+100%-

บท 103 การตีราคาสมบัติ

บท 103 การตีราคาสมบัติ

โหยวเสี่ยวโม่เงยหน้าขึ้นและมองดูหอประมูลที่ตั้งตระหง่านตรงหน้าเขา จึงอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายด้วยความตื่นตะลึง

 

หอประมูลแห่งนี้ใหญ่เกินไป แม้แต่สถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของกีฬาโอลิมปิกเช่น “สถาปัตยกรรมรังนก” ที่กรุงปักกิ่งยังคงไม่ใหญ่เท่ากับหอประมูลตรงหน้าเขานี้เลย ในตอนนั้น เขาไปเที่ยวที่นั่นเพื่อไปเชียร์กีฬาโอลิมปิก เขารู้สึกตะลึงกับความใหญ่โตและอลังการของสถาปัตยกรรมรังนกมาก แต่ในตอนนี้ ขณะมองดูหอประมูลของเมืองฮันจี เขาก็รู้สึกว่าไม่มีทางเทียบของทั้งสองสิ่งนี้ด้วยกันได้

 

สถาปัตยกรรมรังนกนั้นไม่ได้ครึ่งหนึ่งของหอประมูลนี้ด้วยซ้ำ อีกทั้ง วัตถุดิบที่นำมาสร้างเองก็ไม่ใช่สิ่งของธรรมดา หอประมูลแห่งนี้ถูกสร้างด้วยหินสีดำทั้งหมด เขาไม่แน่ใจว่ามันถูกสร้างมากี่ปีแล้ว แต่พื้นผิวก็ไม่มีรอยขีดข่วนเลยแม้แต่น้อย

 

ชื่อของหอประมูลแห่งนี้คือหอประมูลเจ็ดดารา ว่ากันว่าหอประมูลแห่งนี้มีเบื้องหลังคือผู้นำเมืองฮันจีซึ่งเป็นบุคคลที่แข็งแกร่งและมีอำนาจมาก ภายใต้อำนาจของเขามีทหารแข็งแกร่งและนายพลที่กล้าหาญอยู่มากมาย นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมถึงไม่มีใครกล้าก่อกวนทำให้หอประมูลเจ็ดดาราเกิดปัญหาเลย

 

ภายนอกประตูของหอประมูลเจ็ดดารามีผู้คุ้มกันซึ่งถืออาวุธคมกริบในชุดสีดำอยู่ประมาณยี่สิบกว่าคน ดวงตาของพวกเขาคมกริบดั่งเช่นเหยี่ยวจ้องมองไปยังผู้คนที่สัญจรไปมาบนท้องถนนและผู้คนที่ผ่านเข้าออกหอประมูลด้วยเช่นกัน โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกได้รางๆว่าพลังงานแผ่ออกมาจากร่างกายของพวกเขา ความประหลาดใจฉายชัดบนดวงตาของโหยวเสี่ยวโม่ คนพวกนี้น่าประทับใจนัก ไม่ประหลาดใจเลยว่านี่คือเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสามของทวีปหลงเซี่ยว ภายใต้ความเจริญรุ่งเรืองของเมืองนี้คืออำนาจของผู้นำนั่นเอง

 

เมื่อพวกเขาปรากฎตัว ผู้คุ้มกันชุดดำราวๆเจ็ดถึงแปดคนจากในจำนวนยี่สิบกว่าคนจึงจับจ้องมาทางพวกเขา ถ้าจะให้พูดให้ถูก พวกเขาจับจ้องไปที่หลิงเซี่ยว ส่วนโหยวเสี่ยวโม่ตัวเล็กจ้อยนั้น ถูกเมินโดยสิ้นเชิง

 

หลังจากที่ลงจากรถม้าแล้ว หลิงเซี่ยวจึงลูบม้าเพลิงพิโรธใกล้ๆกับหูของมัน และกล่าวอย่างแผ่วเบา “ไป หาสถานที่ของตัวเจ้าและรอข้า”

 

ด้วยคำพูดพวกนั้น ม้าเพลิงพิโรธหันรถม้ากลับและวิ่งควบไปยังทางประตูเมือง

 

โหยวเสี่ยวโม่ได้ยินเสียงและหันกลับมาเห็นฉากนั้นเข้าพอดี เขาอุทานออกมาและเกือบจะวิ่งตามไปเพื่อนำม้าเพลิงพิโรธกลับมาในขณะที่หลิงเซี่ยวดึงเขากลับมาอย่างสงบนิ่ง

 

