+100%-

บท 104 หมูโง่

บท 104 หมูโง่

เมื่อเห็นท่าทางของเขา ชายแก่จึงคิดว่าเขายังไม่พึงพอใจกับราคานี้ ดังนั้นเขาจึงอธิบายเพิ่ม “แม้ว่าจิตวิญญาณเหลวจะสามารถเติมจิตวิญญาณได้ก็จริง แต่ยิ่งผู้ฝึกยุทธ์แข็งแกร็งมากเท่าใด จิตวิญญาณเหลวยิ่งใช้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น ผู้ฝึกยุทธ์ระดับจันทรา หนึ่งหยดของจิตวิญญาณเหลวสามารถเติมจิตวิญญาณได้เพียงหนึ่งในห้าของจิตวิญญาณทั้งหมด สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงกว่านี้ ยิ่งต้องการในจำนวนที่มากขึ้นไปอีก”

 

แม้ว่าจะสามารถเติมได้เพียงแค่หนึ่งในห้า แต่สำหรับในยามคับขันแล้ว มันก็ถือเป็นสิ่งที่ทำให้ปลอดภัยได้ นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมราคาจึงไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนตำลึงเลย อีกทั้ง เนื่องจากมันจะถูกขายโดยผ่านทางการประมูล เมื่อเวลานั้นมาถึง ไม่มีใครรู้ว่าราคาจะสามารถสูงขึ้นไปได้ถึงเท่าไหร่กันแน่

 

โหยวเสี่ยวโม่พยักหน้าอย่างเข้าใจ เขาไม่คุ้นเคยกับโลกของผู้ฝึกยุทธ์เท่าไหร่นัก แต่เขารู้ถึงความแตกต่างของระดับของผู้ฝึกยุทธ์ พวกเขาแบ่งระดับออกเป็น ระดับมนุษย์ ระดับพสุธา ระดับนภา ระดับสุริยัน ระดับจันทรา ระดับดารา ระดับสวรรค์ ระดับจิตวิญญาณ ระดับราชา ระดับมหาราชา ระดับเทวา และระดับพระเจ้า มีด้วยกันสิบสองระดับเหมือนกับนักหลอมโอสถที่มีสิบสองระดับเช่นกัน

 

อย่างไรก็ตาม นั่นหมายความว่าราคานี้ถือว่าไม่ต่ำเลย

 

เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้ไม่เห็นด้วย ชายแก่จึงลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ที่จริงแล้ว สิ่งของอย่างจิตวิญญาณเหลวนั้นไม่ใช่สิ่งที่ใครๆจะนำมาประมูล ผู้คนส่วนมากจะเก็บมันไว้ใช้ส่วนตัวมากกว่า นั่นจึงเป็นเหตุที่ว่าทำไมมันถึงมีค่ามากก็จริงแต่ไม่เคยถูกขายเลย

 

“การตีราคาถือว่าเสร็จสมบูรณ์แล้ว ท่านต้องการจะนำจิตวิญญาณเหลวเข้าสู่การประมูลกี่หยดกัน?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้พูดอะไรมาก เขาเพียงแค่นำรูปสลักน้ำแข็งสองชิ้นขนาดเท่าตัวคนออกมาจากกระเป๋าวิเศษ ไอความเย็นที่แผ่ออกมาจากรูปสลักเพิ่มระดับความชื้นภายในห้องทันที แต่อุณหภูมิห้องยังคงไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก

 

ดวงตาของชายแก่เบิกกว้างเมื่อโหยวเสี่ยวโม่นำรูปสลักออกมาเผยให้เห็นใบหน้าอันตกตะลึง เขาคิดว่าชายหนุ่มผู้นี้น่าจะนำจิตวิญญาณเหลวอย่างมากที่สุดแค่ห้าถึงหกหยด เขาไม่ได้คาดคิดเลยว่าจะเป็นรูปสลักน้ำแข็งขนาดใหญ่เช่นนี้ แถมยังมีถึงสองชิ้นด้วยกัน

 

