+100%-

บท 106 เงินก้อนใหญ่

บท 106 เงินก้อนใหญ่

“ไม่สำคัญว่าใครเป็นคนหลอมมัน แต่สำคัญที่ว่าศูนย์กลางโอสถวิเศษจะรับซื้อมันหรือไม่?”

 

โหยวเสี่ยวโม่เกือบจะตอบคำถามออกไป ในขณะหลิงเซี่ยวเหยียดมือออกมาด้านหน้าเพื่อหยุดเขาไว้ก่อน โหยวเสี่ยวโม่มองไปยังหลิงเซี่ยวที่ขณะนี้กำลังจ้องอย่างสงบนิ่งไปที่ชายแก่ด้วยสายตาหรี่ลง ท่าทางของเขาดูฉลาดหลักแหลม ราวกับจะสามารถทะลุผ่านชั้นผิวหนังของชายแก่ได้

 

ชายแก่พยายามกลบเกลื่อนท่าทางของเขาด้วยการไอเบาๆหนึ่งครั้ง และกล่าวอย่างจริงจัง “โอสถเหล่านี้ แม้ว่าจะเป็นโอสถระดับสองก็จริง แต่มันก็ไม่ใช่โอสถธรรมดาเลย คุณภาพเองก็สูงกว่าโอสถคุณภาพสูงปกติเสียอีก เอาเช่นนี้เป็นไง สามขวดนี้เป็นโอสถทั่วๆไปซึ่งมีตลาดน้อย ข้าจะให้เจ้าห้าร้อยตำลึงทองต่อหนึ่งเม็ด ส่วนอีกสองขวดที่เหลือนั้นเป็นโอสถระดับสองที่ไม่ธรรมดา ดังนั้น ข้าจะให้เจ้าหกร้อยตำลึงทองต่อหนึ่งเม็ด ท่านทั้งสองมีความเห็นว่าอย่างไร?”

 

“เป็นอันตกลง”

 

หลิงเซี่ยวพยักหน้าในขณะที่พูด

 

โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกพึงพอใจอย่างมากในขณะที่เขาคำนวน ห้าร้อยตำลึงทอง สามขวด เท่ากับเจ็ดหมื่นห้าพัน ส่วนอีกสองขวดได้ราคาหกร้อยตำลึงทอง เท่ากับหกหมื่น รวมทั้งหมด เขาจะได้เงินหนึ่งแสนสามหมื่นห้าพันตำลึงทอง เมื่อหักลบค่าเมล็ดพันธุ์สมุนไพรแล้ว เขาได้กำไรมากทีเดียว

 

เมื่อเห็นว่าพวกเขาไม่ได้คัดค้านอะไร ชายแก่จึงนับถุงใส่เงินและมอบมันให้แก่พวกเขา

 

โหยวเสี่ยวโม่รับถุงใส่เงินมา แขนของเขารู้สึกได้ถึงน้ำหนัก และเกือบจะทำถุงเงินหล่นเสียแล้ว เขารีบนำถุงเงินเหล่านั้นใส่ในกระเป๋ามิติของเขาอย่างยินดี โอสถระดับสองนั้นขายได้ดีกว่าโอสถระดับหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด สองร้อยห้าสิบเม็ดสามารถขายได้ถึงหนึ่งแสนกว่าตำลึงทอง ความรู้สึกหดหู่ที่เขารู้สึกจากราคาของสมุนไพรระดับสี่ต้นเดียวขณะอยู่ชั้นล่างนั้นหายไปในทันที

 

ในตอนนี้เอง เขารู้สึกได้ถึงการกลายเป็นคนรวยขึ้นมาทันที

 

โหยวเสี่ยวโม่ถือกระเป๋าวิเศษอย่างดีไว้ เขานึกถึงเรื่องอื่นขึ้นมาได้ ช่างน่าบังเอิญที่ที่นี่เป็นศูนย์ของโอสถ ดังนั้นพวกเขาน่าจะมีในสิ่งที่โหยวเสี่ยวโม่ต้องการ ดังนั้นเขาจึงถามออกไป “ท่านผู้เฒ่า ที่นี่ขายเมล็ดสมุนไพรระดับสี่ถึงหกรึไม่?”

