+100%-

บท 105 ศูนย์กลางโอสถวิเศษ

บท 105 ศูนย์กลางโอสถวิเศษ

“เจ้ารนหาที่ตาย!”

 

ชายวัยกลางคนกล่าวอย่างมาดร้าย เขาเกลียดคนที่เรียกเขาว่าหมูเป็นที่สุด แม้ว่าจะเป็นการพูดจาเสียดสีก็ตาม คิ้วหนาของเขาเลิกขึ้นทันที ยกขวานใหญ่ในมือขึ้นมาและฟันอย่างโหดเหี้ยมไปที่หลิงเซี่ยวด้วยแรงอย่างผู้ฝึกยุทธระดับจันทราพึงมี ผู้คนโดยรอบขยับถอยหลังไปเท่าที่จะทำได้ทันที

 

ในขณะที่ขวานใหญ่กำลังจะตกลงมาใส่ร่างของหลิงเซี่ยว เปลวไฟแปลกประหลาดสีม่วงพุ่งออกมาจากร่างกายของหลิงเซี่ยว อุณหภูมิของเปลวไฟทำให้อุณหภูมิโดยรอบเพิ่มขึ้นทันที ราวกับมังกรเพลิงบินวนไปมาอยู่รอบๆขวานใหญ่ของชายวัยกลางคน ขวานนั้นถูกเผาไหม้จนกลายเป็นเถ้าถ่ายภายในทันที ต่อมาเปลวไฟจึงพุ่งอย่างรุนแรงตรงไปยังชายวัยกลางคน……

 

ชายวัยกลายคนไม่อาจแม้แต่จะส่งเสียงร้องออกมา เปลวไฟนั้นพุ่งทะลุหน้าอกของเขาและกลายเป็นดวงไฟเล็กๆและหายไปในที่สุด

 

ทุกคนจ้องไปยังภาพนั้นอย่างสะพรึงกลัว

 

เมื่อเปลวไฟสีม่วงมอดลง ร่างกายของชายวัยกลางจึงล้มลงบนพื้นท่ามกลางความตื่นตระหนกของผู้คนโดยรอบ เลือดสีแดงสดพุ่งออกมา ในไม่ช้า บนพื้นก็มีแอ่งเลือดสีแดงอยู่ บนหน้าอกของชายวัยกลางคนมีรูขนาดใหญ่อยู่

 

บางคนปิดปากตัวเองอย่างไม่มีคำพูด สายตาอันตื่นกลัวของพวกเขาจ้องไปยังชายหนุ่มหล่อเหลาที่ดูจะอ่อนโยนและสุภาพผู้นั้น ไม่มีใครคิดว่าคนผู้นี้ซึ่งยิ้มอย่างอบอุ่นจะกระทำอย่างเลือดเย็นเช่นนี้

 

ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่าสิบปี หัวหน้ากลุ่มเขี้ยวหมาป่าซึ่งเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับจันทราอย่างไม่ต้องสงสัยกลับร่วงหล่นด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวของชายผู้นั้น โชคร้ายนี้ช่างน่าสลดเหลือเกิน อา

 

แต่ความสามารถของชายผู้นี้นั้นช่างเหี้ยมโหด ด้วยพลังแห่งสายฟ้าและความเร็วของลม นี่ไม่ใช่สิ่งที่จะได้เห็นกันบ่อยๆในเมืองอันสงบสุขอย่างเมืองฮีนจี ในวันนี้ นอกจากจะได้เห็นความสามารถนี้แล้ว ยังได้เห็นความโหดร้ายของความสามารถนี้ตั้งแต่แรกเลยด้วย เรื่องนี้นั้นทำให้ทุกคนตกใจเป็นอย่างมาก

 

โหยวเสี่ยวโม่เองก็ไม่ได้คาดคิดเช่นกัน เขากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก และเงยหน้าขึ้นมามองดูหลิงเซี่ยว

 

เขาคิดว่าอย่างมากที่สุด หลิงเซี่ยวน่าจะแค่ทำให้พวกนั้นวิ่งหนีไป เขาไม่ได้คิดว่าหลิงเซี่ยวจะฆ่าชายวัยกลางคนภายในทันทีเช่นนี้ แต่เขาก็ไม่ได้ตกใจมากมายขนาดนั้น ในตอนที่อยู่ในถ้ำน้ำแข็ง เขาเห็นหลิงเซี่ยวซัดผู้อาวุโสเจียงตายเพียงแค่หนึ่งกระบวนท่าเท่านั้น หลิงเซี่ยวถึงขนาดกลางฆ่าผู้อาวุโสของพรรคเถียนซิน แล้วใครล่ะที่เขาจะไม่กล้าฆ่า? แม้ว่าผู้อาวุโสเจียงจะเป็นสายลับจากกลุ่มปีศาจก็ตามที

