+100%-

บท 109 หม้อหลอมสีทองแห่งการรู้แจ้ง

บท 109 หม้อหลอมสีทองแห่งการรู้แจ้ง

คนที่สนใจในโอสถห้าขวดนั้นไม่ใช่เพียงคนชั้นแรกเท่านั้น ยังรวมไปถึงบางคนที่อยู่ตรงที่นั่งแขกระดับพิเศษบนชั้นสองด้วย ท้ายที่สุดแล้ว โอสถทั้งห้าขวดจึงถูกมู่เหยาของพรรคเซี่ยวเหยาชนะไปด้วยราคาสองแสนห้าหมื่นตำลึง

 

ราคานี้นั้นเหนือกว่าคุณค่าของโอสถห้าขวดนั้นมาก แต่พรรคเซี่ยวเหยามักจะโอ้อวดความร่ำรวยของตัวเอง ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ลำบากกับราคาเพียงเล็กน้อยแค่นี้ เมื่อเห็นว่าพรรคเซี่ยวเหยาแสดงถึงความสนใจ คนอื่นๆจึงได้แต่ยอมแพ้ก็เท่านั้น ต่อสู้กับพรรคเซี่ยวเหยาก็เหมือนกับแมลงเม่าพยายามจะเขย่าต้นไม้ใหญ่นั่นแหละ

 

โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกว่าเขาถูกโกงขนานใหญ่หลังจากได้ยินราคา ดังนั้นเขาจึงเพียงแค่ฟุบลงไปในแขนของหลิงเซี่ยว อย่างต้องการคำปลอบใจ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาของเขาซ่อนอยู่ภายใน

 

คนที่ศูนย์โอสถวิเศษช่างใจดำจริงๆ ซื้อโอสถจากเขาไปเพียงแค่หนึ่งแสนสามหมื่นตำลึง และภายในพริบตา ก็ขายพวกมันออกไปในราคาสองแสนห้าหมื่นตำลึง ตั้งสองเท่า ช่างใจดำ เขาตัดสินใจจะเกลียดพวกนั้นแล้ว

 

หลิงเซี่ยวยิ้มขณะที่เขากอดโหยวเสี่ยวโม่ และลูบหลังเขาอย่างอ่อนโยนเพื่อปลอบโยน

 

การกระทำนี้ย่อมต้องถูกคนจำนวนมากเห็น โดยเฉพาะมู่เหยา ผู้หญิงชุดแดงนั่งฝั่งตรงข้าม เพียงแค่การเหลือบมองอย่างไม่ได้ตั้งใจกลับทำให้นางต้องเบิกตากว้างทันที ประกายแห่งความประหลาดใจแวบผ่านในดวงตาของนาง แต่ความคิดของนางยังไม่ได้ไปในทางนั้นเสียทีเดียว อย่างไรก็ตาม แม้ว่านี่จะเป็นทวีปหลงเซี่ยว แต่ก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายอย่างใกล้ชิดเช่นนี้มากนัก

 

ผู้หญิงในชุดแดงเพียงแค่รู้สึกสนใจเล็กน้อยเท่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งสองนั้นใกล้ชิดกว่าที่นางจินตนาการไว้

 

ราคาของโอสถระดับสองห้าขวดนั้นพุ่งทะยานไปถึงสองแสนห้าหมื่นตำลึง ทำให้ชายแก่ยิ้มจนกระทั่งดวงตาของเขาไม่สามารถเห็นได้อีกต่อไป

 