 

ชายแก่นั้นรู้สึกตกตะลึงไปชั่วขณะ เขามองดูโหยวเสี่ยวโม่ตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความประหลาดใจ และกล่าวว่า “ท่านต้องการซื้อเมล็ดสมุนไพรรึ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่พยักหน้า มองไปยังชายแก่อย่างเต็มไปด้วยความหวัง “ใช่แล้ว ที่นี่มีขายรึไม่?”

 

ศูนย์โอสถขนาดใหญ่เช่นนี้ หากพวกเขาไม่มีขาย โอกาสที่ร้านขายสมุนไพรร้านอื่นจะมีขายคงเป็นไปได้ยาก

 

ชายแก่ลูบเคราตัวเอง ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ดวงตาของเขามีประกายแปลกๆวูบผ่านออกมา เขาลังเลเล็กน้อยก่อนจะกล่าว “มีสิ พวกเรามีขายแต่ไม่มากนัก ข้าคิดว่าท่านทั้งสองน่าจะรู้ดีอยู่แล้วว่ายิ่งเมล็ดของสมุนไพรระดับสูงมากเท่าไหร่ ยิ่งมีคนซื้อน้อยลงเท่านั้น ดังนั้น แม้แต่ศูนย์โอสถขนาดใหญ่เช่นศูนย์กลางโอสถวิเศษแห่งนี้ก็มีเก็บไว้ไม่มากนัก”

 

โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกตื่นเต้นในขณะที่เขาได้ยินคำว่า มี สำหรับจำนวนนั้น มากหรือกน้อยไม่ใช่ปัญหาในตอนนี้ “ท่านผู้เฒ่ามีเก็บไว้มากน้อยเพียงใด? และราคาเท่าไหร่กัน?”

 

“แหะ แหะ ในตอนนี้ ศูนย์โอสถวิเศษแห่งนี้มีเมล็ดพันธุ์สมุนไพรระดับสี่อยู่หกสิบห้าชนิด แต่ละชนิดมีหนึ่งร้อยเมล็ด ราคาหนึ่งหมื่นห้าพันตำลึงทอง เมล็ดพันธุ์สมุนไพรระดับห้ามีอยู่แปดสิบเก้าชนิด ชนิดละห้าสิบเมล็ด ราคาสามหมื่นตำลึงทอง และเมล็ดพันธุ์สมุนไพรระดับหกมีหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดชนิด ชนิดละยี่สิบเมล็ด ราคาสองแสนตำลึงทอง”

 

ชายแก่ใช้นิ้วเคาะเบาๆบนโต๊ะ และหัวเราะเบาๆ

 

โหยวเสี่ยวโม่เหงื่อเยียบเย็นไหลออกมาทุกๆระดับที่ชายแก่อธิบาย เมื่อได้ยินคำสุดท้าย เหงื่อยิ่งผุดออกมาราวสายน้ำ

 

เขาไม่คาดว่าเมล็ดพันธุ์ของสมุนไพรระดับกลางจะแพงเช่นนี้ เพียงแค่เมล็ดของสมุนไพรระดับสี่ก็ปาเข้าไปหกหมื่นห้าพันตำลึงแล้ว เงินในกระเป๋าของเขาไม่พอจะซื้อแค่ครึ่งเดียวด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดถึงการจะซื้อเมล็ดทั้งหมดซึ่งราคากว่าแปดล้านตำลึงทองเลย แม้ว่าจำนวนเมล็ดจะน้อยลงและน้อยลง แต่ราคากลับเพิ่มสูงขึ้นสูงขึ้น เขายอมปล้นร้านเสียดีกว่า

 

โหยวเสี่ยวโม่เงยหน้าขึ้นและมองไปยังหลิงเซี่ยว “ศิษย์พี่…….”

 

หลิงเซี่ยวลูบหัวเขาอย่างสงบนิ่ง และกล่าวกับชายแก่ “รบกวนท่านผู้เฒ่าช่วยเตรียมเมล็ดพันธุ์พวกนั้นไว้หนึ่งชุดได้รึไม่? พวกเราจะเข้ามารับมันไปในวันพรุ่งนี้ ท่านทำได้รึไม่?”