 

ดังนั้นเขารู้ตัวมานานแล้วว่าหลิงเซี่ยวเป็นคนที่โหดเหี้ยม แต่เพียงแค่รู้อยู่ในใจก็ยังคงแตกต่างจากมาเห็นด้วยตาตัวเองเช่นนี้อยู่ดี

 

คนไม่กี่คนที่ว่ากล่าวหลิงเซี่ยวในตอนก่อนหน้านี้ เมื่อได้เห็นภาพการตายของหัวหน้ากลุ่มเขี้ยวหมาป่าแล้ว คนเหล่านั้นในตอนนั้นกลับหน้าซีดด้วยความกลัว ในดวงตาที่ตกใจกลัวของพวกเขาสะท้อนรูปร่างอันเพรียวบางของหลิงเซี่ยว ขาของพวกเขาสั่นอย่างหนักจนเกือบจะทรงตัวไม่อยู่ ไม่ต้องพูดถึงการวิ่งไปเพื่อแก้แค้นให้หัวหน้ากลุ่มเลยด้วยซ้ำ

 

“นำศพของหัวหน้ากลุ่มของเจ้า แล้วไปจากที่นี่ซะ อา หรือว่าพวกเจ้าทุกคนต้องการจะอยู่ที่นี่แล้วไปอยู่เป็นเพื่อนกับหัวหน้าของเจ้ากัน?”

 

หลิงเซี่ยวมองไปยังพวกนั้นและพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

 

สมาชิกของกลุ่มเขี้ยวหมาป่ากลัวน้ำเสียงที่อ่อนโยนนั่นจนผมตั้งชี้ไปหมด กลุ่มคนวิ่งไปยังร่างของชายวัยกลางคนและยกศพของหัวหน้ากลุ่มขึ้นด้วยความโกลาหล และจากนั้นพวกเขาจึงหายไปตัวอย่างรวดเร็ว

 

“เอาล่ะ ไปกันเถอะ”

 

หลิงเซี่ยวก้มลงและพูดกับโหยวเสี่ยวโม่

 

โหยวเสี่ยวโม่รีบตามหลิงเซี่ยว และหายตัวเข้าไปในกลุ่มผู้คนอีกครั้ง ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน หากไม่มีแอ่งเลือดอยู่บนพื้น คนส่วนมากคงคิดว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นคงจะเป็นเพียงภาพมายาเท่านั้น เนื่องจากมันน่าตกใจเกินไป

 

ไม่นานเมื่อพวกเขาจากไป กลุ่มผู้คุ้มกันชุดดำซึ่งนำโดยชายหนึ่งวิ่งตรงเข้ามา แต่โชคร้ายที่พวกเขามาช้าเกินไปหนึ่งก้าว เรื่องมันจบลงเรียบร้อยแล้ว บุคคลเองก็จากไปโดยที่ไม่มีเบาะแสติดตาม หากไม่ใช่เพราะแอ่งเลือดบนพื้น และด้วยบุคคลต้นเหตุหายตัวไปหลังจากที่การแสดงเสร็จสิ้น เขาคงคิดไปว่าได้รับข้อมูลมาผิดพลาดอย่างแน่นอน

 

สายตาของโหยวเสี่ยวโม่กวาดไปยังร้านค้าที่อยู่ด้านข้างของถนนในขณะที่เดินอย่างช้าไปตามถนนหลัก

 

เนื่องจากนี่เป็นถนนที่คึกคักที่สุดของเมืองฮันจี สินค้าที่ขายที่นี่จึงมีมากมายกว่าเมืองเหอปิง ทุกก้าวจะต้องมีร้านขายโอสถหรือร้านขายสมุนไพรตั้งอยู่ แต่ร้านค้าพวกนั้นค่อนข้างเล็ก มีคนอยู่ด้านในร้านก็จริง แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไรนัก

 

โหยวเสี่ยวโม่ต้องการเข้าไปสำรวจดูภายในร้าย แต่หลิงเซี่ยวไม่หยุดเดิน เขาก็ไม่สามารถเข้าไปภายในร้านคนเดียวได้

