+100%-

บท 107 ผลประโยชน์ครั้งใหญ่

บท 107 ผลประโยชน์ครั้งใหญ่

“แขกทั้งสองท่านต้องการเข้าพักหรือว่ารับประทานอาหาร?”

 

เถ้าแก่ซึ่งกำลังคำนวนบัญชีอยู่หลังโต๊ะรีบส่งยิ้มมาให้ทันทีที่เขาเห็นโหยวเสี่ยวโม่และหลิงเซี่ยวเดินเข้ามาจากภายนอก

 

โหยวเสี่ยวโม่กล่าวออกมา ก่อนที่เถ้าแก่จะแสดงสีหน้าเสียใจออกมา “แขกทั้งสองท่าน ขอประทานอภัยด้วย แต่วันนี้หอคอยเจ็ดดารารับเฉพาะผู้ที่มาร่วมการประมูลเท่านั้น หากท่านทั้งสองไม่ได้มาร่วมการประมูล ท่านคงจะต้องหาโรงเตี๊ยมอื่นเสียแล้ว ข้าเสียใจกับเรื่องนี้จริงๆ”

 

เถ้าแก่เอ่ยด้วยความจริงใจ และวางตัวอย่างดี แต่หากกับผู้ที่อารมณ์ร้ายเป็นพิเศษ พวกเขาย่อมไม่ยอมรับแต่โดยดีเป็นแน่ แต่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังหอคอยเจ็ดดาราคือผู้นำเมืองฮันจี หากใครต้องการมายุ่งวุ่นวายที่นี่ คนผู้นั้นจะต้องสำนึกถึงฝีมือของตนเองเสียก่อน

 

โหยวเสี่ยวโม่ได้ยินคำพูดเหล่านั้น และนึกถึงแผ่นป้ายแสดงฐานะที่อยู่ในกระเป๋าของเขาได้ในทันที ดังนั้นเขาจึงค้นกระเป๋าวิเศษของเขา และในที่สุดแผ่นป้ายแสดงฐานะสีดำจึงปรากฎขึ้นบนมือของเขา

 

เมื่อเห็นว่าเขาแสดงแผ่นป้ายออกมา เถ้าแก่จึงตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนที่จะรีบเชิญพวกเขาเข้าไปห้องโถงใหญ่ซึ่งอยู่บนชั้นสองอย่างสุภาพ

 

แผ่นป้ายสีดำนั้นคือแผนป้ายพิเศษระดับสอง คนที่จะมีแผ่นป้ายนี้ได้จะต้องมีทรัพย์สินเกินกว่าห้าล้านตำลึงทอง คนทั้งสองนี้ถือแผ่นป้ายพิเศษระดับสองอยู่ ดังนั้นจึงชัดเจนว่าพวกเขาเป็นผู้ที่มีเบื้องหลังไม่ธรรมดา

 

เมื่อร่างทั้งสองหายลับไปยังทางเดินขึ้นชั้นสอง บางคนที่นั่งอยู่ห้องโถงชั้นแรกจึงได้แต่ตัวเขียวด้วยความอิจฉา

 

ไม่ใช่เพียงแค่เถ้าแก่เท่านั้นที่จดจำแผ่นป้ายนี้ได้ คนมากมายที่อยู่ในห้องโถงต่างก็จำได้เช่นกัน เนื่องจากเก้าในสิบของผู้คนที่อยู่ในห้องโถงจะเข้าร่วมการประมูลในวันพรุ่งนี้ ซึ่งคนที่ได้แผ่นป้ายพิเศษระดับสองนั้นมีไม่มากนัก

 

แม้ว่าเมืองฮันจีจะเป็นเมืองที่รุ่งเรืองก็ตาม แต่ผู้คนที่จะเข้าร่วมการประมูลในวันพรุ่งนี้ไม่ได้ร่ำรวยมากมายนัก พวกเขาเกือบจะทุกคนเพียงแค่ถูกดึงดูดด้วยชื่อเสียงของงานก็เท่านั้น บางคนไม่สามารถแม้แต่จะได้รับแผ่นป้ายพิเศษระดับสามเลยด้วยซ้ำ

 

“พวกรวยเอ้ย แผ่นป้ายพิเศษระดับสองนั้นให้สำหรับพวกที่ประมูลเกินห้าล้านตำลึง อ๊า!”