 

“เฮะ เฮะ แน่นอน”

 

ชายแก่หัวเราะขณะพยักหน้า

 

“ถ้าเช่นนั้น พวกเราขอตัวก่อน”

 

หลิงเซี่ยวพยักหน้าไปทางชายแก่ และนำโหยวเสี่ยวโม่ออกจากร้านไป

 

เมื่อเห็นว่าพวกเขาจากไปด้วยตาของตนเอง และฟังเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆจางหายไป ชายแก่ดูเหมือนจะจมอยู่กับความคิดขณะลูบเคราไปมา สายตาของเขาหยุดอยู่ที่โอสถห้าขวดที่อยู่บนโต๊ะ สายตาแปลกประหลาดยิ่งเด่นชัดขึ้น สิ่งที่ทั้งสองนำมานั้นเกินการคาดเดาของเขาไปมาก

 

“ขายโอสถระดับสองคุณภาพสูงห้าขวดภายในครั้งเดียว นี่ไม่ใช่โอสถคุณภาพต่ำหรือกลางธรรมดาๆทั่วไป จะต้องใช้สมุนไพรคุณภาพสูงเกินกว่าเจ็ดร้อยต้นในการหลอมโอสถพวกนี้ จำนวนนี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน อย่างไรก็ตาม ชายหนุ่มผู้นั้นดูจะอายุเพียงแค่สิบเจ็ด สิบแปดปีเท่านั้น อย่างมากสุดก็เป็นนักหลอมโอสถระดับสอง หรือว่าโอสถพวกนี้จะไม่ได้ถูกหลอมโดยชายหนุ่มผู้นั้น? แต่ดูจากท่าทางของชายหนุ่มผู้นั้นแล้ว ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นผู้หลอม…….”

 

ชายแก่พึมพัมกับตัวเอง ทันใดนั้น จู่ๆ เขาก็เผยให้เห็นถึงสายตาที่เต็มไปด้วยความตกใจ แล้วเขาจึงส่ายหน้าไปมา ดูราวกับจะพอใจกับตัวเอง

 

แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกตะลึงมากที่สุดก็คือ นักหลอมโอสถคนหนึ่งสามารถซื้อเมล็ดพันธุ์สมุนไพรมากขนาดนี้อย่างไม่มีเหตุผล รวมกับโอสถคุณภาพสูงทั้งห้าขวดบนโต๊ะด้วยแล้ว ชายแก่รู้สึกว่าเขาค้นพบอะไรบางอย่างที่ไม่อาจจินตนาการได้ หากมันเป็นอย่างที่เขาคิดจริงๆ มันก็ถือว่าใหญ่มากทีเดียว “ไม่ จะต้องเร่งไปแจ้งแก่ท่านผู้นำเมือง หากชายหนุ่มผู้นั้นมีเคล็ดลับในการบ่มเพาะสมุนไพรคุณภาพสูงจริง พวกเราไม่อาจนั่งและรอดูเฉยๆได้ หากข้าได้รับเคล็ดลับนั่น มิได้หมายความว่าต่อแต่นี้ไป สมุนไพรคุณภาพสูงและโอสถคุณภาพสูงจะหาได้ง่ายขึ้นอย่างมากเลยมิใช่รึ?”

 

ชายแก่ยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น ดูเหมือนว่าสายตายุ่งเหยิงกลับเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น ราวกับว่าเขาสามารถเห็นอนาคตอันรุ่งเรืองอยู่ไม่ไกล แต่ชายที่ยืนข้างๆชายหนุ่มผู้นั้นนี่สิคือปัญหา……

 

เมื่อคิดดังนั้น ความตื่นเต้นที่ฉายในดวงตาของชายแก่กลับสงบลงทันที ดูเหมือนว่าเขาจะต้องหาทางกำจัดชายหนุ่มคนนั้นออกไปเสียก่อน

 

ในขณะนั้นเอง โหยวเสี่ยวโม่ก้มหน้าเดินออกมาจากศูนย์กลางโอสถวิเศษอย่างเศร้าใจ

 

ในตอนที่เขาเข้าไปยังศูนย์กลางโอสถวิเศษ เขาเต็มไปด้วยความรู้สึกสนอกสนใจอย่างแรงกล้า แต่ในตอนเดินออกมาจากสถานที่นั้น ความรู้สึกเหล่านั้นกลับบินหายไปที่ดินแดนแสนห่างไกลเสียแล้ว เขาทำการคำนวนอย่างคร่าวๆ เมื่อหักลบเงินที่จะต้องซื้อเมล็ดสมุนไพรแล้ว เงินที่เหลือไม่เพียงพอให้เขาซื้อหม้อหลอมดีๆด้วยซ้ำ การเดินทางมาด้านล่างภูเขาในครั้งนี้ เขามีจุดมุ่งหมายหลักอยู่สองเรื่อง นั่นคือซื้อเมล็ดสมุนไพรระดับกลาง และซื้อหม้อหลอม