 

หลังจากที่พวกเขาเดินมาเกือบหนึ่งในสี่ชั่วโมง สายตาของโหยวเสี่ยวโม่จับจ้องอยู่กับป้ายโฆษณาของร้านขนาดใหญ่ร้านหนึ่ง ป้ายสีทองอ่อนนั้นเขียนว่า “ศูนย์กลางโอสถวิเศษ” ด้วยตัวอักษรเรียบง่ายขนาดใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้น ตรงมุมขวามือของป้ายยังมีดาราสีแดงเจ็ดดวงแกะสลักอยู่ด้วย เห็นได้ชัดว่านี่เป็นหนึ่งในธุรกิจของเจ็ดดารา

 

ร้านนี้มีขนาดเท่ากับสี่ร้านเล็กๆรวมกัน เมื่อเปรียบเทียบกับร้านที่อยู่รอบๆ ร้านนี้นับได้ว่าดูหรูหราเลยทีเดียว

 

ในขณะนั้นเอง หลิงเซี่ยวเองก็หยุดเดิน และก้มหัวลงมาเพื่อพูดกับเขา “ที่นี่แหล่ะ”

 

โหยวเสี่ยวโม่พยักหน้าอย่างตื่นเต้น และตามหลิงเซี่ยวเข้าไปภายในร้านใหญ่โตนี้ เพียงแค่ก้าวเดินเข้าไปภายในร้าน กลิ่นของสมุนไพรก็กระทบเข้ากับจมูกของเขาอย่างจัง ความเข้มข้นของกลิ่นเกือบจะทำให้เขาจามออกมา หลังจากที่มองไปโดยรอบ ดวงตาของเขาจึงเต็มไปด้วยความอัศจรรย์ใจ

 

ภายในศูนย์กลางโอสถวิเศษนั้นใหญ่มาก ทุกอย่างดูยุ่งเหยิง แต่ตู้จัดแสดงโปร่งใสกลับถูกวางอย่างเป็นระเบียบ ตู้นั้นดูเหมือนจะทำมาจากคริสตัล คล้ายกับตู้แก้วที่ใช้จัดแสดงในปัจจุบัน แต่ตู้จัดแสดงนี้ดูเหมือนจะแข็งแรงมากกว่าตู้แก้ว จิตวิญญาณอ่อนๆฟุ้งออกมาจากผิวด้านนอก ภายในตู้ไม่เพียงมีแค่โอสถหลากหลายระดับเท่านั้น ยังคงมีสมุนไพรมากมายอยู่ด้วยเช่นกัน

 

ดูเหมือนว่าตู้จัดแสดงจะสามารถกักกั้นจิตวิญญาณให้อยู่ภายในตู้ได้ ดังนั้นสมุนไพรที่อยู่ด้านในจึงไม่มีร่องรอยของการเน่าเสียเลย มันดึงดูดความสนใจของผู้คนมากมายให้หยุดและหันมามองมัน มีผู้คนอีกมากที่ยืนมองตู้อื่นๆ เขาสามารถได้ยินเสียงของการสนทนาจากรอบๆตัวได้

 

โหยวเสี่ยวโม่มองดู น้ำลายเกือบจะไหลออกมา โอสถและสมุนไพรอยู่ในระดับกลางและคุณภาพปานกลาง เกือบทั้งหมดอยู่ในระดับสี่ไปจนถึงระดับหกและเป็นชนิดที่ไม่ได้หายากนัก สำหรับโอสถระดับต่ำและสมุนไพรระดับต่ำนั้นดูเหมือนจะไม่ค่อยมีมากนัก เห็นได้ชัดว่าศูนย์กลางโอสถขนาดใหญ่แห่งนี้นั้นแตกต่างจากร้านค้าธรรมดา

 

แต่เมื่อเขาเห็นราคาที่เขียนอยู่ด้านบน ดวงตาของเขาก็อดกระตุกไม่ได้ แพงเกินไปแล้ว สมุนไพรระดับสี่หนึ่งต้นราคาสี่หมื่นตำลึงทอง แถมยังเป็นแค่ต้นคุณภาพกลางด้วยซ้ำ หากเป็นคุณภาพสูงล่ะก็ ราคาคงจะไม่พุ่งไปห้าถึงหกหมื่นเลยรึ?

 

ธุรกิจประเภทนี้ชักจะขูดรีดกันเกินไปแล้ว แถมยังได้กำไรมหาศาล เขาชักจะอิจฉาแล้ว!