“ทำไมถึงดึงข้ากลับ? ม้าจากเราไปแล้ว”

 

โหยวเสี่ยวโม่กล่าวอย่างกังวล

 

“อย่าได้กังวล พวกเขาไม่ได้วิ่งหนีไปไหน”

 

หลิงเซี่ยวปลอบใจโหยวเสี่ยวโม่

 

โหยวเสี่ยวหันกลับไปมองหลิงเซี่ยว และครุ่นคิดถึงข้อเท็จจริงในคำพูดนั้น แต่ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จ มันก็สายเกินไปแล้วเนื่องจากม้าเพลิงพิโรธได้จากไปแล้วโดยไม่สามารถตามรอยได้

 

ภายใต้การจับจ้องของผู้คุ้มกันชุดดำ หลิงเซี่ยวเพียงแค่ดึงโหยวเสี่ยวโม่ขึ้นมาและเดินไปตามกระแสของคนเข้าไปยังหอประมูล

 

แม้ว่าการประมูลจะยังไม่เริ่มต้น แต่ที่นี่ก็มีผู้คนมากมายเข้ามาและจากไป กระแสอันไม่รู้จบของผู้คนกำลังเคลื่อนตัวเข้าไปยังภายในหอประมูลที่กว้างขวาง โหยวเสี่ยวโม่ยังคงตกใจกับความกว้างของพื้นที่ภายในในตอนที่หลิงเซี่ยววางเขาลงและดึงเขาไปทางศูนย์กลางของห้องโถงใหญ่

 

ด้านขวามือของศูนย์กลางของห้องโถงใหญ่มีฉากสีดำขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนจะทำจากหยก บนฉากนั้นมีของมากมายเลื่อนผ่านไป มีทั้งโอสถ สมุนไพร เคล็ดลับ และของอื่นๆสำหรับการประมูล ระดับที่ต่ำที่สุดคือระดับสี่ สำหรับหอประมูลขนาดใหญ่เช่นหอประมูลเจ็ดดาราแล้ว โอสถและสมุนไพรระดับต่ำไม่สามารถปรากฎตัวขึ้นที่นี่ได้

 

โหยวเสี่ยวโม่ยืดหัวของเขาไปที่นั่นที่นี่เพื่อสำรวจสิ่งต่างๆบนฉากนั้น สำหรับคนอื่น มันอาจจะเป็นเพียงของธรรมดาๆ แต่สำหรับโหยวเสี่ยวโม่ สิ่งเหล่านั้นคือสิ่งที่เขาต้องการ ส่วนของหายากซึ่งไม่ได้ปรากฎบนฉากภาพนั้น แม้ว่าเขาจะสามารถซื้อพวกมันได้ แต่เขาก็คงไม่มีความเหมาะสมที่จะใช้พวกมันในตอนนี้ อีกทั้ง ในตอนนี้เขานั้นยากจนด้วยมีเหรียญตำลึงติดตัวอยู่ประมาณสิบเหรียญเท่านั้น

 

หลิงเซี่ยวกวาดตามองดูรอบๆ และดวงตาเขาจับจ้องไปที่ห้องศิลาที่มีป้ายบอกว่าตีราคาสมบัติแขวนอยู่ด้านบน ชายแข็งแกร่งสองคนยืนอยู่หน้าประตู เมื่อมองเห็นพวกเขาเดินเข้าไป ชายสองคนจ้องพวกเขาก่อนจะปล่อยให้พวกเขาเข้าไปด้านใน

 

โหยวเสี่ยวโม่โผล่หัวออกมาจากด้านหลังของหลิงเซี่ยวและมองไปยังห้องลับมากมายด้วยสายตาน่าทึ่งเขาสามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวของคนภายในห้องได้รางๆ การแบ่งแยกเช่นนี้จะทำให้ผู้ที่นำสมบัติมาตีค่าไม่จำเป็นต้องแสดงสมบัติของพวกเขาต่อหน้าคนอื่น ด้วยวิธีนี้เองทำให้สามารถหลีกเลี่ยงคนโกงหรือโลภมากออกไปได้

 

ในขณะที่เขามองอยู่นั้น ผู้ดูแลหญิงซึ่งนุ่งน้อยห่มน้อยจึงเดินเข้ามาหาพวกเขา หน้าอกสีขาวหิมะเกือบจะโผล่พ้นเสื้อออกมา เผยให้เห็นผิวใต้ร่มผ้าไม่น้อยไปกว่าผู้หญิงจากโลกปัจจุบันเลย ตาของผู้ดูแลหญิงกวาดผ่านโหยวเสี่ยวโม่ไปและในที่สุดจึงหยุดลงที่หลิงเซี่ยวผู้สูงสง่าและหล่อเหลา เผยรอยยิ้มยั่วยวนออกมาทันที นางกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ผู้ฟังเข่าอ่อนได้ “ท่านผู้ชายทั้งสองมาที่นี่เพื่อตีราคาสมบัติหรือมาเพื่อเสนอของเข้าประมูล?”