ชายแก่ทำเสียงอยู่ในปาก แม้ว่าเขาจะเคยชินกับการเห็นสมบัติ เขายังคงตกตะลึงอยู่ดี หลังจากลังเลอยู่บ้าง เขาจึงกล่าวว่า “รูปสลักน้ำแข็งสองชิ้นนี้สามารถผลิตจิตวิญญาณเหลวได้เก้าสิบหยด แต่ชายแก่ผู้นี้ขอเสนอว่าท่านทั้งสองควรจะหลอมจิตวิญญาณเหลวเหล่านี้ก่อนที่จะนำพวกมันไปประมูล”

 

“ทำไมเล่า?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ถามทันที

 

“เนื่องจากมีเพียงนักหลอมโอสถเท่านั้นที่สามารถหลอมมันได้ แม้ว่าผู้ฝึกยุทธ์จะเป็นผู้ชนะในการประมูล แต่เขายังคงต้องหานักหลอมโอสถในการช่วยหลอมจิตวิญญาณเหลวเหล่านี้ เปรียบเสมือนการเพิ่มขั้นตอนยุ่งยากเข้าไปหนึ่งขั้นตอน ราคาหนึ่งแสนตำลึงจึงจะตกลงเหลือเก้าหมื่นตำลึง แต่การหลอมนี้สมควรจะกระทำให้ไวที่สุดเนื่องจากการประมูลจะเริ่มต้นในวันพรุ่งนี้แล้ว”

 

ชายแก่ลูบเคราของเขาขณะที่สายตาเป็นประกาย

 

โหยวเสี่ยวโม่ขมวดคิ้ว เพียงแค่การหลอมเท่านั้น แต่ราคากลับตกลงถึงหนึ่งหมื่นตำลึง ดูเหมือนจะมีอะไรผิดพลาด เขาคิดว่าเขาหลอมเองน่าจะดีกว่า แต่ว่ามีเวลาเหลืออีกแค่ครึ่งวันเท่านั้น หลังจากนี้เขายังคงต้องการไปซื้อของสิ่งอื่นกับหลิงเซี่ยวด้วย ดังนั้นจึงมีเวลาไม่พอ เขาควรทำอย่างไรดี?

 

โหยวเสี่ยวโม่มองไปยังหลิงเซี่ยวอย่างหมดหนทางด้วยสีหน้าที่ดูน่าเห็นใจ

 

หลิงเซี่ยวได้รับความหมายนั้นของโหยวเสี่ยวโม่ และอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา เขามองไปยังชายแก่และยิ้มอย่างรู้ทัน “พูดออกมาสิ”

 

ชายแก่ลังเลและไอออกมา ดูเหมือนว่าเขาจะไม่สามารถผ่านสายตาชายผู้นี้ได้เลย หากชายผู้นี้ไม่ได้อยู่ที่นี่ เขาคงสามารถหาวิธีในการเล่นตุกติกกับชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านข้าง เพียงมองแค่ปราดเดียว เขาก็เห็นชัดเจนว่าชายหนุ่มนั้นไม่มีความรู้เรื่องเกี่ยวกับการประมูลเลยแม้แต่น้อย แต่มันกลับไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อมีชายผู้นี้ เขารู้สึกว่า ชายผู้นี้จะไม่มีทางปล่อยสิ่งใดๆผ่านไปอย่างแน่นอน ดังนั้นเขาจึงกล่าวขึ้น “ชายแก่ผู้นี้สามารถหาบางคนมาช่วยท่านทั้งสองได้ แต่เมื่อการหลอมเสร็จสิ้น หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสามหยดจะถูกจ่ายเป็นค่าตอบแทน”

 

โหยวเสี่ยวโม่เริ่มคำนวนทันที สามหยดเท่ากับสามแสน แม้ว่านี่จะเป็นเพียงแค่ราคาพื้นฐานเท่านั้น แต่หากเขานำไปประมูลโดยไม่ได้หลอม เขาจะเสียงไปถึงเก้าแสนตำลึง เมื่อคำนวนดูแล้ว การให้คนอื่นช่วยหลอมให้ก่อนนำไปประมูลก็ถือว่าคุ้มค่ากว่า

 

“ศิษย์พี่ใหญ่หลิง นี่เป็นเรื่องที่ยอมได้….”