 

หลังจากสำรวจดูโดยรอบ เขาจึงมองออกไปอย่างรู้สึกสิ้นหวัง

 

เขาคิดถึงเงินที่เขาได้จากการขายโอสถที่เมืองเหอปิง เงินพวกนั้นไม่ได้หนึ่งในสิบของราคาสมุนไพรระดับสี่ต้นนึงเลยด้วยซ้ำ เขาราวกับถูกระเบิดลูกใหญ่เข้าหน้าเต็มๆ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ขอบคุณความโชคดีของตัวเอง ขอบคุณที่เขาสามารถปลูกมันได้ด้วยตนเอง หากไม่เช่นนั้นเขาคงไม่สามารถซื้อพวกมันได้แม้ว่าเขาจะขายตัวเองแล้วก็ตาม

 

เขาได้ยินศิษย์พี่ใหญ่พูดมาก่อนหน้านี้ว่า แม้ว่าการเป็นนักหลอมโอสถจะได้รับกำไรมหาศาล แต่พวกเขาก็ยังคงเผาเงินมากมายเช่นกัน ในขณะที่เขากำลังมองดูอยู่ตอนนี้ คำพูดนั้นก็ไม่ได้เกินเลยเลยแม้แต่น้อย!

 

“ท่านทั้งสอง ต้องการความช่วยเหลืออะไรรึไม่?”

 

ผู้ช่วยหญิงแต่งตัวในชุดเรียบง่ายสีขาวเดินเข้ามาหาพวกเขา สายตาสงบนิ่งของนางกวาดผ่านพวกเขาทั้งสอง และในที่สุด สายตาจึงหยุดลงที่หลิงเซี่ยวด้วยความเคารพตามที่หลายๆคนสามารถคาดเดาได้

 

หลิงเซี่ยวไม่ได้ตอบคำถามนางทันที กลับกัน เขามองไปยังโหยวเสี่ยวโม่ในตอนที่นางพูด เขายังคงจำได้ถึงสิ่งที่ศิษย์น้องของเขากล่าวในหอประมูลเจ็ดดาราได้ดี แต่เมืองเขามองไป ไม่เพียงแต่โหยวเสี่ยวโม่ไม่มองไปทางผู้ช่วยหญิงเท่านั้น เขากลับขยับหัวไปมาทางนั้นทีนี้ทีเพื่อมองไปยังบางสิ่ง เพียงแค่นั้นเขาจึงมองออกไปอย่างพึงพอใจ

 

“ที่นี่รับโอสถรึไม่?”

 

ผู้ช่วยหญิงชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าอย่างสุภาพ “พวกเรารับ แต่ต้องไปยังชั้นสอง ท่านทั้งสองจงตามข้ามา”

 

โหยวเสี่ยวโม่ถูกชักนำโดยหลิงเซี่ยวไปยังชั้นสองตามหลังผู้ช่วยหญิง

 

ชั้นสองของศูนย์กลางโอสถวิเศษนั้นไม่ได้ดูหรูหราเหมือนอย่างชั้นแรก มันกลับมีบรรยากาศเรียบง่ายและธรรมดา เกือบจะเป็นสีขาวทั้งหมด ตรงกลางของห้องโถงใหญ่เต็มไปด้วยตู้โปร่งใสสำหรับจัดแสดงต่างๆนานา ภายในตู้นั้นมีกล่องหยกที่บรรจุสมุนไพรอยู่มากมาย แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือสมุนไพรพวกนั้นเป็นสมุนไพรคุณภาพสูง และส่องประกายแสงขาวออกมา เพียงแค่มองปราดเดียวก็รู้ทันทีว่าพวกมันไม่ใช่สมุนไพรธรรมดา

 

ไม่แปลกใจเลยที่ที่นี่คือร้านค้าที่ใหญ่ที่สุดในเมืองฮันจี ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีสินทรัพย์มาก

 

มีคนเพียงนิดหน่อยกระจายกันไปตามห้องโถง โหยวเสี่ยวโม่สามารถรับรู้ถึงพลังวิญญาณของพวกเขาจากร่างกายของพวกเขาได้ พวกเขาทั้งหมดเป็นนักหลอมโอสถ แต่นี่ก็สามารถคาดเดาได้ เนื่องจากคนที่ซื้อสมุนไพรเกือบจะทุกคนคือนักหลอมโอสถ

 

