่จ้องมองเขาอย่างเจ็บปวด “แต่มันก็ถูกใช้ออกไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน”

 

เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกหดหู่เป็นอย่างมาก ในที่สุดเขาก็จะได้เงินก้อนใหญ่หลังจากที่ทรมานมานาน ในตอนที่ได้รับเงิน กระเป๋าเขายังไม่ทันอุ่นเลยด้วยซ้ำก็ต้องจ่ายมันออกไปเกือบทั้งหมดเสียแล้ว ความรู้สึกเช่นนี้นั้นช่างยากลำบากเหลือเกิน

 

ท้ายที่สุด “ท่าการเคลื่อนไหวอสนีบาต”ก็ตกเป็นของม้ามืด ซึ่งเป็นคนที่ทุกคนคาดหวังไว้ต่ำที่สุด นั่นก็คือชายเสื้อคลุมสีดำนั่นเอง เขาได้รับเคล็ดลับฝึกฝนร่างกายนั้นในราคาที่สูงลิบถึงเจ็ดล้าห้าแสนตำลึง เอาชนะหอคอยจีเล่อและตระกูลเสวี่ยซา ทำให้ทั้งสองกลุ่มนั้นได้แต่ทำหน้าดำมืด

 

“ใครคือชายเสื้อคลุมสีดำผู้นั้น? ผู้อาวุโสหก จงไปสืบหามา!”

 

มู่หยุนเทียนจ้องมองอย่างดำมืดไปยังชายเสื้อคลุมสีดำซึ่งนั่งลงบนที่นั่งอย่างสงบนิ่ง เขาจึงรีบสั่งการผู้ที่นั่งด้านหลังเขาในทันที

 

ไม่ไกลเท่าไหร่นัก ตัวแทนจากตระกูลเสวี่ยซาเองก็สั่งการเช่นเดียวกัน พวกเขาต้องการจะรู้ว่าใครคือชายเสื้อคลุมสีดำ ถึงขนาดกล้ามาชิงของจากตระกูลเสี่ยวซาได้ หากชายผู้นั้นคิดว่าเขาจะนำของสิ่งนั้นไปได้ เขาจะต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างแน่นอน

 

ชายแก่ประกาศผู้ชนะของ “ท่าการเคลื่อนไหวอสนีบาต” และเคลื่อนไปยังสมบัติท้ายที่สุดชิ้นที่สอง ทันใดนั้นก็ปฏิกิริยามากมายแสดงออกมาเนื่องจากทุกคนมิใช่เหมือนกับพรรคเซี่ยวเหยาที่ได้รับข้อมูลลับมาอย่างง่ายดาย บางคนก็มีเส้นสายของตัวเอง ดังนั้นพวกเขาจึงได้รับข่าวสารที่คนอื่นๆไม่ได้รับ เช่นข่าวเกี่ยวกับจิตวิญญาณเหลวที่จู่ๆก็เพิ่มเข้ามาในการประมูล แต่ผู้คนส่วนมากยังคงไม่รู้เกี่ยวกับสิ่งนี้

 

เมื่อผู้ช่วยหญิงนำขวดคริสตัลสีฟ้าใส่ออกมา ดวงตาของทุกคนจึงจับจ้องไปยังขวดนั้น

 

ณ ที่นั่งแขกระดับพิเศษ หลิงเซี่ยวรีบเปิดดวงตาที่ครึ่งปิดครึ่งตื่นด้วยร่องรอยแห่งความร่มรื่นในดวงตาของเขา “ศิษย์น้อง จิตวิญญาณเหลวของเจ้า ในที่สุดก็ปรากฎตัวออกมาแล้ว และการตอบรับนี่ก็ไม่เลวเลย”

 

โหยวเสี่ยวโม่มองไปยังขวดนั้นอย่างตื่นเต้น รูปแกะสลักน้ำแข็งสองรูปกลับได้ผลลัพธ์เป็นเพียงของเหลวในขวดหนึ่งขวดเท่านั้น ช่างน่าประหลาดใจ แต่จิตวิญญาณขวดเล็กจิ๋วนี้นั้นมีประโยชน์มากถึงได้มีราคาเริ่มต้นที่สูงขนาดนั้น นี่ทำให้เขาตื่นเต้นอย่างมาก

 

หลังจากเวลาผ่านไปถึงสองชั่วโมง โหยวเสี่ยวโม่จึงรับรู้ถึงคุณค่าของจิตวิญญาณเหลว จากเพียงแค่ราคาเริ่มต้น จิตวิญญาณเหลวขวดนี้นั้นมากกว่าอะไรก็ตามที่เรียกว่า “ท่าการเคลื่อนไหวอสนีบาต” นั่นเสียแล้ว

 

“จิตวิญญาณเหลวขวดนี้คือสมบัติท้ายสุดชิ้นที่สองในการประมูลครั้งนี้ แปดสิบแปดหยดด้วยกัน เนื่องจากความปรารถนาของผู้ขาย มันจะถูกประมูลในครั้งเดียว”

 

ชายแก่หยิบขวดขึ้นมาในมือ และอธิบายอย่างระมัดระวัง “จิตวิญญาณเหลวนั้นมีวิธีใช้ด้วยกันสองวิธี หนึ่งคือเติมจิตวิญญาณให้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ สองคือเพิ่มอัตราการหลอมให้สำเร็จในขณะที่หลอมโอสถ และเพิ่มคุณภาพของโอสถนั้นๆ…..”

