+100%-

บท 100 สูตรโอสถ

บท 100 สูตรโอสถ

สามวันหลังจากนั้น คงเวินจึงส่งบางคนมาตามเขาอย่างที่คาดการณ์ไว้

 

เนื่องจากความสามารถอันโดดเด่นของเขาในตอนที่อยู่ในหอประชุมผู้หลอมโอสถ ผู้อาวุโสภายในสำนักผู้หลอมโอสถทั้งหมดต่างเห็นด้วยกับการที่เขาจะฝึกเคล็ดแปรธาตุเล่มนั้น เมื่อเขาฝึกเคล็ดแปรธาตุแล้ว เขาจะกลายเป็นศิษย์หลักของพรรคเถียนซินทันที

 

การกล่าวคำสาบานต้องกระทำต่อหน้าคงเวินและผู้อาวุโสบางคน

 

ด้วยการปกป้องจากเมล็ดพันธุ์ โหยวเสี่ยวโม่จึงกล่าวคำสาบานอย่างตรงไปตรงมา เขาสาบานต่อหน้าผู้อาวุโสว่าเขาจะภักดีต่อพรรคเถียนซินตลอดไป และจะไม่เปิดเผยเนื้อหาภายในเคล็ดแปรธาตุ เมื่อเปรียบเทียบกับคัมภีร์วิญญาณสวรรค์ซึ่งมีมากกว่าสิบหน้า คัมภีร์นี้เป็นเพียงเคล็ดแปรธาตุระดับต่ำ มันมีไม่เกินหกหน้าเท่านั้น

 

โหยวเสี่ยวโม่อ่านมันหนึ่งครั้งและจดจำมันเอาไว้ในความทรงจำของเขา ด้วยระดับที่เพิ่มมากขึ้นของเขา ทำให้เขาสามารถจดจำทุกสิ่งได้อย่างแม่นยำหลังจากที่อ่านผ่านๆเพียงหนึ่งครั้ง การจดจำเช่นนี้ราวกับที่เรียกกันว่าการจดจำด้วยภาพถ่าย เพราะเช่นนี้เองทำให้เขาสามารถอ่านคัมภีร์ภายในชั้นหนึ่งของหอคัมภีร์เกือบหมดภายในเวลาสั้นๆแค่ครึ่งปีเท่านั้น

 

“อาจารย์ ข้าตัดสินใจได้แล้วว่าข้าต้องการอะไร”

 

หลังจากหลุดจากเรื่องเคล็ดแปรธาตุแล้ว โหยวเสี่ยวโม่จึงนึกได้ว่าเขายังไม่ได้ขอร้องสิ่งใดเลย ดังนั้นเขาจึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมาก่อนที่จะจากไป

 

คงเวินไม่ประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย เขาตอบอย่างสงบนิ่ง “ตราบใดที่มันยังอยู่ภายใต้ความสามารถของอาจารย์ เจ้าสามารถร้องขออะไรก็ได้ตามที่เจ้าต้องการ”

 

คำพูดนี้หมายความว่า หากคำขอของเขาไม่ได้อยู่ภายใต้ความสามารถของอาจารย์ คำขอนั้นจะเป็นโมฆะ หรือ เขาจะต้องหาคำขอใหม่

 

โหยวเสี่ยวโม่คาดการณ์ดูแล้ว โชคดีที่คำขอของเขาไม่ได้ยากมากนัก “ อาจารย์ ข้า….. ข้าต้องการขึ้นไปยังชั้นสามของหอคัมภีร์ฝั่งตะวันออก”

 

คงเวินขมวดคิ้วทันที “เจ้าจะไปทำอะไรที่ชั้นสามของหอคัมภีร์?”