ผู้ช่วยหญิงนำพวกเขามายังชายแก่ที่แต่งตัวในชุดดำ ก่อนจะอธิบายสถานการณ์ทั้งหมด

 

ชายแก่โบกมือให้ผู้ช่วยหญิงจากไป และมองมายังพวกเขาทั้งสองคน ครั้งนี้ในที่สุดโหยวเสี่ยวโม่ก็ได้รับความสนใจ อย่างไรก็ตาม มีเพียงนักหลอมโอสถเท่านั้นที่ขายโอสถ ผู้ฝึกยุทธ์ไม่มีทางมาเพื่อขายโอสถ พวกเขาแทบจะมีไม่เพียงพอสำหรับตัวเองด้วยซ้ำ

 

“โอสถแบบไหนกันที่น้องชายผู้นี้ต้องการจะขาย? แต่ชายแก่ผู้นี้ขอบอกไว้ก่อนว่าศูนย์กลางโอสถวิเศษแห่งนี้ไม่รับโอสถธรรมดา”

 

ชายแก่พูดอย่างแผ่วเบา เขาพูดถึงจุดนี้ขึ้นมาเนื่องจากเขาเห็นว่าโหยวเสี่ยวโม่เป็นเพียงนักหลอมโอสถระดับต่ำ โอสถที่นักหลอมโอสถระดับต่ำสามารถหลอมได้จึงมีจำกัด มีเพียงโอสถระดับหนึ่งไปจนถึงระดับสามเท่านั้น และเกือบจะทั้งหมดยังเป็นโอสถคุณภาพต่ำอีกด้วย และศูนย์กลางโอสถวิเศษไม่รับโอสถคุณภาพต่ำ

 

โหยวเสี่ยวโม่เองก็เข้าใจสิ่งที่ชายแก่ต้องการจะสื่อ เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่นำขวดใส่โอสถห้าขวดออกมาจากกระเป๋าวิเศษ และวางมันลงตรงหน้าชายแก่

 

ชายแก่หยิบขวดขึ้นมาหนึ่งขวด ในทันทีที่เปิดฝากขวดออก กลิ่นของสมุนไพรอย่างรุนแรงก็กระจายออกมา กลิ่นที่ปะทะเข้ากับจมูกนั้นทำให้สีหน้าของชายแก่เปลี่ยนไปเล็กน้อย เขารีบเทออกมาหนึ่งเม็ดทันที โอสถสีเหลืองทองกลิ้งออกมาจากปากขวดเข้าสู่มือของชายแก่ ดูจากสีและกลิ่นของโอสถแล้ว มันเป็นโอสถชั้นหนึ่งเลยทีเดียว นี่คือโอสถระดับสองคุณภาพสูงอย่างน่าตกตะลึง

 

ชายแก่มองไปยังขวดอย่างพินิจอีกครั้ง ภายในขวดมีโอสถราวๆห้าสิบหรือมากกว่านั้นเล็กน้อยอยู่ภายใน เขามองไปยังแต่ละขวด โอสถที่อยู่ภายในทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นโอสถระดับสองคุณภาพสูง ทั้งหมดห้าสิบเม็ดต่อหนึ่งขวด ความประหลาดใจฉายขึ้นมาในดวงตาของชายแก่อย่างรวดเร็ว

 

“นี่………ทั้งหมดนี่เจ้าเป็นคนหลอมมันรึ?”

 

ชายแก่มองไปยังโหยวเสี่ยวโม่ด้วยความตื่นตกใจและประหลาดใจ

 

เขาไม่สามารถจิตนาการได้ว่าคนผู้นี้ซึ่งเขาสัมผัสได้ว่าไม่ได้มีพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งนัก แถมยังอายุเพียงแค่สิบเจ็ดสิบแปดปีเท่านั้น จะเป็นผู้หลอมโอสถระดับสองนี่จริงๆ ที่สำคัญ เขายังคงหลอมโอสถคุณภาพสูงมาถึงสองร้อยห้าสิบเม็ด

 

อาจกล่าวได้ว่า แม้ว่าศูนย์กลางโอสถวิเศษแห่งนี้เป็นร้านค้าที่ใหญ่ที่สุดในเมืองฮันจีก็จริง แต่ก็ยังไม่สามารถนำเอาโอสถคุณภาพสูงสองร้อยห้าสิบเม็ดออกมาพร้อมกันในทีเดียวได้ อีกอย่าง เขาไปเอาสมุนไพรคุณภาพสูงมาจากไหนมากมายนัก?

 

Facebook Comment