 

หลิงเซี่ยวกำลังจะตอบด้วยคำพูดของเขาในขณะที่เขาเห็นโหยวเสี่ยวโม่ซึ่งมองไปทางผู้ดูแลหญิงด้วยสายตาตกตะลึง เขารู้สึกไม่พอใจและขมวดคิ้วทันที ผู้ดูแลหญิงคิดว่าหลิงเซี่ยวไม่ชอบใจในท่าทางในการพูดของนาง ดังนั้นนางจึงเปลี่ยนท่าทีในการให้ความช่วยเหลือในทันที และนำพวกเขาไปยังห้องลับอย่างสุภาพ

 

เมื่อนางหันหลังกลับไป หลิงเซี่ยวจึงคว้าโหยวเสี่ยวโม่ไว้และกล่าวอย่างไม่ยินดีว่า “เจ้ามองอะไร?”

 

โหยวเสี่ยวโม่เปล่งเสียงออกมาโดยไม่ได้สังเกตุอารมณ์ของหลิงเซี่ยว “ข้าไม่ได้คาดว่าผู้หญิงที่นี่จะเปิดเผยขนาดนี้ ข้าคิดว่าพวกเขาน่าจะสงวนตัวเสียอีก น่าตกใจมาก!”

 

“แล้ว เจ้าชอบผู้หญิงประเภทนี้รึ?”

 

หลิงเซี่ยวหรี่ตาลงและถามอย่างแผ่วเบา

 

“จะเป็นไปได้อย่างไรกัน!”

 

โหยวเสี่ยวโม่ปฏิเสธโดยไม่คิด และกล่าวเสริมว่า “ข้ายังคงชื่นชอบคนไร้เดียงสาที่มีคิ้วสวยอยู่ แบบนี้ดูยั่วยวนเกินไป ข้าไม่ชอบ”

 

เมื่อหลิงเซี่ยวได้ยินโหยวเสี่ยวโม่ปฏิเสธด้วยเสียงอันดัง อารมณ์เขาจึงอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ก่อนที่เขาจะรู้สึกดีใจได้ เขากลับได้ยินคำพูดต่อไปของโหยวเสี่ยวโม่ ทันใดนั้น พายุอันตรายจึงปรากฎออกมา และคนผู้เกี่ยวข้องยังคงไม่รู้สึกตัวว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น

 

“เจ้าชอบคนไร้เดียงสาที่มีคิ้วสวยงั้นรึ?”

 

หลิงเซี่ยวกอดเขาแน่น ลมหายใจของหลิงเซี่ยวร้อนผ่าวแต่คำพูดกลับเย็นยะเยือกและชั่วร้าย จากคำพูดของโหยวเสี่ยวโม่ เขาสรุปได้ว่าคนไร้เดียงสาที่คิวสวยๆนั้นหมายถึงผู้หญิง

 

ชายผู้โง่เขลาในที่สุดก็รู้สึกตัว เขาเงยหน้าขึ้นและมองหลิงเซี่ยวซึ่งยิ้มอย่างอ่อนหวาน แม้ว่าดวงตาจะกำลังยิ้มอยู่ แต่ก็เหมือนจะเป็นยิ้มสีดำทมึน สัญญาณเตือนดังขึ้นภายในใจของโหยวเสี่ยวโม่ทันที

 

จบสิ้นแล้ว จบแน่ๆ เขาไม่เคยเห็นหลิงเซี่ยวยิ้มแบบนี้มาก่อนเลยตั้งแต่เขาเจอหลิงเซี่ยวมา ศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดมีวันศุกร์สีดำ ส่วนหลิงเซี่ยวก็มีรอยยิ้มสีดำเช่นกัน

…….

“ศิษย์…..ศิษย์พี่ใหญ่หลิง พวกเรา…..เข้าไป….”

 

โหยวเสี่ยวโม่ตัวสั่นด้วยความกลัวในขณะที่เขาพูด หัวใจของเขากำลังหลั่งน้ำตาออกมาอยู่ภายใน ครั้งนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่?