 

โหยวเสี่ยวโม่ดึงแขนเสื้อของหลิงเซี่ยวเบาๆ

 

หลิงเซี่ยวเคาะหัวโหยวเสี่ยวโม่อย่างอดทนไม่ได้ ดูเห็นได้ชัดจากท่าทางว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เขาคิดว่าเขาเป็นคนที่จัดการเรื่องนี้ ความเป็นจริงคือผู้อื่นไม่มีทางเสียอะไรเลย บางคนไม่สามารถหาจิตวิญญาณเหลวหนึ่งหยดด้วยซ้ำแม้ว่าจะจ่ายเงินไปหนึ่งล้าน

 

“สองหยด”

 

หลิงเซี่ยวกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นอย่างไม่มีช่องว่างให้ต่อรองได้อีก

 

ชายแก่ดูเหมือนจะคาดการณ์ไว้แล้ว ดังนั้นเขาจึงตอบโดยไม่ลังเล “ตกลง แต่จิตวิญญาณเหลวแปดสิบแปดหยดก็ไม่ใช่จำนวนน้อยๆเลย ท่านทั้งสองต้องการจะแบ่งมันเป็นสองหรือสามส่วนสำหรับการประมูลหรือไม่?”

 

หลิงเซี่ยวยิ้มอย่างมีนัยะ “ไม่จำเป็น ประมูลทั้งหมดภายในครั้งเดียวเลย”

 

ชายแก่ตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนที่เขาจะส่ายหัวยิ้มอย่างบอกบุญไม่รับ เขาสามารถคาดการณ์ได้เลย การประมูลในวันพรุ่งนี้จะต้องรุนแรงมากๆ จิตวิญญาณเหลวแปดสิบแปดหยดไม่ใช่จำนวนน้อยๆเลย หากใครชนะในการประมูลมันไป มันสามารถรับประกันชีวิตคนผู้นั้นในการต่อสู้ได้เลยทีเดียว เหล่าผู้มีอำนาจพวกนั้ยคงไม่ยอมปล่อยโอกาสเหล่านี้ให้หลุดมือออกไปได้อย่างแน่นอน

 

ชายแก่นำผ่านป้ายสีดำทองซึ่งทำจากหยกมรกตออกมาจากใต้โต๊ะ เขาส่งมันให้กับหลิงเซี่ยว “นี่เป็นป้ายแสดงฐานะของหอประมูลเจ็ดดาราของเรา เนื่องจากว่าท่านทั้งสองส่งของประมูลเกินกว่าห้าล้านตำลึง นั่นจึงเพียงพอแล้วที่จะทำให้ท่านทั้งสองเป็นแขกระดับพิเศษของเรา นี่เป็นหมายเลขที่นี่ เมื่อเวลามาถึง ท่านทั้งสองจะต้องไปนั่งที่นั่งตามหมายเลขพวกนี้ อีกทั้ง ป้ายนี้สามารถใช้ได้กับหอประมูลและร้านค้าต่างๆภายใต้นามของเจ็ดดาราได้”

 

โหยวเสี่ยวโม่ไม่รอให้หลิงเซี่ยวยื่นมือออกมา เขารับแผ่นป้ายนั้นไว้ด้วยความกระตือรือร้น

 

แผ่นป้ายสีดำทองดูพิเศษเป็นอย่างยิ่ง บนตัวแผ่นป้ายมีรูปดาวเจ็ดดาววาดอยู่ มันทำให้เชานึกถึงบัตรสมาชิกส่วนลดของห้าง แผ่นป้ายนี้ก็คงจะเหมือนกับบัตรส่วนลดพวกนั้น ดีล่ะ เขาสามารถลองใช้มันได้นิดหน่อย

 

ชายแก่จ้องมองหลิงเซี่ยวโดยไม่ได้ตั้งใจ ท่าทางของคนที่ถูกจ้องนั้นดูอ่อนโยนและสง่างาม

 

เขาสามารถรับรู้ได้ว่าชายหนุ่มนั้นเป็นเพียงนักหลอมโอสถระดับต่ำเท่านั้น อาจจะไม่ถึงระดับสองด้วยซ้ำไป แต่ชายที่มาด้วยกันนั้น เขาไม่สามารถบ่งบอกพลังอำนาจของชายผู้นั้นได้เลย สำหรับนักหลอมโอสถระดับสี่เช่นเขา การที่ไม่สามารถรับรู้ระดับของชายหนุ่มผู้นั้นได้ ชายหนุ่มผู้นั้นคงมีระดับพลังอย่างต่ำคือจันทราเป็นแน่