 

ชายผอมบางและดูขี้โกงคนหนึ่งมองไปยังทางที่ทั้งสองคนหายลับไปขณะเลียริมฝีปากไปมา เขาไม่อาจหยุดตัวเองจากการก่นด่าได้ ใบหน้าดูไม่ยินดี และดวงตาเกือบจะกลายเป็นสีเขียวด้วยความอิจฉา

 

สิ่งสำคัญคือที่นั่งของพวกที่มีแผ่นป้ายพิเศษนั้นดีกว่าที่นั่งธรรมดามากนัก ยิ่งไปกว่านั้น จากที่นั่งตรงนั้นยังสามารถเห็นของบนการประมูลได้ง่ายกว่าอีกด้วย นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนมากมายจึงอยากได้แผ่นป้ายพิเศษ มิเช่นนั้นแล้ว ก็คงมองได้แต่ราคาของของประมูลเท่านั้น แต่แผ่นป้ายพิเศษระดับสามนั้นสำหรับพวกที่ประมูลเกินสองล้านตำลึงเท่านั้น

 

เสียของชายผอมบางไม่เบานัก คนที่อยู่สองโต๊ะถัดจากเขาไป เมื่อมองการแต่งตัวของพวกเขาแล้ว ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมาด้วยกัน

 

ที่โต๊ะแรกนั้นเป็นผู้หญิงที่น่าสะดุดตาเป็นอย่างยิ่ง หญิงผู้นั้นแต่งด้วยด้วยชุดยาวสีแดงเพลิงเผยให้เห็นรูปร่างสมส่วนราวนาฬิกาทรายของนางภายใต้ชุดสีแดงเพลิงนั้น ช่างยั่วยวน และดึงดูดผู้ชายรอบข้างให้จ้องมมองมายังนางอีกครั้งและอีกครั้ง สายตาของผู้ชายพวกนั้นดูเปิดเผย แต่หญิงผู้นั้นกระทำราวกับไม่ได้ใส่ใจ ดวงตายั่วยวนของนางจ้องไปยังทิศทางที่โหยวเสี่ยวโม่และหลิงเซี่ยวเดินจากไปด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก

 

ชายแก่ที่อยู่ข้างๆนางเห็นสายตานั้น และอดไม่ได้ที่จะถาม “นายหญิงน้อย หรือว่าท่านสนใจในตัวทั้งสองคนนั้น?”

 

“ทั้งสองคนนั้นดูน่าสนใจเล็กน้อย”

 

รอยยิ้มบางๆประดับบนริมฝีปากของนางขณะที่นางวางแก้วไวน์ลง นางไม่ได้ปฏิเสธเสียทีเดียว

 

“แม้ว่าพวกเขาจะดูน่าสนใจ แต่พวกเราก็ไม่สามารถยั่วยุทั้งสองได้”

 

ชายแก่กล่าวอย่างจริงจัง

 

“อะไรทำให้ท่านคิดเช่นนั้น?”

 

หญิงสาวถามตอบ แสดงถึงความสนใจของตน

 

“ชายหนุ่มที่ถือแผ่นป้ายนั้นอ่อนแอ ไม่มีค่าให้กล่าวถึง แต่ชายหนุ่งที่มากับเขานั้นอ่านไม่ออก เฒ่าผู้นี้ไม่สามารถบ่งบอกระดับของเขาได้ อีกทั้ง ท่านเองก็เห็นกับตาตัวเองแล้ว แผ่นป้ายพิเศษระดับสองของเจ็ดดาราไม่ใช่ว่าจะให้กับใครก็ได้ คนผู้นั้นจะต้องมีผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังแน่ๆ มันจะดีกว่าหากเราไม่ไปยั่วยุพวกเขา”

 

ชายแก่กล่าวอย่างจริงใจ

 