 

หลิงเซี่ยวยิ้มน้อยๆ “เจ้ายังไม่ได้ตอบคำถามของข้าเลย”

 

น่ากลัว เมื่อเปรียบเทียบกับตอนที่เขาดูหนังสยองขวัญแล้ว รอยยิ้มนี้ทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวยิ่งกว่าซะอีก พับผ่าสิ! เขามีความรู้สึกว่ารอยยิ้มนี้จะตามหลอนเขาไปอีกทั้งชีวิต พอมองดูหลิงเซี่ยวยิ้มเช่นนี้ หัวใจของเขากลับบีบตัวด้วยความกลัว

 

“นั่น…..ท่านเข้าใจผิดแล้ว….”

 

โหยวเสี่ยวโม่กลืนน้ำลาย ดวงตาของเขาหมุนไปมารอบๆ ราวกับจะหาทางออกอย่างยากลำบาก

 

“ข้าเข้าใจสิ่งใดผิดไปกัน?”

 

หลิงเซี่ยวหรี่ตาลง

 

ดวงตาของโหยวเสี่ยวโม่กรอกไปมาในขณะที่เขาพูดอย่างเครียดเกรง “ที่ข้าพูดว่าชอบนั้น จริงๆแล้ว…. จริงๆแล้วหมายถึงชื่นชม ใช่แล้ว ข้าหมายถึงชื่นชม ตะกี้นี้ท่านเองก็เห็น ผู้ดูแลหญิงคนนั้นแต่งตัวเปิดเผยมากเกินไป ไม่เหมาะสม ขัดสายตามาก ผู้หญิงประเภทนี้ คงไม่มีใครชอบพวกนางหรอก ดังนั้น คนที่ดูไร้เดียงสาจึงดูดีกว่า อย่างน้อยที่สุดพวกนางก็อยู่ในความควบคุม……”

 

หลิงเซี่ยวยกคิ้วขึ้นและมองไปทางโหยวเสี่ยวโม่เนิ่นนาน หรี่ตาลง “เป็นเช่นนั้นรึ?”

 

โหยวเสี่ยวโม่ปาดเหงื่อออกขณะที่เขาพยักหน้าเป็นการยืนยัน “แน่นอน”

 

เขาจะกล้าพูดว่าไม่ใช่ได้ยังไง? หากเขาส่ายหน้าและพูดเช่นนั้นจริงๆ หลิงเซี่ยวคงฆ่าเขาไปแล้ว ชีวิตวัยรุ่นของเขาเพิ่งจะเบ่งบาน เขายังไม่ต้องการจะตายโดยเร็วไวหรอกนะ!

 

“มีความจริงบางอย่างอยู่ในคำพูดของเจ้า…..”

 

หลิงเซี่ยวเลิกทำท่าทางข่มขู่ ใบหน้าหล่อเหลาของเขากลับคืนสู่ความอ่อนโยนที่แสร้างทำในที่สุด เขาลูบไหล่โหยวเสี่ยวโม่เบาๆ และยิ้มขณะที่พูด “ครั้งนี้ ข้าจะปล่อยเจ้าไปก่อน”

 

โหยวเสี่ยวโม่สูดลมหายใจอย่างยากลำบาก และเกือบจะแสดงท่าทางดีใจออกมาแล้ว สวรรค์รู้ว่าจำนวนเหงื่อที่ไหลในวันนี้เท่าๆกับเหงื่อทั้งหมดที่ไหลก่อนหน้านี้เลย

 

ทั้งสองคนเดินเข้าไปภายในห้องลับซึ่งผู้ดูแลหญิงชี้ให้เห็นก่อนหน้านี้ โหยวเสี่ยวโม่ปิดประตูอย่างกระตือรือร้นทันที ประตูของห้องลับทำจากเหล็กซึ่งหนามากจนสามารถป้องกันไม่ให้เสียงลอดออกไปด้านนอก กันไม่ให้คนด้านนอกแอบฟังได้

 

ห้องลับไม่ได้ใหญ่มาก ตรงกลางห้องมีชายแก่ผมสีเทายืนอยู่ ชายแก่ใส่ชุดคลุมสีดำ ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยย่นลึก แต่ดวงตาของเขากำลังเปล่งประกายด้วยความเฉลียวฉลาด ในตอนนี้ สายตาของชายแก่จับจ้องอยู่ที่พวกเขา

 