 

ชั้นสามของหอคัมภีร์ฝั่งตะวันออกนั้นถือว่าเป็นเขตหวงห้าม คัมภีร์ที่อยู่ภายในชั้นนั้นถือว่ามีมูลค่ามาก ศิษย์ไม่สามารถเข้าไปภายในได้หากปราศจากการอนุญาตของผู้มีอำนาจขั้นสูง แม้ว่าเขาจะเป็นศิษย์หลักของพรรคเถียนซินแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังคงไม่ได้รับการอนุญาตให้เข้าไปภายในนั้นได้ ด้วยสถานะของเขาในตอนนี้ เขาสามารถเข้าได้เพียงชั้นหนึ่งและชั้นสองเท่านั้น

 

“ศิษย์ได้ยินมาว่าที่ชั้นสามของหอคัมภีร์นั้นมีสูตรโอสถระดับสี่อยู่ ดังนั้นศิษย์จึงต้องการไปสำรวจดู”

 

โหยวเสี่ยวโม่แอบมองไปยังคงเวิน

 

คงเวินนั้นเป็นเจ้าตำหนักพสุธา และยังเป็นนักหลอมโอสถระดับสูง เขาไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุญาตจากผู้อาวุโสในการเข้าไปยังชั้นสามของหอคัมภีร์ อีกทั้งเขายังมีสิทธิ์ที่จะอนุญาตให้ศิษย์ของเขาเข้าไปยังชั้นสามได้อีกด้วย โหยวเสี่ยวโม่รู้เรื่องนี้มาจากศิษย์พี่ใหญ่ในระหว่างการพูดคุยกัน

 

คงเวินไม่คาดคิดว่าเขาจะขอร้องเช่นนี้ หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาจึงกล่าวออกมา “ตอนนี้เจ้ายังเป็นเพียงแค่นักหลอมโอสถระดับสอง สิ่งที่อยู่ภายในชั้นสามนั้นไม่ใช่สิ่งที่คนระดับเจ้าจะสามารถสัมผัสได้ในตอนนี้ แม้ว่าข้าจะให้เจ้าไปสำรวจดูก็ตาม แต่มันคงไม่มีประโยชน์สำหรับเจ้าเท่าไหร่นัก”

 

“ศิษย์เข้าใจ แต่ศิษย์ก็ยังคงต้องการเข้าไปสำรวจดู…..”

 

โหยวเสี่ยวโม่ก้มหน้าลงและพูดอย่างแผ่วเบา

 

นี่เป็นสิ่งที่เขาเพิ่งค้นพบทีหลัง การมีสมุนไพรวิเศษและพลังวิญญาณไม่ได้หมายความว่านักหลอมโอสถจะสามารถหลอมโอสถนั้นๆได้

 

เนื่องจากสมุนไพรวิเศษบางชนิดเท่านั้นที่จะใช้สำหรับโอสถระดับต่ำซึ่งต้องการเพียงแค่ 5 ขั้นตอนในการหลอมโอสถเท่านั้น ดังนั้นสูตรเฉพาะจึงไม่จำเป็น แต่โอสถตั้งแต่ระดับสี่ขึ้นไปนั้นไม่ได้เป็นเช่นนี้

 

ยกตัวอย่างเช่น โอสถระดับสี่หนึ่งเม็ด ต้องการสมุนไพรแปดชนิด เนื่องจากว่าสมุนไพรแต่ละชนิดจะมีผลที่แตกต่างกันไป ดังนั้นหากเกิดความผิดพลาดในขั้นตอนการรวมสมุนไพรเหล่านี้เข้าด้วยกัน อาจทำให้คุณค่าของตัวโอสถนั้นหายไป และจะทำให้โอสถเม็ดนั้นไร้ค่าทันที ดังนั้นสูตรโอสถเหล่านี้จึงจำเป็นในขั้นตอนการผสมสมุนไพร

 

โหยวเสี่ยวโม่สำรวจหาทั่วทั้งชั้นสองแล้ว แต่เขาก็ยังไม่พบสูตรหลอมโอสถสำหรับระดับสี่ถึงระดับหกเลย ดังนั้นเขาจึงคาดว่าสูตรโอสถสำหรับโอสถระดับสี่นั้นไม่ใช่สิ่งที่จะเปิดเผยออกมาโดยง่าย นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาถึงต้องการเข้าไปสำรวจดูในชั้นที่สาม

 

แต่เขายังคงไม่มีคุณสมบัติในการเข้าไปยังชั้นที่สามในตอนนี้ ดังนั้นเขาจึงได้ขอร้องต่อคงเวิน

 

หากเขาขอร้องก่อนที่เขาจะทำการสาบาน คงเวินคงไม่มีทางตกลงเนื่องจากสูตรของโอสถระดับสี่หรือมากกว่านั้นจะถูกส่งต่อให้แก่ศิษย์หลักของพรรคเท่านั้น ในตอนนี้เขาเพียงแค่สงสัยเล็กน้อยเท่านั้น

 

“เนื่องจากเจ้าตัดสินใจที่จะไปยังชั้นสาม อาจารย์ก็จะไม่ห้ามเจ้า แต่เจ้าสามารถอยู่ที่นั่นได้เพียงสองชั่วโมงเท่านั้น เจ้าจะต้องออกมาหลังจากครบกำหนดเวลาโดยไม่อิดออด เข้าใจรึไม่?”

