+100%-

บท 101 เมืองฮันจี

บท 101 เมืองฮันจี

 

                เมื่อแสงสุดท้ายของวันตกลับขอบฟ้าไป โลกทั้งใบจึงตกอยู่ในความมืด ในที่สุดโหยวเสี่ยวโม่ก็ตื่น เขายืนขึ้นและยืดตัวไปมา ก่อนที่จะหาวออกมา ใบหน้าหล่อเหลายิ้มแย้มก็ปรากฎขึ้นตรงหน้าเขา

 

                แม้ว่าสถานการณ์แบบนี้จะเคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่เขาก็ยังคงตกใจอยู่ดี ร่างเขาล้มคว่ำไปด้านหลังอย่างแรง ก่อนที่จะร่วงจากเก้าอี้ เจ้าของใบหน้าหล่อเหลายืดมือมาและจับคอเสื้อเขาไว้ ก่อนจะดึงขึ้นมา

 

                “ศิษย์น้อง ทำไมเจ้าช่างซุ่มซ่ามเช่นนี้?”

 

                หลิงเซี่ยวพูดอย่างแผ่วเบาที่ข้างๆหูของโหยวเสี่ยวโม่

 

                วิญญาณของโหยวเสี่ยวโม่ยังไม่ทันได้สงบใจ เมื่อเขาสูดหายใจเขาและมองไปยังหลิงเซี่ยว “หากท่านไม่ทำให้ข้าตกใจ ข้าคงไม่ซุ่มซ่ามแบบนี้หรอก”

 

                โหยวเสี่ยวโม่อุทานออกมา *อา* เขาเพิ่งจะจำได้ว่าเขาเขียนสูตรโอสถทิ้งไว้ก่อนที่จะเผลอหลับไป เขาก้มหน้ามองหากระดาษพวกนั้น แต่กลับไม่พบกระดาษสิบแผ่นหรือมากกว่านั้นที่เขาเขียนก่อนหน้านี้เลย เมื่อเขาไม่สามารถหาพวกมันจากบนโต๊ะได้ เขาจึงได้แต่เบิกตากว้าง “สูตรโอสถที่ข้าเขียนขึ้นล่ะ?”

 

                “ศิษย์น้อง เจ้ากำลังพูดถึงสิ่งนี้หรือไม่?”

 

                หลิงเซี่ยวยกปึกกระดาษในมือเขาขึ้นมา พวกมันคือกระดาษที่เขาเก็บมันขึ้นมาจากพื้นก่อนหน้านี้ ใบหน้าสุดนั้นยับนิดหน่อย และมีรอยเลอะบางอย่างที่เปียกชื้น

 

                โหยวเสี่ยวโม่ยืดมือไปเพื่อจะนำพวกมันกลับคืนมา แต่หลิงเซี่ยวยกมือขึ้นสูงทำให้เขาไม่สามารถคว้ากระดาษได้

 

                หลิงเซี่ยวไขว้ขา พร้อมกับเปิดกระดาษพวกนั้นผ่านๆ ขณะที่ส่งเสียงล้อเลียน “ศิษย์น้อง ตัวอักษรของเจ้านี่ราวกับทำให้ข้าได้เจอสิ่งใหม่ๆ อา!”

 

                โหยวเสี่ยวโม่เลื่อนสายตาอย่างไม่สบายใจ สีชมพูระเรื่อปรากฎบนแก้มทั้งสองของเขา

 

                แน่นอนว่าเขารู้อยู่แล้วว่าตัวอักษรของเขานั้นมันดูแย่ขนาดไหน แต่มันก็ช่วยไม่ได้นี่ ใครใช้ให้เขาไม่เคยเขียนตัวอักษรโดยใช้พู่กันมาก่อนกันเล่า? หากเขามีปากกาหมึกซึมหรือปากกาลูกลื่นล่ะก็ เขาคงสามารถเขียนตัวอักษรที่มันดูใช้ได้กว่านี้ได้แน่ๆ

 

                “มีบางสิ่งที่ข้าสงสัยอยู่ ข้าคิดว่าศิษย์น้องจะสามารถอธิบายให้ข้าฟังได้ หากเจ้าทำให้ข้าพึงพอใจ ข้าจะช่วยเจ้าเขียนสูตรโอสถเหล่านี้ เป็นอย่างไรเล่า?”