โหยวเสี่ยวโม่ค้นพบว่าชายแก่ผู้นี้ดูเหมือนจะเป็นนักหลอมโอสถ สาเหตุที่ว่าทำไมเขาถึงรู้ได้ นั่นก็เป็นเพราะว่าเขาสามารถรู้สึกได้ถึงวิญญาณอันแข็งแกร่งของชายแก่ผู้นี้ได้ ผู้ฝึกยุทธ์ไมเหมือนนักหลอมโอสถ พวกเขาไม่มีทางฝึกฝนวิญญาณได้ ดังนั้นวิญญาณของพวกเขาจึงค่อนข้างอ่อนแอเมื่อเปรียบเทียบกับนักหลอมโอสถ

 

“เชิญนั่งก่อน”

 

ชายแก่ชี้ไปยังเก้าอี้สองตัวเบื้องหน้าโต๊ะ หลังจากนั่งลงแล้ว เขาจึงกล่าวอย่างสงบนิ่ง “สมบัติที่ท่านทั้งสองต้องการมาตีราคา ท่านสมควรนำออกมาตอนนี้”

 

โหยวเสี่ยวโม่นั่งลงและนำก้อนน้ำแข็งซึ่งมีขนาดประมาณหัวของเขาออกมาจากกระเป๋าวิเศษ และนำมันไปวางบนโต๊ะ

 

ชายแก่คาดว่าทั้งสองน่าจะนำโอสถหรืออะไรทำนองนี้ออกมา ทันใดนั้น สิ่งที่ดูเหมือนก้อนน้ำแข็งปรากฎออกมา ดังนั้นเขาจึงอดไม่ได้ที่จะหรี่ตาลง แม้ว่าเขาจะแปลกใจเล็กน้อย แต่สิ่งที่จะนำมาประมูลย่อมไม่ธรรมดา แต่เมื่อพลังวิญญาณของเขาสัมผัสได้ถึงก้อนน้ำแข็ง ร่างกายของเขาจึงสั่นอย่างรุนแรง ดวงตาเขาเบิกกว้างทันที “นี่คือ…..”

 

ชายแก่นำก้อนน้ำแข็งไปใต้จมูกและดม ใบหน้าของเขาเปลี่ยน “นี่คือวิญญาณเหลว?”

 

วิญญาณเหลว สมบัติประเภทนี้นั้นเป็นสิ่งที่หายากมากบนทวีปหลงเซี่ยว เพราะเนื่องจากมันสามารถเติมพลังจิตวิญญาณของผู้ฝึกยุทธ์ได้ในทันที หากท่ามกลางการต่อสู้ สิ่งประเภทนี้มีค่าเท่ากับโอสถช่วยชีวิตเลย มันเป็นบางสิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์กระหายอยากมากจนถึงขั้นฝันถึงมัน มันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาค่าได้และไม่มีใครต้องการจะขายมัน

 

โหยวเสี่ยวโม่พยักหน้า “นี่เป็นเพียงส่วนเล็กๆเท่านั้น ได้โปรดตรวจสอบและตัดสินว่าราคาในการประมูลอยู่ที่เท่าใด”

 

ชายแก่สงบความตื่นเต้นบนใบหน้าของเขาลง และมองดูอย่างละเอียด เขาครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะกล่าว “นี่เป็นจิตวิญญาณเหลวจริง แต่มันไม่บริสุทธิ์ ภายในยังคงมีความไม่บริสุทธิ์อยู่เล็กน้อย พวกมันต้องถูกหลอมก่อนการใช้งาน ด้วยเหตุนี้เอง น้ำแข็งก้อนนี้ จะได้ผลลัพธ์ของจิตวิญญาณเหลวคือหนึ่งหยด ตามแนวทางการตีราคาของเมืองฮันจี หนึ่งหยดของจิตวิญญาณเหลวนั้นราคาอย่างต่ำที่สุดคือหนึ่งแสนตำลึง”

 

โหยวเสี่ยวโม่รับรู้ได้ถึงอารมณ์ต่างๆที่ประดังเข้ามาในทันที……

 

น้ำแข็งก้อนหนึ่งสามารถสกัดออกมาได้เพียงหนึ่งหยดเท่านั้น แต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นคือ ราคาของหนึ่งหยดนั้นคือหนึ่งแสนตำลึง จำนวนนี้ถือว่าเกิดความคาดหมายของเขามาก เขาคิดว่าเต็มที่ราคาคงราวๆหนึ่งหมื่นเท่านั้น

 

*คนที่คิ้วสวย = ผู้หญิงสวย

Facebook Comment