 

หากเงินที่ได้มาจากการประมูลไม่เพียงพอ เขาจะสามารถซื้อเมล็ดพันธุ์สมุนไพรวิเศษได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 

ในขณะที่เขากำลังจมอยู่ในความคิดนั้น หัวเขากลับถูกเคาะด้วยมือใหญ่ จนเกือบจะทำให้เขาเดินตกบันไดของร้านศูนย์กลางโอสถวิเศษเสียแล้ว ไม่ต้องคิดเลยว่าเป็นมือใคร โหยวเสี่ยวโม่ถลึงตามองไปยังหลิงเซี่ยวทันที “ศิษย์พี่หลิง ทำไมครั้งนี้ท่านถึงตีหัวข้าด้วยเล่า?”

 

มุมปากของหลิงเซี่ยวยกขึ้นขณะยิ้มออกมา เขาหยิกแก้มทั้งสองข้างของโหยวเสี่ยวโม่ “ศิษย์น้อง เจ้านี่ช่างน่ารักเสียจริง เจ้าคิดรึว่าจิตวิญญาณเหลวแปดสิบแปดหยดจะไม่มีทางราคาถึงแปดล้าน? หากเจ้าคิดเช่นนั้นจริง แล้วทำไมจึงนำมันมาลงประมูลกันเล่า?”

 

แก้มของโหยวเสี่ยวโม่รู้สึกเจ็บปวดจากการถูกหยิก เขารีบดึงมือของหลิงเซี่ยวออก และปิดแก้มที่แดงทั้งสองข้างของเขาไว้ ก่อนจะก้าวออกไปด้านข้าง เขาใช้สายตาดุดันและมองไปยังหลิงเซี่ยวกล่าวว่า “สุภาพบุรุษใช้ปากของเขา ไม่ใช่กำปั้น แต่…… สิ่งที่ท่านพูดเป็นความจริงงั้นรึ?”

 

สิ่งที่ตามมาหลังจากที่ประโยคแรกจบคือความคิดจริงๆของโหยวเสี่ยวโม่ เขาพูดด้วยดวงตาเบิกกว้าง และเต็มไปด้วยความหวัง หลิงเซี่ยวอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา และกางกรงเล็บอันชั่วร้ายของเขาใส่โหยวเสี่ยวโม่อีกครั้ง

 

โหยวเสี่ยวโม่ก้าวถอยหลังไปอีกหลายก้าว เพื่อเลี่ยงกรงเล็บอันชั่วร้ายของหลิงเซี่ยว เขาชนเข้ากับคนที่อยู่ด้านหลังเขาซึ่งกำลังจะเดินเข้าร้านอย่างไม่ได้ตั้งใจ คนผู้นั้นผลักโหยวเสี่ยวโม่กลับไปอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว สุดท้าย เขาก็โดนผลักกลับเข้ามาหาอ้อมแขนของหลิงเซี่ยว

 

หลิงเซี่ยวคว้าโหยวเสี่ยวโม่ซึ่งถูกผลักกลับเข้ามายังอ้อมแขนของเขาด้วยตัวเอง เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขบขัน ทำไมคนผู้นี้ถึงน่ารักได้ขนาดนี้กันนะ!

 

“ก็ได้ ก็ได้ ข้าจะไม่หยอกล้อเจ้าอีกต่อไป มาคุยเรื่องจริงจังกันดีกว่า”

 

หลิงเซี่ยวรีบสงบโหยวเสี่ยวโม่ที่พยายามจะออกจากวงแขนของเขา “สำหรับการประมูลของจิตวิญญาณเหลว ราคาที่ชายแก่ผู้นั้นให้เจ้าเป็นเพียงราคาพื้นฐานเท่านั้น สิ่งที่สำคัญคือราคาท้ายสุดต่างหาก สิ่งที่มีค่าอย่างจิตวิญญาณเหยว ราคาท้ายสุดควรจะสามารถเพิ่มเป็นสองเท่าได้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกผู้มีอำนาจทั้งหลายจะไม่กินเหยื่อล่อนี้”

 

“จริงรึ มันสามารถเพิ่มเป็นสองเท่าได้จริงรึ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่เงยหน้าขึ้นและมองอย่างสงสัยไปยังหลิงเซี่ยว ไม่ใช่ว่าเขาไม่เชื่อหลิงเซี่ยว แต่คนผู้นั้นมักจะล้อเล่นและหยอกล้อเขาเสมอ ดังนั้นเขาจึงต้องระมัดระวังเล็กน้อย