หลังจากกระแสแผ่วลง ชายแก่เริ่มการประมูลสิ่งอื่นอีกครั้ง เขาหยิบถาดที่ผู้ช่วยหญิงนำออกมา “ท่านทั้งหลาย สิ่งของต่อไปนี้ที่จะทำการประมูล ข้าเชื่อว่าบางสิ่งเป็นสิ่งที่หลายๆท่านต่างรอคอย นี่คือกรงเล็บและหนังของเสือดาวเมฆา สัตว์วิเศษระดับหก ทุกคนต่างรู้ดีว่ากรงเล็บของเสือดาวเมฆานั้นคมมากแค่ไหน มันสามารถฉีกกระชากร่างของผู้ฝึกยุทธ์ระดับจันทราออกจากกันได้ สำหรับหนังของมัน หากหนังของมันใช้ทำชุดเกราะ มันสามารถทำการโจมตีจากผู้ฝึกยุทธ์ระดับสุริยันได้”

 

คำพูดสุดท้ายของเขาทำให้หัวใจของใครหลายๆคนสั่นไหวในตอนนั้น โดยเฉพาผู้ฝึกยุทธ์ที่ระดับต่ำกว่าจันทรา การได้กรงเล็บและหนังของเสือดาวเมฆามานั้นหมายถึงมีเครื่องรางรักษาชีวิตอยู่กับตัว อีกทั้ง หากพวกเขาไปเจอเข้ากับผู้ฝึกยุทธ์ระดับจันทราในภายหลังจากนี้ พวกเขาสามารถใช้พลังของมันในการต่อสู้ได้

 

ชายแก่กล่าวถึงราคาเริ่มต้นของมันคือหนึ่งล้านห้าแสนตำลึง เพียงแค่เขาเอ่ยปาก ผู้คนก็เริ่มตะโกนประมูล

 

นี่เป็นครั้งแรกที่โหยวเสี่ยวโม่ได้ยินเรื่องเกี่ยวกับสัตว์วิเศษ ดังนั้นเขาจึงลืมความเจ็บปวดของเขาอย่างกระทันหัน เขาโน้มตัวกลับไปยังราวกั้น และมองกรงเล็บและหนังสัตว์ที่อยู่บนเวทีประมูล

 

กรงเล็บของเสือดาวเมฆานั้นเป็นสีดำ และบางครั้งก็เปล่งแสงสว่างออกมา เห็นได้ชัดว่ามันคมมาก ในทางกลับกัน หนังของมันเป็นสีเงิน สวยงามเสียจริง

 

โหยวเสี่ยวโม่มีความรู้เกี่ยวกับสัตว์วิเศษเพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น ดังนั้น เขาจึงไม่อาจแยกพวกมันได้

 

หลิงเซี่ยวเห็นว่าเขาจ้องเขม็งไปยังของพวกนั้น ดังนั้นเขาจึงคิดว่าโหยวเสี่ยวโม่สนใจมัน ประกายเล่ห์เหลี่ยมปรากฎในดวงตาของเขาขณะที่เขาถาม “ศิษย์น้อง เจ้าชอบของพวกนั้นรึ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ร้องออกมา *อา* และส่ายหัว “ข้าไม่ได้ใช้ประโยชน์พวกมัน หากมันเป็นเสือดาวเมฆาตัวเป็นๆ คงจะดีกว่านี้”

 

“ทำไม?”

 

หลิงเซี่ยวถามด้วยคิ้วเลิกขึ้นสูง

 

“เพราะว่าสิ่งมีชีวิตจะสามารถช่วยเหลือข้าได้ อา”

 

โหยวเสี่ยวโม่พูดอย่างจริงจัง และพูดเพิ่มเติมด้วยเสียงแผ่ว “สมุนไพรในมิติของข้าเริ่มโตขึ้นโตขึ้นทุกที ทุกวันจะต้องรดน้ำสมุนไพร ข้าไม่อาจทำได้ด้วยตัวคนเดียว ดังนั้นมันจะดีกว่าหากว่ามีใครบางคนช่วยเหลือข้า”

 

“ความคิดไม่เลวเลย”

 

หลังจากหลิงเซี่ยวได้ยินดังนั้น เขาจึงพยักหน้า และดูเหมือนจะจมอยู่ในความคิด

 

