+100%-

บทที่ 40 4 วัน

===============

โหยวเสี่ยวโม่ไม่รู้จักคนผู้นั้น เขาจึงแค่พยักหน้าตอบกลับไป

คนผู้นั้นไม่รีรอ เขาเข้าเรื่องทันที “ศิษย์พี่ใหญ่หลินเซี่ยวให้ข้านำสารมาบอกแก่เจ้า ในช่วงนี้เขาต้องออกไปทำภารกิจ และเขาจะกลับมาหาเจ้าหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ ดังนั้นอย่าได้กังวล”

โหยวเสี่ยวโม่หน้าแดง เขาเข้าใจความหมายของช่วงแรกดี แต่ช่วงหลังนี่มันหมายความว่าอะไร? ทำไมเขาต้องเป็นกังวลล่ะ? และเมื่อไหร่กันที่เขาเป็นกังวลเกี่ยวกับเพื่อนคนนี้? ช่างสร้างปัญหาให้เขาเสียจริง

คนผู้นั้นไม่เปิดโอกาสให้เขาได้พูด ก็รีบพูดต่อทันที

“แล้วก็ เขาอยากให้เจ้าเตรียมของในส่วนของ5วันเอาไว้ด้วย เมื่อถึงเวลาเขาจะมาเก็บมันไปทั้งหมด เจ้าจะต้องไม่เกียจคร้าน”

นี่แหล่ะคือประเด็นสำคัญ! โหยวเสี่ยวโม่ได้แต่กรอกตาไปมา เขาไม่จำเป็นต้องเตือนด้วยซ้ำ เพราะยังไงโหยวเสี่ยวโมก็ไม่มีทางเกียจคร้านอยู่แล้ว นอกเหนือจากนั้น เขายังเป็นศิษย์ของท่านเจ้าตำหนักคงเหวินแล้ว หากเขาทำให้อาจารย์ของเขาอับอายก็คงจะไม่ดีเป็นแน่

“ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณท่านมากที่มาถึงที่นี่” แม้ว่าในใจจะสาปแช่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่โหยวเสี่ยวโม่ก็ยังคงกล่าวขอบคุณอย่างสุภาพ

คนผู้นั้นมองดูเขาครั้งหนึ่ง ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาราวน้ำแข็ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เจ้าไม่จำเป็นต้องขอบคุณข้า ศิษย์พี่ใหญ่ขอให้ข้ามา ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อเจ้า อีกอย่าง แม้ว่าข้าจะไม่รู้ว่าเจ้าตกลงทำสัญญาอะไรกันไว้กับศิษย์พี่ใหญ่ก็ตาม แต่ข้าหวังว่าเจ้าจะอยู่ให้ห่างจากเขาไว้ อยู่กับเขาไม่ได้มีประโยชน์อันใดต่อเจ้าหรอก”

นี่มันคู่แท้ของข้า! โหยวเสี่ยวโม่อยากจะเข้าไปจับมือเขาเขย่าเสียจริง เจ้าหลิงเซี่ยวบ้านั่น การเข้าไปเกี่ยวข้องกับเขาไม่ได้มีประโยชน์อันใดเลย แถมยังถูกสั่งนู่นนี่อีก ไม่มีอิสระภาพของตนเองเลย

เขารู้สึกแย่ที่เขาไม่สามารถบอกชายหนุ่มผู้นี้ได้ว่าหลิงเซี่ยวคนนี้ไม่ใช่ศิษย์พี่ใหญ่คนที่เขาเคยรู้จักอีกต่อไป หลิงเซี่ยวคนนี้เป็นเพียงแค่ของเลียนแบบ คนที่จะไม่ได้ประโยชน์จากหลิงเซี่ยวนั้นก็รวมไปถึงชายหนุ่มผู้นี้ด้วย แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนเตือนเขาอย่างอบอุ่นว่าอย่าเข้าใกล้หลิงเซี่ยว และมันก็เป็นครั้งแรกที่มีคนมองเขาโดยปราศจากการตีค่า โหยวเสี่ยวโมสามารถบอกได้ทันทีว่าคนผู้นี้แค่ต้องการจะเตือนเขาเท่านั้น ไม่ใช่การดูถูกเหมือนกับศิษย์คนอื่นๆ

พอคิดได้แบบนี้ โหยวเสี่ยวโม่จึงกล่าวอย่างจริงจังพร้อมรอยยิ้มว่า “ขอบคุณสำหรับคำแนะนำที่จริงใจของท่านมาก!”