 

“หากเจ้าไม่เช่น เจ้าเพียงแค่รอคอยการประมูลที่จะเริ่มในวันพรุ่งนี้ และเจ้าจะได้รู้”

 

หลิงเซี่ยวไม่ได้อธิบายอะไรมาก

 

แม้ว่าจะไม่เคยเห็นหมูวิ่ง แต่ก็ต้องเคยกินหมูมาก่อนแน่นอน* (*แม้ว่าจะไม่ได้ประสบมาด้วยตนเอง แต่ก็สามารถคาดเดาได้ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร)

 

โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกว่ามีความจริงในคำพูดของหลิงเซี่ยว ในชีวิตก่อนของเขา เขาเคยเห็นการประมูลพวกนี้มาบ้างผ่านทางโทรทัศน์ คนรวยพวกนั้น เมื่อพวเขาเห็นบางสิ่งที่พวกเขาชื่นชอบ พวกเขาเหล่านั้นก็จะประมูลอย่างเข้มข้น ดังนั้นราคาจึงสูงขึ้นเป็นสองเท่าอย่างง่ายดาย

 

หลังจากที่โยนความเป็นห่วงในเรื่องความยากจนทิ้งไปได้แล้ว โหยวเสี่ยวโม่ผู้ซึ่งไม่ได้คิดอะไรมากมายจึงสามารถขยับตัวได้อีกครั้ง

 

ในครั้งนี้ โหยวเสี่ยวโม่จึงได้เป็นคนลากหลิงเซี่ยวเข้าไปในร้านอื่นๆเสียที สิ่งที่เขาต้องการซื้อยังมีอีกมาก ในตอนนี้ เขายังไม่มีเงินพอที่จะซื้อหม้อหลอมดีๆได้ ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจเข้าไปที่ร้านขายอุปกรณ์ไม้ก่อน เพื่อซื้อชั้นวางไม้

 

ร้านขายอุปกรณ์ไม้ของเมืองฮันจีนั้นดูหรูหรากว่าร้านที่เมืองเหอปิง ไม้ที่ใช้ทำสินค้าเองก็เป็นไม้คุณภาพดีเยี่ยม ซึ่งอุปกรณ์ทั้งหมดทำมาจากไม้ที่มีอายุยี่สิบถึงสามสิบปี งานฝีมือเองก็ถือว่าดีและมีรูปร่างสวยงาม โดยเฉพาะรูปทรงด้านใน ถูกแกะสลักเป็นลายงดงามปราณีต ดึงดูดสายตาเป็นอย่างมาก แต่ชั้นวางไม้ที่ดีที่สุดหนึ่งชั้นมีราคาถึงสิบห้าตำลึงทอง แม้ว่าจะแพงกว่าที่ขายในเมืองเหอปิงก็ตามที แต่โหยวเสี่ยวโม่ก็ยังคงซื้อประมาณหนึ่งร้อยกว่าอยู่ดี

 

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังคงถามเถ้าแก่ร้านสำหรับวัสดุที่ใช้ในการสร้างกระท่อมไม้อีกด้วย เข้าซื้อถังไม้ที่ใช้สำหรับเจือจางน้ำวิเศษอีกประมาณสองร้อยถังอีกด้วย เพียงแค่ครั้งเดียว เขาใช้เงินไปถึงหนึ่งหมื่นตำลึงด้วยกัน ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดใจอย่างทนรับไม่ได้

 

หลังจากออกมาจากร้านขายอุปกรณ์ไม้ ทั้งสองคนจึงเดินดูรอบๆอีกหนึ่งครั้ง เพื่อหาสถานที่สำหรับนอนในคืนนี้ในขณะที่พระอาทิตย์เริ่มจะตก

 

หอคอยเจ็ดดาราเป็นโรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองฮันจี เนื่องจากการประมูลจะจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ผู้คนจำนวนมากที่เข้าร่วมในการประมูลมักจะเลือกที่จะพักที่หอคอยเจ็ดดารา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีแผ่นป้ายแสดงสถานะแขกระดับพิเศษ พวกเขาเพียงแค่แสดงแผ่นป้ายเท่านั้นก็สามารถพักอยู่ที่หอคอยเจ็ดดาราโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้

Facebook Comment