ในขณะที่พวกเขาพูดคุยกัน ราคาของมันก็เริ่มสูงกว่าที่ผู้คนส่วนใหญ่จะทานทน ราคาสูงขึ้นไปถึงสองล้านสี่แสนห้าหมื่นตำลึง ทำให้บางคนที่สนใจมากๆต้องยอมแพ้และถอนตัวจากการแข่งขันนี้ไป คนที่เหลืออยู่ถือได้ว่ามีเงินมาก แต่ในท้ายที่สุด หอคอยจีเล่อเป็นผู้ชนะไปด้วยราคาสองล้านแปดแสนตำลึง

 

หอคอยจีเล่อเป็นผู้มีอำนาจทางภาคใต้ของทวีปหลงเซี่ยว ระดับราวๆเดียวกับพรรคเซี่ยวเหยา ระดับของพวกเขาไม่สามารถดูถูกได้เลย และยังคงนำโดยผู้นำที่ชื่นชอบในการโอ้อวดความร่ำรวยของตนเอง

 

ชายแก่หยิบค้อนออกมา และประกาศผู้ชนะของกรงเล็บและหนังสัตว์ เขารีบเริ่มการประมูลของชิ้นใหม่ทันที หลังจากการปรากฎตัวของสัตว์วิเศษระดับหกแล้ว คุณค่าของของที่ประมูลเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในตอนที่สมุนไพรคุณภาพสูงระดับเจ็ดปรากฎขึ้นมา โหยวเสี่ยวโม่จ้องมองมันด้วยความสนใจ แต่เขาไม่มีเงิน เนื่องจากเพียงแค่ราคาเริ่มต้นอย่างเดียวก็แปดแสนตำลึงแล้ว แพงเกินไป เขาเลือกจะซื้อเมล็ดพันธุ์และปลูกมันด้วยตัวเองดีกว่า

 

นอกเหนือจากสมุนไพร ยังมีโอสถและเคล็บลับอีมากมาย ทุกอย่างเป็นของหายาก แต่โหยวเสี่ยวโม่ไม่ต้องการของพวกนั้น เขาสงสัยว่าเมื่อไหร่จิตวิญญาณเหลวของเขาจะขึ้นมาบนเวที แต่ในขณะที่เขากำลังจะสูญเสียความสนใจไป ในที่สุดชายแก่ก็นำบางสิ่งที่สั่นไหวหัวใจเขาได้ออกมา “หม้อหลอมสีทองแห่งการรู้แจ้ง หม้อหลอมนี้ถูกใช้เพื่อหลอมโอสถโดยผู้หลอมโอสถ ระดับหก ราคาเริ่มต้นคือสี่แสนตำลึง”

 

หม้อหลอมนั้นเป็นสิ่งของจำเป็นที่ใช้ในตอนหลอมโอสถเฉพาะในหมู่นักหลอมโอสถเท่านั้น แต่ผู้คนที่แข่งขันกันไม่ได้มีเพียงผู้หลอมโอสถที่อยู่ชั้นแรกเท่านั้น ผู้มีอำนาจซึ่งอยู่ชั้นสองเองก็มีผู้หลอมโอสถอยู่ไม่น้อยทีเดียว อย่างไรก็ตาม หากต้องการขยายอำนาจโดยไม่มีผู้หลอมโอสถย่อมเป็นไปไม่ได้

 

ด้วยจำนวนเงินประมูลที่สูงขึ้นเรื่อยๆ โหยวเสี่ยวโม่จึงรู้สึกกระวนกระวายใจ

 

“ศิษย์พี่ใหญ่หลิง หม้อหลอมใบนั้น…….”