 

การเปิดเผยจิตวิญญาณเหลวนั้นยิ่งทำให้ก่อเกิดความปั่นป่วนเสียยิ่งกว่าที่ “ท่าการเคลื่อนไหวอสนีบาต” ทำเสียอีก ผู้คนที่สนใจนั้นไม่ใช่เพียงแค่ผู้หลอมโอสถเท่านั้น ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหมดเองก็อยู่ในความตื่นเต้นอย่างมาก สายตาที่รุนแรงจับจ้องไปยังจิตวิญญาณเหลวที่อยู่ในมือของชายแก่

 

จากราคาเริ่มต้นคือแปดล้านแปดแสนตึงลึง ราคาเริ่มพุ่งสูงขึ้น หลังจากการปะทะกันอย่างดุเดือด ราคาพุ่งสูงไปถึงสิบเจ็ดล้านตำลึง เกือบจะเป็นหนึ่งพันเท่าของราคา “ท่าการเคลื่อนไหวอสนีบาต” แต่นี่ไม่ใช่ราคาท้ายที่สุด…..

 

หลังจากเป็นผู้จัดการประมูลมาหลายปี นี่เป็นครั้งแรกที่ชายแก่ได้รับความตื่นเต้นขนาดนี้

 

แม้ว่านี่จะไม่ใช่ราคาที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของการเป็นผู้จัดการประมูลก็ตาม แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในลำดับต้นๆ สิบเจ็ดล้านนั้นเกือบจะเท่าๆกับรายได้ของเมืองฮันจีหนึ่งเดือน

 

ราคาสูงจนกระทั่งทุกคนไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้ ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงนกเสียงกา ท้ายที่สุด มีเพียงสี่กลุ่มที่ยังคงเหลืออยู่นั่นคือ พรรคเซี่ยวเหยา หอคอยจีเล่อ ตระกูลเสวี่ยซา และคนที่เพิ่งจะเอาชนะ “ท่าการเคลื่อนไหวอสนีบาต” ชายเสื้อคลุมสีดำนั่นเอง

 

การเข้ามาของชายเสื้อคลุมสีดำนี่ทำให้ทุกคนตื่นตะลึงเป็นอย่างมาก หลังจากที่เอาชนะเคล็ดลับระดับกลางมาได้ เขายังคงมีเงินเหลือพอที่จะประมูลจิตวิญญาณเหลวต่อ ช่างเป็นการแสดงความร่ำรวยอย่างแท้จริง!

 

“สิบเจ็ดล้านหนึ่งแสน!”

 

มู่เหยาจ้องอย่างโกรธแค้นไปที่ชายเสื้อคลุมสีดำ ใบหน้าของนางบิดเบี้ยวเล็กน้อยขณะที่นางตะโกนราคาที่สูงลิบลิ่วออกมา แม้ว่าจะสูงกว่าเพียงแค่หนึ่งแสนตำลึงก็ตาม แต่ ณ ขณะนี้ เพียงแค่ไม่กี่แสนก็ใกล้จะถึงขีดจำกัดของทุกๆคนแล้ว ดังนั้นมันจะดีกว่าหากเพิ่มราคาไปเล็กน้อยเท่าที่จะเป็นไปได้

 

มู่หยุนเทียนซึ่งอยู่อีกฝั่งไม่สามารถรั้งไม่ให้ใบหน้าของเขากระตุกได้ เขาบดฟันไปมา ในที่สุดเขาก็ยอมแพ้

 

แม้ว่าเขาจะปรารถนาในจิตวิญญาณเหลวขสดนั้น แต่ก็ยังคงมีสมบัติชิ้นสุดท้ายรออยู่ เขามาที่นี่เพื่อสมบัติชิ้นสุดท้าย แต่ก็ไม่สามารถปล่อยจิตวิญญาณเหลวไปได้ เมื่อมองดูท่าทางของพรรคเซี่ยวเหยา ดูเหมือนว่าพวกเขาตัดสินใจที่จะเอาชนะของชิ้นนี้แล้ว นั่นก็ดีเช่นกัน เมื่อถึงคราวของสมบัติชิ้นสุดท้าย พรรคเซี่ยวเหยาจะไม่สามารถเอาชนะหอคอยจีเล่อได้อย่างแน่นอน

 

ในตอนนี้ ชายเสื้อคลุมสีดำที่อยู่ชั้นล่างกลับยิ่งเรียกราคาสูงขึ้นไปอีก “สิบเจ็ดล้านห้าแสน!”