 

                หลิงเซี่ยวขว้างปึกกระดาษที่อยู่ในมือของเขาลงบนโต๊ะ และหยิบกระดาษอีกปึกหนึ่งขึ้นมาก่อนจะโบกพวกมันไปมาต่อหน้าโหยวเสี่ยวโม่

 

                โหยวเสี่ยวโม่มองไปมาอย่างเก้ๆกังๆ ในขณะที่เขาเห็นหลิงเซี่ยวหยิบปึกกระดาษขึ้นมา เขามองมันด้วยความตื่นตะลึง และเห็นตัวอักษรที่เขียนอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ดวงตาเขาเป็นประกายในขณะที่เขาคิดถึงสิ่งอื่นอยู่ เขาถามด้วยความสงสัย “ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ท่านเป็นผู้เขียนมันงั้นรึ?”

 

                “หากไม่ใช่ข้า อย่าบอกนะว่าเป็นเจ้า?”

 

                หลิงเซี่ยวจ้องมองโหยวเสี่ยวโม่ในขณะที่พูดโต้กลับ

 

                “แต่….. ข้าจำได้ว่า ท่านบอกว่าท่านไม่ได้เขียนมาเป็นเวลานานแล้ว ดังนั้น……”

 

                โหยวเสี่ยวโม่ถูจมูกไปมา เขายังคงจำตัวอักษรของหลิงเซี่ยวในตอนที่เขียนคัมภีร์วิญญาณสวรรค์ให้เขาได้ ในตอนนั้น ตัวอักษรของหลิงเซี่ยวเองก็คล้ายๆของเขาในตอนนี้เช่นกัน มันสามารถอธิบายได้ว่ามองดูยอดแย่อย่างยิ่ง ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับตัวอักษรสวยงามเหล่านี้ จึงทำให้เขาเกิดข้อสงสัยว่าตัวอักษรพวกนี้เขียนโดยหลิงเซี่ยวจริงๆหรือไม่

 

                หลิงเซี่ยวเคาะหัวเขาอย่างโกรธเคือง “นั่นมันเมื่อก่อน”

 

                ตั้งแต่ที่เขาแสดงให้เห็นถึงตัวอักษรน่าเกลียดของเขา เพื่อไม่ให้เป็นการอับอายขายหน้าตนเองต่อหน้าโหยวเสี่ยวโม่ เขาจึงหาเวลาฝึกเขียนอีกครั้ง สูตรโอสถพวกนี้เป็นสิ่งที่ถูกเขียนขึ้นโดยเขาซึ่งใช้สิ่งที่โหยวเสี่ยวโม่เขียนเป็นพื้นฐาน

 

                เมื่อได้ยินคำตอบ โหยวเสี่ยวโม่จึงรู้สึกอิจฉาอยู่ลึกๆ “อะไรคือสิ่งที่ท่านกำลังสงสัยอยู่งั้นรึ?”

 

                เมื่อพูดถืงเรื่องนั้น หลิงเซี่ยวจ้องไปยังโหยวเสี่ยวโม่ทันที ราวกับกำลังจมอยู่ในความคิด “ตามหลักแล้ว คนที่สามารถอ่านได้ ก็ควรจะเขียนได้ด้วย แต่เจ้าดูเหมือนจะสามารถอ่านได้ แต่ไม่สามารถเขียนได้ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? อีกทั้ง ข้ารู้สึกว่าเจ้ามีความลับบางอย่างที่ข้าไม่รู้”

 

                เหงื่อเย็นยะเยือกไหลลงมายังหน้าผากของโหยวเสี่ยวโม่ คนผู้นี้ฉลาดเกินไปแล้ว

 

                โหยวเสี่ยวโม่ไม่กล้ามองไปยังหลิงเซี่ยวตรงๆ เขาเลื่อนสายตาออกไปไกลๆ ก่อนจะกล่าว “ไม่มีอะไรให้ต้องสงสัยเลย พ่อแม่ของข้าตายตั้งแต่อายุน้อย ก่อนข้าจะอายุสิบเจ็ด ข้าถูกนำไปให้ป้าซึ่งเป็นญาติฝั่งแม่เลี้ยง ครอบครัวของป้าไม่ใช่ครอบครัวที่ร่ำรวย ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีเงินส่งข้าไปเรียน ข้าทำได้เพียงเรียนรู้ในการจดจำตัวอักษรบางตัวจากลูกชายและลูกสาวของป้าเท่านั้น”

 

                เขาไม่บอกเหตุผลที่แท้จริงว่าเขาเป็นคนที่มาจากโลกศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดกับหลิงเซี่ยว แม้ว่าจะถูกตีจนตายก็ตาม

 

                หลิงเซี่ยวขมวดคิ้ว เขาไม่ค่อยเข้าใจอย่างแน่ชัดเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของโหยวเสี่ยวโม่มากนัก “มีเพียงเท่านี้รึ?”