 

โหยวเสี่ยวโม่มองอย่างกระวนกระวายไปที่หลิงเซี่ยวขณะดึงแขนเสื้อหลิงเซี่ยว

 

หม้อหลอมสีทองแห่งการรู้แจ้งระดับหกนั้นดึงดูดเขามากกว่าเมื่อเทียบกับเคล็ดลับและโอสถ ยังไงซะ เขาก็เป็นผู้หลอมโอสถอยู่ดี แม้ว่าเขาจะอยู่แค่ระดับสองก็ตาม แต่หากเขาสามารถชนะการประมูลหม้อหลอมนี้ได้ เขาจะไม่ต้องเปลี่ยนหม้อหลอมไปอีกนานเลยทีเดียวหลังจากนี้

 

“ไม่ต้องห่วง มันไม่สายเกินไปที่เราจะเริ่มประมูลในตอนสุดท้ายหรอกนะ”

 

ในตอนที่หม้อหลอมปรากฎขึ้น หลิงเซี่ยวได้คาดการณ์ไว้แล้วว่าโหยวเสี่ยวโม่จะต้องสนใจ

 

เมื่อได้ยินคำพูดนั้น โหยวเสี่ยวโม่จึงสงบลงในที่สุด แต่ดวงตาของเขายังคงติดอยู่กับหม้อหลอมบนเวทีประมูลอยู่ดี

 

โชคดีที่หม้อหลอมสีทองแห่งการรู้แจ้งนั้นระดับสูงกว่าหม้อหลอมระดับกลางเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในตอนที่พรรคเซี่ยวเหยาตะโกนประมูลออกไปในราคาเก้าแสนตำลึง คนมากมายต่างเลือกที่จะยอมแพ้ ท้ายที่สุด มีเพียงผู้มีอำนาจจำนวนนิดหน่อยที่เหลืออยู่ หนึ่งในนั้นมีหอคอยจีเล่อซึ่งเป็นศัตรูกับพรรคเซี่ยวเหยาอยู่ด้วย

 

“เก้าแสนห้าหมื่น!”

 

ชายที่ประมูลชนะกรงเล็บและหนังของเสือดาวเมฆาก่อนหน้านี้ มู่หยุนทียน พูดขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับที่เขามองไปยังผู้หญิงในชุดสีแดงซึ่งคือมู่เหยา

 

เขาคือศิษย์ของหอคอยจีเล่อ แม้ว่าเขาจะไม่ใช่ลูกแท้ๆตามสายเลือดก็ตาม แต่ฐานะของเขาในหอคอยจีเล่อก็ยังคงสูงมาก อีกทั้งเขายังมีพรสวรรค์ที่เหลือเชื่ออีกด้วย เขาสามารถอยู่ในระดับจันทราได้ด้วยวัยเพียงแค่ยี่สิบห้าปีเท่านั้น

 

มู่เหยาบิดมุมปากขึ้นอย่างเย็นชา และตะโกนออกมา “หนึ่งล้าน!”

 

มู่หยุนเทียนขมวดคิ้ว หนึ่งล้านนั้นเกินกว่าคุณค่าที่แท้จริงของหม้อหลอมสีทองไปแล้ว เพิ่มราคาประมูลนั้นเหมือนจะไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย อีกทั้ง เขาต้องสำรองเงินทุนไว้เพื่อแข่งขันกับผู้มีอำนาจรายอื่นๆสำหรับของที่เหลืออีกด้วย หากเขาใช้มันในตอนนี้ ย่อมไม่เหลือพอสำหรับของชิ้นหลัง เมื่อคิดดังนี้ เขาจึงทำได้เพียงอยู่เงียบๆ

 

เห็นเช่นนั้น มู่เหยาจึงอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงเยาะเย้ยออกมา

 

ผู้อาวุโสหยุนรู้สึกว่าตัวเองหมดประโยชน์เมื่ออยู่ข้างๆนาง เพียงแค่แข่งขันกันเอาชนะหม้อหลอมกับมู่หยุนเทียน เงินหนึ่งล้านนี้นั้นมากเกินไปแล้ว

 

“หนึ่งล้านหนึ่งหมื่น!”