 

บุคคลแข็งแกร่งเช่นนี้กลับอนุญาตให้นักหลอมโอสถระดับต่ำปฏิบัติกับเขาอย่างเท่าเทียมต่อหน้าเขา เห็นได้ชัดว่าความสัมพันธ์ของพวกเขานั้นค่อนข้างพิเศษ

 

หลังจากส่งทั้งสองคนแล้ว ชายแก่จึงเรียกผู้ดูแลหญิงจากก่อนหน้านี้มาทันที เขาบอกนางว่าไม่ให้ใครมารบกวนเขาหลังจากนี้ไปอีกหลายชั่วโมง ก่อนที่จะกลับเข้าห้องลับไปและปิดประตูอย่างแน่นหนา

 

จิตวิญญาณเหลวนั้นเป็นสิ่งที่มีค่า แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่สองหยดเท่านั้น เขาจะไม่มีทางให้โอกาสนี้กับคนอื่นแน่นอน เนื่องจากนอกเหนือจากการเติมจิตวิญญาณของผู้ฝึกยุทธ์แล้ว มันยังมีประโยชน์ใหญ่หลวงอีก นั่นคือการเพิ่มโอกาสในการหลอมโอสถสำเร็จและเพิ่มคุณภาพของโอสถอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโอสถระดับสูง โอกาสในการล้มเหลวมีสูงมากจนนักหลอมโอสถไม่อาจทานทนได้ แต่มันจะแตกต่างไปทันทีเมื่อใช้จิตวิญญาณเหลวนี้ เพียงแค่หยดลงไปหนึ่งหยดขณะที่กำลังหลอม และมันจะสามารถเพิ่มโอกาสในการหลอมโอสถสำเร็จถึงหนึ่งในสิบส่วน ถือเป็นโอกาสในการหลอมสำเร็จที่สูงมาก นักหลอมโอสถที่คนต่างถูกมันดึงดูดทั้งนั้น

 

เมื่อออกจากหอประมูล โหยวเสี่ยวโม่มองไปยังหนทางขณะที่ยืนอยู่บนฝั่งหนึ่งของถนน เขาไม่เห็นร่องรอยของม้าเพลิงพิโรธเลย

 

หลิงเซี่ยวไม่มีท่าทางจะเรียกม้าเพลิงพิโรธ เขาเพียงแค่เดินไปยังฝูงผู้คน

 

โหยวเสี่ยวโม่ลังเลเล็กน้อยแล้วจึงวิ่งตามไป เขาเพิ่งรู้สึกตัว จากนี้ไปพวกเขาสามารถใช้ได้เพียงแค่ขาของตัวเองเดินไปเท่านั้น สิ่งของที่เขาต้องการซื้อนั้นมีมาก และคงไม่สะดวกหากจะใช้รถม้าเพื่อหาร้านค้าต่างๆเหล่านั้น

 

พวกเขาอยู่บนถนนสายที่คึกคักที่สุดของเมืองฮันจี จำนวนของคนนั้นมากกว่าสองเท่าของถนนอื่นๆ แม้ว่าถนนจะกว้างมากประมาณสองถึงสามเท่าของถนนที่เมืองเหอปิงก็ตาม แต่มันก็ยังเติมไปด้วยผู้คนอยู่ดี เพียงแค่เหม่อลอยชั่วขณะก็อาจจะชนกับคนอื่นได้

 

โหยวเสี่ยวโม่กลัวว่าจะถูกแยกออกจากกันโดยฝูงชนจำนวนมาก ดวงตามีชีวิตชีวาจึงมองไปรอบๆทุกทิศทาง

 

แม้ว่าหลิงเซี่ยวจะไม่ได้หันกลับมา เขายังคงคาดได้ถึงท่าทางของคนด้านหลังในตอนนี้ ปากของเขาโค้งขึ้นอย่างรู้ทัน เขาหยุดเดิน และคนด้านหลังจึงนำหัวมาชนกับหลังของเขาในทันที เขาหันกลับไปและเห็นโหยวเสี่ยวโม่กำลังมองมาด้วยความเสียใจ และถูจมูกไปมา ในขณะที่เขากำลังจะกล่าวบางอย่าง ความโกลาหลบางอย่างกลับเกิดขึ้นต่อหน้าพวกเขา

 

“ถอยไป! หากพวกเจ้าไม่อยากตาย เปิดทางให้กับข้าผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้!”