คนผู้นั้นไม่ได้คาดหวังว่าโหยวเสี่ยวโม่จะขอบคุณเขาด้วยความจริงใจขนาดนี้ ดังนั้นเขาจึงรู้สึกตกตะลึงไปชั่วขณะ โดยปกติแล้วคนทั่วไปควรที่จะโกรธหลังจากได้ยินคำเตือนนี้สิ? แต่เขาก็ไม่ได้ถามออกมา เขาเพียงแค่มองโหยวเสี่ยวโม่ก่อนเดินจากไปเท่านั้น คนผู้นี้ดูเหมือนจะแตกต่างจากคนอื่นๆก่อนหน้าที่เข้าหาศิษย์พี่ใหญ่!

หลังจากปิดประตู โหยวเสี่ยวโม่ก็กระโดดด้วยความตื่นเต้น แค่คิดว่าเขาจะไม่ได้เจอหลิงเซี่ยวไปช่วงหนึ่ง เขาก็รู้สึกมีความสุขแล้ว อีกทั้ง ตอนนี้เขาก็กระตือรือร้นอย่างมาก เนื่องมาจากการฟังบรรยายของท่านเจ้าตำหนักคงเหวินเต็มๆถึง 2 ชั่วโมง เขายังคงมีพลังงานเต็มเปี่ยม เขานำหม้อหลอมยาออกมา และเริ่มหลอมเม็ดยาจากสมุนไพรวิเศษที่เหลือจากเมื่อวานด้วยความมุ่งมั่น

เพราะว่าเขาไม่มั่นใจว่าหลิงเซี่ยวจะไปนานแค่ไหน โหยวเสี่ยวโม่จึงตัดสินใจที่จะทำยาเก็บไว้ล่วงหน้า 2 วัน มันอาจจะช่วยเขาได้หากว่าเกิดจู่ๆหลิงเซี่ยวกลับมากะทันหัน

มันอาจจะเป็นเพราะว่าเขากำลังอารมณ์ดี หรืออาจจะเป็นเพราะมีแต่สิ่งดีๆเกิดขึ้นกับเขาติดๆกัน ความเร็วในการหลอมยาของโหยวเสี่ยวโม่จึงได้ก้าวหน้ามากกว่าเมื่อวาน ก่อนหน้านี้เขาสามารถหลอมยาระดับหนึ่งคุณภาพดีได้ 10 เม็ดใน 2 ชั่วโมง แต่ตอนนี้เขาสามารถหลอมได้ถึง 15 เม็ดเลยทีเดียว

อีกทั้ง โหยวเสี่ยวโม่ค้นพบว่าพลังวิญญาณของเขาแข็งแกร่งมากกว่าเมื่อวาน แม้ว่ามันจะไม่ได้ชัดเจนขนาดนั้น แต่ก็ยังคงสังเกตเห็นได้ นี่อาจจะเป็นความต่างของการมีเคล็ดวิชาแปรธาตุกับไม่มีเคล็ดวิชาก็เป็นได้

ก่อนหน้านี้แม้ว่าเขาจะหลอมยาโดยไม่หยุดพัก อย่างน้อย 100 เม็ดต่อวันก็ตาม แต่พลังวิญญาของเขาก็ยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง หรือหากเปลี่ยนแปลงก็แค่นิดหน่อยไม่สำคัญมาก แต่ในตอนนี้ เพียงแค่ฝึกเคล็ดวิชาแปรธาตุเพียงแค่วันเดียว พลังวิญญาณของเขากลับพัฒนาไปอย่างมาก เขาไม่แปลกใจเลยที่พรรคเถียนซินจะเก็บเคล็ดวิชาแปรธาตุนี้ไว้อย่างดี เพราะว่าผลที่ได้จากเคล็ดวิชาแปรธาตุมันมหาศาลมาก

แต่ที่โหยวเสี่ยวโม่ไม่รู้เลยก็คือ หาก“คัมภีร์วิญญาณสวรรค์”เล่มนี้เป็นเพียงเคล็ดวิชาแปรธาตุธรรมดาทั่วๆไป เขาคงไม่พัฒนาไปมากขนาดนี้ ยกตัวอย่างเช่น คัมภีร์ของพรรคเถียนซิน ถึงแม้ว่ามันจะถูกปกป้องอย่างแน่นหนา แต่มันก็เป็นเพียงแค่เคล็ดวิชาแปรธาตุระดับต่ำเท่านั้น ไม่ใช่ระดับเดียวกับ “คัมภีร์วิญญาณสวรรค์” หากโหยวเสี่ยวโม่สามารถเปรียบเทียบทั้งสองสิ่งนี้ได้ล่ะก็ เขาก็จะได้รู้ว่าจริงๆแล้วการพัฒนาระดับนี้มันน่าตกใจขนาดไหน