 

ชายแก่เห็นว่าไม่มีใครจะประมูลเพิ่มแล้ว เขายกค้อนในมือขึ้น และกำลังจะตีมันลงไปในขณะที่เสียงเนิบนาบดังขึ้นมาทันทีทันใด เขาเงยหน้าขึ้นมอง และเห็นว่ามาจากบางคนตรงที่นั่งแขกระดับพิเศษ คนผู้นั้นทำให้ทุกคนประหลาดใจอย่างมากเนื่องจากเขาไม่เคยประมูลมาตั้งแต่ตอนต้นประมูลจนกระทั่งถึงตอนนี้

 

หลิงเซี่ยวกล่าวด้วยตัวเขาเอง หากเขาไม่พูดมันออกไป ศิษย์น้องของเขายิ่งต้องฆ่าเขาด้วยสายตาเป็นแน่แท้

 

ส่วนที่ว่าทำไมเขาจึงเพิ่มราคาเพียงแค่หนึ่งหมื่นนั้น เป็นเพราะว่าจำนวนที่น้อยที่สุดที่สามารถเพิ่มได้คือหนึ่งหมื่น หากน้อยกว่านี้ เขาเชื่อว่าศิษย์น้องจะต้องบอกให้เขาเสนอต่ำกว่านี้อย่างแน่นอน

 

เมื่อได้ยินเสียงนี้ มู่เหยามองไปยังคนผู้นั้นและพบว่าคนที่เพิ่มราคาประมูลก็คือหนึ่งในสองคนที่นางเพิ่งจะมองไปก่อนหน้านี้ ทำให้นางประหลาดใจเล็กน้อย ดูเหมือนว่าการคาดเดาของผู้อาวุโสหยุนจะไม่ผิดเลย สองคนนั้นดูเหมือนจะมีใครบางคนอยู่เบื้องหลัง เมื่อคิดเช่นนี้ นางจึงไม่ได้เพิ่มราคาประมูลอีก อย่างไรก็ตาม นางไม่ได้ต้องการหม้อหลอมใบนั้น อีกทั้ง ใช้เงินหนึ่งล้านเพียงเพื่อหม้อหลอมระดับกลางนั้นไม่คุ้มค่าเลยแม้แต่น้อย

 

ทุกคนคาดว่าพรรคเซี่ยวเหยาจะโต้กลับไป ดังนั้นเมื่อเห็นว่านางถอยกลับ พวกเขาจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจ มิใช่ว่าเมื่อกี้นี้นางเพิ่งจะแข่งขันกับมู่หยุนเทียนจะเป็นจะตายอยู่เลยมิใช่รึ? และตอนนี้นางกลับยอมแพ้อย่างง่ายดาย รึว่านางรู้จักคนผู้นั้นกันแน่?

 

ใบหน้าของมู่หยุนเทียนในตอนนี้นั้นไม่น่าดูเลย นางมู่เหยาผู้นั้นแสดงออกว่านางมุ่งเป้ามาที่เขา

 

“ท่านเลขที่นั่งอันดับ 10 เสนอราคาหนึ่งล้านหนึ่งหมื่น มีใครในที่นี้ต้องการเสนอราคาอื่นอีกหรือไม่? หากไม่ เช่นนั้น หม้อหลอมสีทองแห่งการรู้แจ้งจะตกเป็นของท่านเลขที่นั่งอันดับ 10”

 

ชายแก่ยิ้มขณะถาม เขาพึงพอใจกับราคาเป็นอย่างมาก ก่อนนี้ เขาคาดเดาว่าราคาสูงที่สุดคงประมาณเก้าแสนตำลึง เมื่อเห็นว่าไม่มีใครเสนอราคาอีกแล้ว ชายแก่จึงยกค้อนขึ้นและตีมันลงไป

 

โหยวเสี่ยวโม่ดึงแขนเสื้อหลิงเซี่ยวอีกครั้งด้วยอารมณ์ที่ขัดแย้งกันเอง

 

ทำไมงั้นรึ? เนื่องจากหนึ่งล้านหนึ่งหมื่นตำลึง สำหรับหม้อหลอมแล้วมันแพงสุดๆไปเลย อีกทั้ง เขาไม่มีเงินอยู่กับตัว