 

คงเวินกล่าว

 

“ศิษย์เข้าใจแล้ว”

 

โหยวเสี่ยวโม่ให้คำสัญญาอย่างยินดี

 

คงเวินหยิบแผ่นป้ายสีแดงขึ้นมาและส่งมาให้เขา ชื่อของเขาถูกเขียนอยู่บนแผ่นป้ายนั้น เมื่อใช้แผ่นป้ายนี้ เขาสามารถเข้าไปยังชั้นสามของหอคัมภีร์ได้ แต่เขาสามารถเข้าไปได้เพียงชั้นสามของหอคัมภีร์ฝั่งตะวันออกเท่านั้น ส่วนฝั่งตะวันตกไม่สามารถเข้าไปได้ด้วยแผ่นป้ายนี้

 

“นี่เป็นแผ่นป้ายที่สามารถใช้ครั้งเดียวซึ่งอาจารย์สร้างขึ้นเอง มันสามารถใช้เพื่อเข้าไปในหอคัมภีร์ได้ครั้งเดียวเท่านั้น เมื่อมันถูกใช้แล้ว มันจะทำลายตัวเองโดยอัตโนมัติ”

 

เนื่องจากศิษย์เอกและศิษย์รองเขาของนั้นเป็นนักหลอมโอสถระดับสี่แล้ว พวกเขามักจะต้องไปที่หอคัมภีร์บ่อยๆ ดังนั้น คงเวินจึงเตรียมแผ่นป้ายเช่นนี้ไว้อยู่ก่อนแล้ว แผ่นป้ายนี้มีพลังวิญญาณของเขาบรรจุอยู่ เมื่อมันถูกทำลาย เขาจะสามารถสัมผัสถึงมัน

 

หลังจากได้รับแผ่นป้ายมา โหยวเสี่ยวโม่จึงวิ่งอย่างไม่หยุดยั้งไปยังหอคัมภีร์

 

หลังจากการประเมิน เขาก็ไม่ค่อยยุ่งเท่าไหร่นัก เขาไม่ค่อยมีอะไรให้ทำเท่าไหร่นัก ดังนั้นเขาจึงตรงไปยังหอคัมภีร์ทันที

 

ผู้คุ้มกันหอคัมภีร์ขว้างแผ่นป้ายชั้นสองให้เขาตามปกติ โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้ปฏิเสธเนื่องจากเขาสามารถเข้าไปยังชั้นสามได้เพียงสองชั่วโมงเท่านั้น ดังนั้นเขาสามารถใช้เวลาที่เหลือทั้งหมดอยู่ในชั้นสองต่อได้

 

ชั้นสามของหอสมุดฝั่งตะวันออกไม่ได้มีคัมภีร์มากเหมือนกับชั้นหนึ่งและชั้นสอง แต่หากดึงสักเล่มออกมา อาจจะทำให้ผู้คนมากมายต่อสู้เพื่อแย่งชิงคัมภีร์เล่มนั้น

 

โหยวเสี่ยวโม่มองผ่านๆ ที่นี่ไม่ได้มีเพียงแค่คัมภีร์สูตรโอสถที่อยู่บนชั้นเท่านั้น ยังคงมีวิทยานิพนธ์ของนักหลอมโอสถระดับสูงตั้งแต่หลายพันปีก่อนหน้านี้อยู่ด้วย เพียงแค่วิทยานิพนธ์พวกนี้ก็เพียงพอจะเติมเต็มชั้นหนังสือถึงสามชั้นด้วยกัน  หากไม่เป็นเพราะว่าเขามีเวลาจำกัดล่ะก็ เขาคงจะฝังตัวเองอยู่ที่นี่ประมาณหนึ่งถึงสองเดือน และอ่านคัมภีร์พวกนี้ทุกเล่ม