“ผู้อาวุโสหยุน ท่านกลับสรรเสริญผู้อื่น ในขณะที่ดูถูกพวกเดียวกันอยู่”

 

หญิงสาวยิ้มหยัน ท่าทางราบเรียบของนางดูเหมือนจะไม่ให้ความสำคัญต่อคำพูดของชายแก่เลย

 

“นายหญิงน้อย ท่านไม่สามารถกล่าวเช่นนี้ ในครั้งนี้มีผู้มีอำนาจมากมายเข้าร่วมการประมูล พรรคเซี่ยวเหยาใช่ว่าจะมีอำนาจมากที่สุดเสียที่ไหนกัน อีกทั้ง ก่อนที่พวกเราจะออกเดินทาง ท่านเจ้าพรรคได้กล่าวเตือนเฒ่าผู้นี้ไม่ใช่ท่านไปทำไม่ดีขัดใจใคร”

 

ชายแก่ส่ายหัวไปมา

 

“เฮอะ”

 

หญิงสาวมองไปยังอีกฝั่ง สายตาของนางจับจ้องอยู่ที่ชั้นสอง ประกายแปลกประหลาดวาบแกมาจากดวงตาของนาง

 

ชายแก่เห็นดังนั้นจึงได้แต่ส่ายหัวไปมาอย่างช่วยไม่ได้

 

เถ้าแก่พาทั้งสองมายังห้องหรูหราห้องหนึ่ง แต่เนื่องจากห้องนี้มีสองเตียงอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่ได้จัดสองห้องให้พวกเขา เขาเพียงแค่จากไปหลังจากเห็นทั้งสองไม่ได้โต้แย้งใดๆ

 

โหยวเสี่ยวโม่เดินเข้าไปด้านในของห้อง และเห็นว่ามีสองเตียงจริงๆ ความตกตะลึงขอองเขาเปลี่ยนเป็นความรู้สึกยินดีทันที เขาคิดว่าจะมีแค่หนึ่งเตียงเสียอีก ก่อนหน้านี้ที่เขาไม่ได้ขอสองห้องเนื่องจากเขารู้ดีกว่าหลิงเซี่ยวจะไม่มีทางยอมแน่นอน ดังนั้นเขาจึงไม่ต่อต้านอย่างไร้จุดหมาย

 

หลิงเซี่ยวเองก็เดินมาภายในห้องเช่นกัน และหลังจากกวาดสายตามองและไม่ได้สนใจเรื่องที่มีสองเตียง ทำให้อีกคนหนึ่งรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลานอน เขาเพียงแค่ต้องดึงคนผู้นั้นมาบนเตียงด้วยกันเท่านั้นเอง

 

“ศิษย์พี่ใหญ่หลิง เราควรกลับสู่รูปร่างเดิมของตัวเองเลยรึไม่?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ยืนอยู่หน้ากระจก มองไปยังใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยซึ่งสะท้อนอยู่บนกระจก ใบหน้านี้ถูกเปลี่ยนโฉมมาอย่างแน่นอน

 

หลังจากที่พวกเขาออกเดินทาง หลิงเซี่ยวเปลี่ยนโฉมพวกเขาเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกพบเจอและสร้างปัญหาที่ไม่จำเป็น ดังนั้นใบหน้าของพวกเขาตอนนี้จึงแตกต่างอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าคนที่ใกล้ชิดกับพวกเขาอย่างโจวเปิ่งและฟางเฉินเล่อ หากมายืนอยู่ตรงหน้าพวกเขา พวกนั้นก็ไม่สามารถจำพวกเขาได้

 

“ไม่จำเป็น”

 

หลิงเซี่ยวเดินไปยังโต๊ะน้ำชา และนั่งลง

 

โหยวเสี่ยวโม่อ้อยอิ่งมองหน้าตัวเอง และถามอย่างระมัดระวัง “ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ใบหน้าที่ท่านใช้ตอนนี้ เป็นใบหน้าจริงๆของท่านรึ?”