 

ผู้คนในหอประมูลต่างระเบิดเสียงออกมา คนจำนวนไม่น้อยเลยที่หันหลังกลับไปดูชายเสื้อคลุมสีดำที่อยู่ด้านหลัง คนผู้นี้ไม่อาจอธิบายได้ด้วยคำว่า โอ้อวดความร่ำรวย อีกต่อไป เขาเป็นคนที่จนมากซะจนกระทั่งเหลือเพียงแค่เงินเท่านั้น*

 

ใบหน้าของมู่เหยากลายเป็นสีดำทมึน ตัวแทนจากตระกูลเสวี่ยซานั้นยอมแพ้อย่างตรงไปตรงมา

 

โหยวเสี่ยวโม่จบราวกั้นไว้ และยิ่มจนกระทั่งดวงตาของเขาไม่สามารถเห็นได้อีกต่อไป ยิ่งการต่อสู้รุนแรงเท่าใด เขายิ่งรู้สึกมีความสุข ทุกครั้งที่เขาได้ยินเสียงราคาที่ไต่สูงขึ้น เขาจะยิ้มจนกระทั่งริมฝีปากไม่อาจติดกันได้เลย เหมือนกับที่หลิงเซี่ยวได้กล่าวไว้

 

“บ้าไปแล้ว! ทำไมชายผู้นั้นถึงมีเงินมากขนาดนี้?”

 

มู่เหยาบดฟันของนางอย่างไม่พอใจ

 

ผู้อาวุโสหยุนเองก็เคร่งขรึมขึ้นมาก เขาคาดว่าหอคอยจีเล่อและตระกูลเสวี่ยซาจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว แต่เขาไม่ได้คาดว่าชายเสื้อคลุมสีดำลึกลับผู้นั้นจะมีเงินมากเช่นนี้ ช่างเป็นการคำนวนที่ผิดพลาด “นายหญิงน้อย ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ พวกเราสามารถทำได้แค่คิดหาขีดจำกัดของเขาเท่านั้น”

 

“ข้าเข้าใจ ผู้อาวุโสหยุน”

 

มู่เหยาขมวดคิ้วแน่น นี่เป็นเพียงตัวเลือกสุดท้ายที่เหลืออยู่

 

ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายต่างรู้สึกถึงกันและกัน ในที่สุด ราคาจึงพุ่งทะยานขึ้นเป็นสิบแปดล้านแปดแสนตำลึง สูงกว่าราคาเริ่มต้นถึงสิบล้านแล้ว และเข้าใกล้ยี่สิบล้านเข้าไปทุกขณะ ยิ่งทำให้ผู้คนกลืนน้ำลายด้วยความอัศจรรย์ใจ

 

มู่เหยากำหมัดแน่น และสูดลมหายใจเข้าลึก ราคานี้เป็นขีดจำกัดของนางแล้ว หากอีกฝ่ายเพิ่มราคา นางคงทำได้เพียงยอมแพ้เท่านั้น ไม่ว่าพรรคเซี่ยวเหยาจะร่ำรวยหรือมีอำนาจมากเพียงใด พวกเขาก็ไม่สามารถใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายได้เช่นนั้น ราคาอันสูงลิบนี้เท่าๆกับรายได้หนึ่งปีของพรรคเซี่ยวเหยาทีเดียว

 

หลังจากที่มู่เหยากล่าวราคานี้ออกไป ทั้งหอประมูลต่างเงียบเสียงลงเหลือไว้เพียงแค่เสียงลมหายใจเท่านั้น

 

ชายแก่บนเวทีเองก็สูดลมหายใจเข้า ราคานี้เกินกว่าที่เขาคาดไว้มากนัก มือของเขาสั่นขณะที่เขายกค้อนขึ้น ในขณะที่เขากำลังจะตีมันลงไปนั้น ชายชุดคลุมสีดำก็ยืนขึ้นในทันที และกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “สิบเก้าล้าน!”

 

ก่อนที่มู่เหยาจะมีปฏิกิริยา โหยวเสี่ยวโม่หงายหลังอย่างแรงเนื่องจากตื่นเต้นมากจนเกินไป ทำให้เขาร่วงจากเก้าอี้…..

 

*********

*คนที่จนมากซะจนกระทั่งเหลือเพียงแค่เงินเท่านั้น – มีเพียงแค่ความร่ำรวยเท่านั้น แต่ขาดอย่างอื่น (รวยแต่ไม่มีสมอง?)

ปล. มู่เหยาบอกว่าเคล็ดลับนี้ระดับกลางเท่านั้นในบทก่อนหน้านี้ แต่บทนี้กลับเป็นระดับสูง คงจะเป็นความเบลอของนักเขียนค่ะ

Facebook Comment