 

สองชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกไม่อยากปิดคัมภีร์ในมือลงเลย

 

สำหรับสูตรโอสถระดับสี่ถึงระดับหก เขาใช้พลังวิญญาณสลักมันลงไปภายในวิญญาณของเขา เนื่องจากการจำแบบธรรมดาไม่สามารถใช้ได้

 

ผู้ที่เขียนสูตรพวกนี้ขึ้นคงจะมีพลังสูงมาก ในแต่ละคำราวกับว่ามีมนต์บางอย่างซ่อนเอาไว้ หลังจากจ้องตัวหนังสือพวกนี้สักพัก จิตใจจะรู้สึกมึนงง และความทรงจำก่อนหน้านี้จะถูกลบออกไปในทันที ช่างเป็นมนต์ที่ชั่วร้ายมาก โชคดีที่ศิษย์พี่ใหญ่บอกเขาก่อนหน้านี้ ดังนั้นการมาเยือนในครั้งนี้ของเขาจึงไม่สูญเปล่า

 

เขาสามารถสลักสูตรโอสถทั้งหมดเอาไว้ในความทรงจำได้ด้วยเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่ง เขาใช้เวลาอีกครึ่งชั่วโมงที่เหลือในการอ่านวิทยานิพนธ์ของนักหลอมโอสถระดับสูงบางคน เขาต้องการค้นหาวิทยานิพนธ์ของท่านลุงเยว่ในเรื่องเกี่ยวกับการบ่มเพาะสมุนไพรวิเศษด้วย แต่โชคร้ายที่เขาหาไม่เจอแม้ว่าจะค้นหาทั่วทั้งชั้นหนังสือแล้วก็ตาม

 

หลังจากออกจากหอคัมภีร์ แผ่นป้ายกลายเป็นผงเถ้าถ่านด้วยตัวของมันเองตามที่คงเวินได้พูดเอาไว้

 

โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้กลับไปหาคงเวิน เขาวิ่งกลับไปยังห้องของตัวเอง และหยิบพู่กัน กระดาษ และแท่นหมึกออกมา

 

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาใช้พลังวิญญาณในการจดจำบางสิ่ง ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ว่าผลของมันจะคงอยู่นานแค่ไหน เขากลัวว่าจู่ๆ เขาจะลืมมันไปทั้งหมดภายในวันเดียว ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจที่จะเขียนสูตรโอสถทั้งหมดออกมา

 

สูตรของโอสถทั้งสามระดับนั้นมีด้วยกันหลายสิบสูตร โหยวเสี่ยวโม่กำลังจะเริ่มเขียนก่อนที่เขาจะรู้สึกตัวถึงเรื่องบางอย่าง….

 

บ้าจริง! เขาเขียนโดยใช้พู่กันไม่ได้……

 

หลังจากกระตุกปากหลายรอบ โหยวเสี่ยวโม่จึงสามารถเขียนตัวอักษรสามตัวซึ่งโค้งงอและเอนไปมา ศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดนั้นเป็นช่วงเวลาแห่งปากกาลูกลื่น ส่วนพู่กันนั้นถูกโละทิ้งไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ในช่วงศตวรรษนั้นแม้คนที่สามารถเขียนด้วยพู่กันได้ยังมีไม่ถึงหนึ่งในสิบคนเลยด้วยซ้ำ

 

หลังจากทรมานอยู่ครึ่งวัน โหยวเสี่ยวโม่จึงรู้สึกได้ว่าเขาควรจะเริ่มฝึกฝนการใช้พู่กันเสียแล้ว แต่เขาจะหาเวลาว่างจากที่ไหนมาฝึกกัน? หลังจากคิดหนักมาเกือบครึ่งวัน เขายังคงตัดสินใจจะเขียนสูตรโอสถลงไปก่อนอยู่ดี แม้ว่าตัวอักษรของเขาจะราวกับไส้เดือนที่คลานไปมาที่นั่นที่นี่ แต่ตราบใดที่เขายังคงอ่านออกอยู่ มันก็เพียงพอแล้ว

 