 

หลิงเซี่ยวลูบหัวเขาอย่างปลอบโยนผมอันยุ่งเหยิงด้วยความตื่นเต้นของเขา และกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ศิษย์น้อง เจ้าไม่ต้องเป็นกังวลไป การประมูลใกล้จะจบแล้ว จิตวิญญาณเหลวของเจ้าใกล้จะปรากฎตัวแล้ว ในตอนนั้น เจ้าจะยิ้มจนริมฝีปากไม่อาจติดกันได้เลย เชื่อข้า”

 

โหยวเสี่ยวโม่เงยหน้าขึ้นและจ้องมองหลิงเซี่ยว ก็ได้ ข้าจะเชื่อท่าน

 

หลังจากสองชั่วโมง การประมูลเริ่มเข้าสู่ช่วงท้ายแล้ว นี่คือเวลาสำหรับสมบัติล้ำค่าสามชิ้นสุดท้าย

 

หนึ่งในนั้นคือคัมภีร์เคล็ดลับ “ท่าการเคลื่อนไหวอสนีบาต” นี่เป็นเคล็ดลับสำหรับร่างกาย เมื่อฝึกเคล็ดลับนี้จะสามารถทำให้ร่างกายเคลื่อนที่เร็วดั่งสายฟ้า บางคนกล่าวว่าการฝึกเคล็ดลับนี้สามารถทำให้ผู้ฝึกต่อกรกับคู่ต่อสู้ที่ระดับสูงกว่าตนเองได้ ในสถานการณ์ที่เพลี่ยงพล้ำ ก็สามารถพึ่งเคล็ดลับนี้ในการหลบหนีได้อีกด้วย อีกทั้ง นี่เป็นเคล็ดลับระดับกลางชั้นสูง ดังนั้นในตอนที่มันปรากฎออกมา หอประมูลที่ส่งเสียงดัง กลับเงียบลงในทันที และระเบิดเสียงออกมาในเวลาต่อมาด้วยคำอุทานมากมาย

 

สายตารุนแรงมากมายต่างจับจ้องไปที่คัมภีร์บนเวทีประมูลซึ่งเปล่งแสงสีเงินออกมา แม้ว่ามันจะไม่ใช่เคล็ดลับระดับสูง แต่เมื่อฝึกเคล็ดลับหลบหนีนี้ ก็หมายความว่ามีวิธีการรักษาชีวิตเพิ่มขึ้นอีกทาง คล้ายๆกับผลลัพธ์อันเป็นปาฏิหารย์ของโอสถรักษาชีวิต

 

แต่นี่เป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้อยู่แล้ว แม้แต่พรรคใหญ่เช่นพรรคเถียนซินยังเก็บรักษาท่าร่ายรำดาบซึ่งเป็นเคล็ดระดับกลางไว้ราวกับมันเป็นสิ่งที่ไม่อาจเปิดเผยให้คนด้านนอกรับรู้ได้ ดังนั้นจึงเพียงพอแล้วที่จะแสดงให้เห็นว่าเคล็ดระดับกลางชั้นสูงนี้หายากมากแค่ไหน

 

โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกว่าเขาสามารถได้ยินเสียงหอบหายใจอย่างเร็ว โชคไม่ดีเสียจริงที่เขาไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเหมือนที่พวกเขารู้สึก แต่ หลังจากที่เอาชนะหม้อหลอมสีทองแห่งการรู้แจ้งมาได้ เขาก็ยิ้มอย่างไม่รู้เบื่อ ดวงตาของเขาโค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยว เห็นได้ชัดว่าเขากำลังอารมณ์ดี

 

หลิงเซี่ยวก้มหน้าลง และเห็นท่าทางของเขา อารมณ์ของหลิงเซี่ยวเองก็เบิกบานใจตามไปด้วย

Facebook Comment