 

หลิงเซี่ยวเงยหน้าขึ้นมองไปทางโหยวเสี่ยวโม่ เขาเริ่มยิ้มออกมา “เจ้าต้องการจะรู้จริงๆรึ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่รีบถอยออกมาอย่างรวดเร็ว และหัวเราะออกมา *แหะ แหะ* “หากศิษย์พี่ใหญ่หลิงต้องการจะบอกข้าล่ะก็…..”

 

แต่จริงๆแล้ว เขาสงสัยเกี่ยวกับหน้าตาที่แท้จริงของหลิงเซี่ยวมาก หลังจากที่รู้จักหลิงเซี่ยวมานานแล้ว เขายังไม่รู้เลยว่าหลิงเซี่ยวรูปร่างเป็นเช่นไร รู้เพียงแค่ว่าชื่อหลิงเซี่ยว ซึ่งออกเสียงเช่นเดียวกับชื่อของศิษย์พี่หลินเซี่ยว ดังนั้นเขาจึงไม่กังวลในการเรียกชื่อผิดเลยแม้แต่น้อย

 

“งั้นรึ……”

 

หลิงเซี่ยวขยับเข้ามาใกล้เขา และมองมายังเขาด้วยดวงตายิ้ม “เช่นนั้น ข้าไม่ต้องการ”

 

ปากของโหยวเสี่ยวโม่บิด “……..”

 

ไม่นานนัก บริกรจึงนำอาหารนึ่งมาสำหรับเพื่อเป็นอาหารเย็น หลังจากทานเสร็จ โหยวเสี่ยวโม่เรียกชายบริกรอีกใคร และขอให้เขานำอาหารกินเล่นมาสิบจาน เนี่องจากว่าเขาเพิ่งนึกขึ้นได้ในสิ่งที่เกือบจะลืมไปแล้ว การลงมาในครั้งนี้ มีอีกอย่างที่เขาต้องการจะทำ นั่นคือการกักตุนอาหาร

 

เขาไม่คุ้นเคยกับการกินโอสถงดอาหารตลอดเวลา เขาเพียงแค่กินโอสถในเวลาที่เขาเก็บตัวและไม่มีทางเลือกเท่านั้น เขาเองก็เป็นคนนึงที่ให้ความสำคัญกับอาหารที่ดี แต่เขาไม่ค่อยชอบโรงอาหารเท่าไหร่ ยิ่งมากคนก็มากความ อีกทั้ง เหล่าศิษย์เองก็มักจะส่งสายตาประหลาดมายังเขา ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจกักตุนอาหารไว้ในมิติของเขาในขณะที่เดินทางลงภูเขามาในครั้งนี้

 

เนื่องจากในหอคอยแห่งนี้ทุกสิ่งไม่มีค่าใช้จ่าย หากเขาไม่ใช้มันอย่างเต็มที คงเป็นการทำลายตัวเอง ดังนั้น โหยวเสี่ยวโม่จะเรียกบริกรชายเพื่อนำอาหารมาให้ทุกๆ ครึ่งชั่วโมง เมื่อบริกรจากไปแล้ว เขาจะเก็บอาหารเข้ามิติของเขาทันที เพื่อไม่ให้บริกรเกิดข้อสงสัยว่าเขากำลังทำอะไร เขาจึงโปรยเศษอาหารนิดหน่อยลงบนพื้น เพื่อเป็นหลักฐาน และแสดงให้บริกรชายเห็นขณะที่เข้ามาเก็บจาน

 

การกระทำของโหยวเสี่ยวโม่ทำให้บริกรรู้สึกหดหู่ เขารู้สึกว่าทั้งสองคนนี้ช่างมีกินได้มากเหลือเกิน บางทีเขาคงจะถูกโหยวเสี่ยวโม่หลอกอย่างสมบูรณ์แบบ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้สังเกตเลยว่าหลักฐานที่อยู่ตรงหน้าเขานั้นเป็นสิ่งที่ทำขึ้นมา

 

หลิงเซี่ยวผู้ที่มองเห็นการกระทำตั้งแต่ต้นรู้สึกตกตะลึงอย่างมากในตอนแรก แต่หลังจากที่บริกรชายจากไป เขาจึงจับโหยวเสี่ยวโม่ไว้ และลวนลามทั่วทั้งตัว ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างดีใจ *หึ หึ* “ศิษย์น้อง ทำไมเจ้าถึงได้น่ารักขึ้น น่ารักขึ้นกันนะ!”