ดวงอาทิตย์ที่กำลังขึ้นสูง หลังจากที่ผ่านการทดสอบมากว่าพันครั้ง และผ่านความยากลำบากอีกกว่าหมื่นครั้ง ในที่สุด ดวงอาทิตย์จึงค่อยๆตกไปทางเส้นขอบฟ้าฝั่งตะวันตก

 

ประตูที่ปิดสนิทกลับถูกเปิดออกจากด้านนอก เงาสีดำซึ่งเกิดจากแสงอาทิตย์อัสดงสีแดงฉาน ทำให้เงานั้นดูเรียวยาว เงานั้นทอดจากประตูเข้าไปในห้อง และตกกระทบลงบนเก้าอี้….

 

หลิงเซี่ยวเดินเข้ามาอย่างแผ่วเบาและเงียบเชียบ เขามองไปรอบๆ และเห็นโหยวเสี่ยวโม่กำลังนอนหลับอยู่บนโต๊ะ

 

โหยวเสี่ยวโม่ใช้แขนข้างหนึ่งแทนหมอน น้ำลายหยดจากมุมปากลงไปยังกระดาษขาวที่เขียนเสร็จแค่ครึ่งเดียว หยดแล้วหยดเล่า จนตรงนั้นกลายเป็นแอ่งน้ำลายขนาดย่อม

 

หลิงเซี่ยวเดินมาและก้มลงไปเก็บกระดาษที่ตกลงบนพื้นขึ้นมา เขากลับหน้ากระดาษไปมา และเห็นตัวอักษรประมาณสิบตัวโค้งงอและสั่นคลอดนไปมา ตามหลักทั่วไปแล้ว ผู้คนจะสามารถเขียนตัวอักษรหลายร้อยตัวลงไปบนแผ่นกระดาษนี้ได้ แต่โหยวเสี่ยวโม่กลับสามารถเขียนลงไปได้เพียงแค่สิบตัวหรือมากกว่านั้นนิดหน่อย อีกทั้ง ตัวอักษรพวกนั้นเลวร้ายเสียจนไม่อยากมอง

 

หลิงเซี่ยวยกมุมปากขึ้น และอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา

 

ตัวอักษรพวกนี้ เพียงแค่มองก็สามารถบอกได้ทันทีว่าคนผู้นั้นเพิ่งเริ่มหัดเขียน เนื่องจากการควบคุมน้ำหนักที่ย่ำแย่มาก เส้นบางเส้นจึงหนาราวกับแขนเด็ก ส่วนเส้นอื่นๆก็ดูพอถูไถไปได้ ทั้งใหญ่และเล็ก ทุกตัวอักษรไม่เท่ากัน ทำให้ตัวอักษรเหล่านั้นดูน่าตลกเป็นอย่างมาก

 

หลิงเซี่ยวเก็บกระดาษที่ตกอยู่บนพื้นทั้งหมดขึ้นมา เขามองดูอย่างละเอียดอีกครั้ง และพบว่าพวกมันทั้งหมดคือสูตรโอสถระดับสี่ เขาอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว ทำไมโหยวเสี่ยวโม่ถึงเขียนสูตรพวกนี้โดยไม่มีเหตุผลกันนะ?

 

“โอ….”

 

โหยวเสี่ยวโม่ขยับปากขณะที่ยังอยู่ในโลกแห่งความฝัน เขาหันหน้ากลับไปอีกทางอย่างไม่มีสติ และหลับต่อไป

 

ใบหน้าอีกด้านของเขากลายเป็นสีแดงเป็นจุดๆ เนื่องจากเขาหลับมาเป็นเวลามากกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว

 

หลิงเซี่ยวยืดนิ้วออกไปและดึงเข้าที่จมูกของโหยวเสี่ยวโม่ รอยยิ้มบางๆปรากฎบนใบหน้าของเขา “เอาเปรียบเจ้าแล้ว”

 

**************

เดินทางมาถึงตอนที่ 100 แล้วค่ะ ฮรือววว วันนี้ลางานหยุดอยู่กับบ้าน เลยเข็ญตอนนี้ออกมาก่อน

ปล.เจอคำผิดสะกิดได้นะคะ หลังจากที่สอบเสร็จแล้วจะทยอยแก้ไขค่ะ

Facebook Comment