 

                “แน่นอน หากท่านไม่เชื่อข้า ท่านสามารถไปถามผู้อื่นดูได้”

 

                โหยวเสี่ยวโม่ตอบอย่างรวดเร็ว เขาไม่กังวลว่าเขาจะถูกค้นพบ เนื่องจากเมื่อเขาไปถามเจียงเหล่ยเกี่ยวกับสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเขา เจียงเหล่ยเองก็บอกกับเขาเช่นนี้เหมือนกัน

 

                แม้ว่าหลิงเซี่ยวจะยังคงไม่เชื่อก็ตาม แต่เมื่อเห็นว่าโหยวเสี่ยวโม่พูดด้วยความมั่นใจ เขาจึงไม่ได้ถามอะไรอีกต่อไป เมื่อคิดได้ว่าทำไมเขาจึงมายังที่นี่ เขาจึงกล่าว “เกี่ยวกับเรื่องการประมูล ข้าได้ทำการจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว หากเจ้าไม่ยุ่ง ในวันพรุ่งนี้ เราสามารถออกเดินทางได้เลย”

 

                “จริงรึ? ข้าไม่มีอะไรต้องทำในวันพรุ่งนี้ ข้าสามารถไปได้ทุกเมื่อ”

 

                เมื่อเขาได้ยินว่าการประมูลได้ถูกจัดการแล้ว เขาจึงรีบจับแขนหลิงเซี่ยวด้วยความตื่นเต้น

 

                หลิงเซี่ยวมองไปยังแขนที่ถูกจับโดยโหยวเสี่ยวโม่และเผยให้เห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “นี่มันก็มืดมากแล้ว ในเมื่อข้าจะต้องมาที่นี่ในวันพรุ่งนี้อยู่แล้ว ข้าคิดว่าน่าจะ……หลับที่นี่เสียเลยในคืนนี้”

 

                น้ำเสียงของเขาราวกับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ ไม่จำเป็นต้องพูดคุยกันอีก…….

 

                โหยวเสี่ยวโม่รีบชักมือกลับทันทีและพูดตะกุกตะกัก “ศิษย์พี่ใหญ่หลิง ข้าว่ามันไม่น่าจะเหมาะสมนะ ข้ามีเพียงเตียงเดียว และมันก็เล็กมาก สามารถนอนได้เพียงคนเดียวเท่านั้น…..”

 

                หลิงเซี่ยวยิ้มหวาน “ไม่เป็นไร เราเพียงแค่ต้องบีบอัดกันเล็กน้อย”

 

                ใบหน้าของโหยวเสี่ยวโม่กลายเป็นหงิงงอทันที บีบอัดนิดหน่อยงั้นรึ? เขาเกรงว่าแม้แต่เครื่องในของเขาก็จะถูกบีบอัดออกมาน่ะสิ เขาสงสัยอยู่แล้วว่าหลิงเซี่ยวจะต้องใช้โอกาสนี้ในการเคลื่อนไหวอะไรบางอย่างแน่ๆ

 

                สถานการณ์จริงพิสูจน์แล้วว่า หลิงเซี่ยวไม่ได้บีบอัดเล็กน้อยตามที่เขาพูดจริงๆ เตียงของโหยวเสี่ยวโม่นั้นเล็กมาก สำหรับสองคนที่นอนลงบนมัน พวกเขาจะต้องตัวติดกันมาก โหยวเสี่ยวโม่อืดอาดยืดยาดอยู่ประมาณครึ่งวันก่อนที่เขาจะถูกหลิงเซี่ยวดึงลงมาที่เตียง ทุกส่วนของพวกเขาพันติดด้วยกัน ไม่มีแม้แต่รอยแยกระหว่างพวกเขา

 

                ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น โหยวเสี่ยวโม่พบว่าเขากลายเป็นหมึกแปดขานอนอยู่บนร่างกายหลิงเซี่ยวอีกครั้ง

 

                เนื่องจากเรื่องเกี่ยวกับการประมูลนั้นไม่สามารถเปิดเผยแก่คนอื่นได้ หลิงเซี่ยวจึงจัดการไว้สำหรับพวกเขาทั้งสองเท่านั้นในการลงไปยังเมืองด้านล่าง โจวเปิ่งผู่ซึ่งต้องการจะไปกับพวกเขาถูกหลิงเซี่ยวส่งไปทำภารกิจลับอื่น

 

                ก่อนจะเดินทาง โหยวเสี่ยวโม่บอกฟางเฉินเล่อเกี่ยวกับการเดินทางลงไปด้านล่างภูเขา เนื่องจากเขาเป็นศิษย์หลักของพรรคแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่จำเป็นจะต้องขอคำอนุญาติเช่นเดียวกับเมื่อก่อน และจะไม่มีการจดบันทึกเช่นกัน

 

                ฟางเฉนเล่อรู้ว่าโหยวเสี่ยวโม่ลงไปด้านล่างกับหลิงเซี่ยวดังนั้นเขาจึงไม่ได้กังวลอะไร เขาเพียงแค่บอกให้โหยวเสี่ยวโม่ดูแลตัวเองเท่านั้น

 

                ครึ่งก้านธูปต่อมา โหยวเสี่ยวโม่และหลิงเซี่ยวจึงออกจากพรรคเถียนซินด้วยกัน

 

                พรรคเถียนซินส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนตอนใต้อันเฟื่องฟูของทวีปหลงเซี่ยว เมืองฮันจีเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสามของทางภาคใต้ มันตั้งอยู่บนเส้นทางภูเขาของภูเขาอู๋เฟิง ทุกวัน จะมีผู้คนมากกว่าหมื่นคนเข้าออกยังป้อมปราการแห่งนี้ นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมเมืองฮันจีจึงพัฒนาอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาอันสั้นแค่สิบปีเท่านั้น แต่กลับกลายเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสามของภาคใต้ได้

 

                จุดมุ่งหมายของพวกเขาในครั้งนี้คือเมืองฮันจี

 

                แม้ว่าทางด้านพื้นที่ของเมืองฮันจีจะไม่ใช่เมืองที่ใหญ่ที่สุดหรือใหญ่รองลงมาก็ตาม แต่ทางด้านความเจริญรุ่งเรืองนั้น เมืองฮันจีนั้นถือว่ามีมากกว่าเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งเสียอีก ดังนั้นสิ่งที่หายากต่างๆจึงสามารถค้นพบได้ที่นี่ เช่น โอสถระดับสูง และสมุนไพรระดับสูง เป็นต้น

 

                มองไปยังทุ่งสีเขียวสุดลูกหูลูกตา รถม้าสีดำบินไปด้านหน้าราวกับพายุหมุน รถม้านั้นถูกลากโดยม้าทรงพลังสีน้ำตาลแดงตัวสูงใหญ่ซึ่งแข็งแรงและทนทานกว่าม้าธรรมดาทั่วไป ดวงตาสีแดงเพลิงนั้นดื้อดึงและเกเร มันยกหัวตัวเองสูงขึ้นและร้อง ฮี้ ครั้งแล้วครั้งเล่า เพียงแค่มองดู ผู้คนจะสามารถบอกได้ว่าม้าตัวนี้นั้นอยู่ในสภาวะตื่นตัวอย่างมาก…..

 

                โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกว่าเขากำลังจะอ้วกออกมา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาขึ้นรถม้า และยังเป็นครั้งแรกที่เขาขึ้นรถม้าที่วิ่งไวเช่นนี้

 

                แม้ว่าภายในรถม้าจะอัดแน่นไปด้วยผ้าห่มขนสัตว์ผืนหนากั้นอยู่ก็ตาม แต่รถม้าก็ยังคงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง หัวสมองที่ไม่ค่อยจะฉลาดสักเท่าไหร่ของเขาในตอนนี้กำลังถูกปั่นราวกับข้าวต้มบด กระเพาะของเขาปั่นป่วนไปมาอย่างไม่รู้จบ และเกือบจะทำให้เขาอ้วกเอาอาหารเย็นเมื่อวานออกมา