 

“อ๊า ท่านอย่าทำผมข้ายุ่งล่ะ”

 

โหยวเสี่ยวโม่พยายามจะออกจากกรงเล็บพญามารของหลิงเซี่ยว นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่เขาถูกลวนลามในวันนี้ เขาเริ่มมึนงงมากขึ้นเรื่อยๆว่าทำไมหลิงเซี่ยวจึงชอบลูบหัวเขานัก

 

ในขณะนั้น เมื่อเกือบทุกคนหลับไปแล้ว โหยวเสี่ยวโม่ต้องการเรียกบริกรชายเพื่อนำอาหารมาส่งเป็นครั้งสุดท้าย แต่เขาถูกดึงขึ้นเตียงโดยหลิงเซี่ยวผู้หมดความอดทน หลังจากที่การต่อต้านถูกสงบลงด้วยพละกำลังของหลิงเซี่ยวแล้ว โหยวเสี่ยวโม่จึงลืมเกี่ยวกับแผนก่อนหน้าที่จะนอนบนเตียงแยกอีกเตียง

 

เช้าวันต่อมา โหยวเสี่ยวโม่พยายามเปิดเปลือกตาภายใต้แสงสว่างของดวงอาทิตย์ ดังที่คาดไว้ เขาหลับบนตัวของหลิงเซี่ยวอีกแล้วเมื่อคืนนี้ ครั้งนี้ เขาปีนออกมาอย่างสงบนิ่ง และใส่เสื้อผ้า ก่อนจะไปล้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม หากทุกๆเช้าพวกเขาตื่นมาและพบว่าตัวเองเกาะติดอย่างแน่นหนาอยู่กับร่างกายของผู้ชายคนอื่น แถมเป็นการกระทำที่ทำด้วยตัวเองแล้ว คงจะแปลกหากพวกเขาไม่เรียนรู้ที่จะรู้สึกชินกับมัน

 

เมื่อเขาตื่น หลิงเซี่ยวเองก็ตื่นเช่นกัน หลังจากล้างหน้า ล้างตัวเสร็จ พวกเขาจึงลงไปด้านลงพร้อมกัน

 

มื้อเช้านั้นจะกินที่ห้องโถงของชั้นแรก เนื่องจากมีสายตาของทุกคนจ้องมองอยู่ โหยวเสี่ยวโม่จึงยอมรามือจากความต้องการในการรับผลประโยชน์ครั้งใหญ่นี้ และทานอาหารเช้าของเขาต่อไป

 

เขาไม่รู้ว่าเถ้าแก่และบริกรต่างพากันถอนหายใจอยู่ลับๆ เมื่อเขาไม่ได้ร้องขออาหารเพิ่มอีก และพวกเขาต่างพากันดีใจที่บรรพบุรุษผู้นี้จะจากไปเสียที แม้ว่าหอคอยเจ็ดดาราแห่งนี้จะจัดอาหารและน้ำดื่มให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแก่ผู้ที่มีแผ่นป้ายพิเศษก็จริง แต่ก็ไม่อาจทานทนได้กับอัตราการบริโภคเช่นนี้อยู่ดี หากทุกคนเป็นเหมือนโหยวเสี่ยวโม่ หอคอยเจ็ดดาราคงต้องล้มละลายเป็นแน่

 

เมื่อโหยวเสี่ยวโม่จากไป เถ้าแก่จึงมายืนส่งพวกเขาด้วยตัวเองอย่างสุภาพ ท่าทางของเขาเหมือนกับบางคนที่เพิ่งจะยกภูเขาอันหนักหนาออกจากอกไปได้ ดูโล่งใจและไร้กังวลอย่างมากที่สุด

Facebook Comment