 

กลุ่มคนซึ่งเหน็บดาบไว้ตรงเอวจู่ๆก็วิ่งออกมาจากฝูงชนด้วยใบหน้าโหดเหี้ยม

 

ผู้นำของกลุ่มคนนั้นดูจะเป็นคนรูปร่างอ้วน จากบรรยากาศรอบๆตัวเขา สามารถบอกได้ว่าชายวัยกลางคนผู้นี้น่าจะอยู่ในระดับจันทรา

 

ในขณะนี้ กลุ่มคนพวกนั้นกำลังเดินมาทางพวกเขาอย่างน่ากลัว

 

โหยวเสี่ยวโม่โผล่หัวออกมาจากหลังของหลิงเซี่ยว มองเพียงครั้งเดียว ดวงตาของเขากลับเบิกกว้าง เขาจำคนด้านหลังของชายวัยกลางคนได้ดี เนื่องจากไม่นานมานี้พวกเขาเพิ่งจะเจอกันตรงด้านนอกของประตูเมืองก่อนหน้านี้ เขารีบหดหัวกลับมาอย่างกลัวกว่าเขาจะถูกพวกนั้นจำได้

 

แต่สิ่งที่เขาลืมคิดไปก็คือ คนพวกนั้นมีความประทับใจที่ลึกซึ้งต่อหลิงเซี่ยวมากกว่าเขา ยิ่งไปกว่านั้น ตัวตนของหลิงเซี่ยวโดดเด่นขึ้นจนกลายเป็นจุดสนใจขณะที่กำลังยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน กลุ่มคนพวกนั้นเห็นเขาตั้งแต่สิบเมตรก่อนหน้าแล้ว

 

“หัวหน้า นั่นไง พวกมันอยู่นั่น!”

 

“ใช่ๆ เขาเป็นคนที่ทำร้ายรองหัวหน้า”

 

คนมากมายจึงสามารถบ่งชี้หลิงเซี่ยวได้ในทันที พวกเขาไม่ได้รู้สึกกลัวอีกต่อไป จริงๆแล้ว พวกเขาดูเหมือนจะรู้สึกพอใจด้วยซ้ำ พวกเขามองไปยังหลิงเซี่ยวด้วยท่าทางดุดันและชั่วร้าย กล้าดียังไงมาแตะต้องคนของกลุ่มเขี้ยวหมาป่า? วันนี้พวกเราจะตอบแทนคืนให้เป็นร้อยเท่าเลย

 

คนยี่สิบกว่าคนวิ่งตรงมายังหลิงเซี่ยวด้วยความไว ชายวัยกลางคนหยุดยืนในระยะสามเมตร เขาถือขวานใหญ่ในมือและก้าวเดินมาด้านหน้า กล้ามเนื้อบนใบหน้าของเขาสั่นอย่างน่ากลัวขณะกล่าวอย่างชั่วร้าย “เจ้าคือคนที่ทำร้ายน้องรองของข้ารึ?”

 

น้องรอง? โหยวเสี่ยวโม่แอบโผล่หัวออกมาอีกครั้ง และมองดูชายวัยกลางคนตั้งแต่หัวจรดเท้าหลายรอบ เขาพึมพำ “ไม่เห็นเหมือนกันซักนิด”

 

หลิงเซี่ยวได้ยินโหยวเสี่ยวโม่พึมพำ เขาก้มหน้าลง และมองดูโหยวเสี่ยวโม่ด้วยร่องรอยหัวร่อในดวงตา ก่อนที่เขาจะย้ายสายตาไปยังชายวัยกลางคน เขายิ้มในขณะที่พูด “ขอโทษที ข้าไม่รู้จักน้องรองของเจ้า แต่ไม่นานมานี้ข้าเจอหมูโง่ตัวหนึ่งจริงๆ อย่าบอกนะว่านั่นคือน้องรองของเจ้า?”

 

“ฮุ……”

 

โหยวเสี่ยวโม่ไม่อาจกลั้นเสียงหัวเราะของเขาได้

 

Facebook Comment