 

                คนที่กอดเขาอย่างหลิงเซี่ยวกลับไม่ได้รับผลกระทบกระเทือนใดๆจากความเร็วของรถม้าเลย ดวงตาของหลิงเซี่ยวกำลังหัวเราะในขณะที่เขากอดโหยวเสี่ยวโม่ที่กระสับกระส่ายอยู่ และลูบหลังให้คนในอ้อมกอด “พวกเรากำลังจะถึงแล้ว อดทนอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้นแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น”

 

                คำพูดพวกนี้ โหยวเสี่ยวโม่ได้ยินมาหลายครั้งแล้ว

 

                “หลังจากนี้….. ข้าจะไม่นั่งรถม้าอีกเป็นอันขาด….”

 

                โหยวเสี่ยวโม่พูดอย่างไม่มั่นคง นี่มันทรมานเกินไปแล้ว เขารู้สึกว่าเขาเกือบจะเสียชีวิตไปครึ่งหนึ่ง

 

                เนื่องจากการลงภูเขาไม่มีเวลาจำกัดอีกต่อไป พวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ดังนั้นหลิงเซี่ยวจึงเสนอให้พวกเขาใช้รถม้าแทน เมื่อคิดว่าเขายังไม่เคยนั่งรถม้า โหยวเสี่ยวโม่จึงคิดว่าเขาควรจะทดลองดูสักครั้ง ดังนั้นเขาจึงเห็นด้วยกับข้อเสนอ เขาไม่ได้คาดว่าเขาจะต้องมาเสียใจหลังจากผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมงแบบนี้ แล้วหลิงเซี่ยวไปหารถม้าแบบนี้มาจากไหน? ม้าที่ลากรถม้าอยู่นั้นดูจะตื่นตัวง่ายมากจนทำให้โหยวเสี่ยวโม่อยู่ในสภาพย่อยยับเช่นนี้

 

                “เมื่อเจ้าเคยชินกับมันแล้ว เจ้าจะไม่เป็นไร”

 

                หลิงเซี่ยวปลอบใจเขา

 

                ม้าเพลิงพิโรธดูเหมือนจะตื่นตัวง่ายมาก แต่พวกมันก็มีความแข็งแกร่งที่ดีเลย และพวกมันก็ยังไวมากอีกด้วย เมื่อคุ้นเคยกับความไวของมันแล้ว จะพบว่าเรื่องนี้จะเป็นสิ่งที่น่าสนุกอย่างยิ่ง!

 

                “ข้าขอไม่เคยชินกับมันตลอดไป……อุ….”

 

                เมื่อตัดผ่านทุ่งหญ้าสีเขียว เมืองขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนป้อมปราการก็ปรากฎขึ้นมาให้เห็น

 

                กำแพงเมืองสูงใหญ่ทะลุไปถึงก้อนเมฆนั้นดูยิ่งใหญ่ กำแพงสีแดงของเมืองทอดยาวไปไม่รู้จบนั้นให้ความรู้สึกเก่าแก่ แน่นอนว่าพวกมันจะต้องมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน เมื่อแสงอาทิตย์สาดส่องลงมาจากด้านบน กำแพงสีแดงนี้ดูกับจะเปล่งประกาย และสะท้อนแสงอาทิตย์ เมื่อมองดูใกล้ๆ กำแพงสีแดงนี้ทำมาจากสิ่งที่เรียกว่าเหล็กวิญญาณสีแดง

 

                เหล็กวิญญาณสีแดงนี้คือบางสิ่งที่มีคุณสมบัติที่ดีเยี่ยมในด้านการป้องกัน แต่ราคาก็ย่อมสูงมากเช่นกัน กำแพงเมืองฮันจีนั้นทำมาจากเหล็กวิญญาณสีแดงทั้งหมด ดังนั้นจึงเห็นได้ชัดเจนว่าเมืองนี้มีทรัพยากรมากมายแค่ไหน

 

                ครึ่งชั่วโมงต่อมา รถม้าจึงเดินทางมาถึงเขตด้านนอกของเมืองฮันจี ม้าเพลิงพิโรธที่ไม่ได้ถูกใครควบคุมจึงหยุดลงด้วยตัวของมันเอง

******

สอบเสร็จแล้วค่ะ จะกลับมาลงตามปกติทุกวันค่ะ 😀

Facebook Comment