แต่สาเหตุสำคัญที่เขาก้าวหน้าได้รวดเร็วขนาดนี้ในเวลาเพียงแค่วันเดียวนั้น เป็นเพราะว่าแต่ละเคล็ดวิชาแปรธาตุในระดับเริ่มต้นนั้นมันไม่ได้ยากอะไรมากมาย แต่มันจะค่อยๆยากไปเรื่อยๆ ดังนั้นการพัฒนาการของโหยวเสี่ยวโม่ในเวลาต่อมาอาจจะไม่ได้รวดเร็วเท่านี้

เนื่องจากพลังวิญญาณของเขาเพิ่มขึ้น ความเร็วในการหลอมยาของเขาจึงเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้นโหยวเสี่ยวโม่จึงใช้สมุนไพรวิเศษที่เหลือหมดอย่างรวดเร็ว ทั้งหมดเป็นส่วนที่หลอมเตรียมให้หลิงเซี่ยว เขาจึงไปยังเรือนสมุนไพรและเบิกสมุกไพรวิเศษมาอีก1200ต้น

ในเวลานี้ ข่าวที่ว่าเขากลายเป็นศิษย์คนที่ 7ของท่านเจ้าตำหนักคงเหวินได้กระจายไปทั่วทั้งตำหนักพสุธา และทั่วทั้งสำนักหลอมยาแล้ว

เขาอาจจะคิดไปเองก็ได้ แต่โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกว่าท่านลุงจ้าวมองเขาด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตรขึ้น ราวกับว่าเขาได้กลายเป็นครอบครัวเดียวกันเพียงชั่วข้ามคืน อีกทั้งท่านลุงไม่ลังเลแม้แต่น้อยเมื่อเขาขอเบิกสมุนไพรวิเศษถึง 1200ต้น

เขาคิดถึงสาเหตุที่น่าจะเป็นไปได้ นั่นก็เป็นเพราะว่า จ้าวต้าโจว ลูกชายของท่านลุงจ้าวก็เป็นศิษย์ในอาจารย์คนเดียวกับเขา จึงคล้ายๆกับการลงเรือลำเดียวกันนั่นเอง ดังนั้นท่าทีที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยนี้ก็ไม่ได้แปลกประหลาดแต่อย่างใด แต่คนที่เปลี่ยนท่าทีนี้ไม่ได้เป็นเฉพาะท่านลุงจ้าวคนเดียวเท่านั้น พวกศิษย์ทั้งหลายที่เขาเจอตามทางเดินมาที่นี่เองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน คนเหล่านั้นยิ้มและทักทายเขาราวกับว่าท่าทีรังเกียจเมื่อวานเป็นแค่ภาพลวงตา

แน่นอนว่า ฐานะที่ได้รับมาเป็นเหมือนเรือที่ลอยขึ้นสูงอยู่บนคลื่น ผู้คนต่างพากันทำดีกับคุณ ช่างเป็นความจริงอันแสนโหดร้ายของมนุษย์เสียจริง! แต่โชคดีที่โหยวเสี่ยวโม่ไม่ใช่คนที่จะเหลิงไปกับสิ่งลวงตาเหล่านี้ ไม่เช่นนั้นเขาคงรู้สึกห่อเหี่ยว พวกเขาเหล่านั้นต่างก็เป็นศิษย์ในตำหนักเดียวกัน การที่พวกเขาไม่มุ่งมั่นที่จะหลอมยาให้ชนะตำหนักสวรรค์กับตำหนักทะยานฟ้าก็แย่พออยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังคงวางแผนแกล้งกันเองอีกด้วย

ในทางกลับไปหอพัก มีศิษย์บางคนต้องการที่จะเข้ามาคุยกับเขา แต่ว่าโหยวเสี่ยวโม่แกล้งทำเป็นมองไม่เห็นพวกเขาเหล่านั้น เขากอดสมุนไพรวิเศษและเร่งรีบกลับเข้าห้องของเขา โหยวเสี่ยวโมเริ่มต้นด้วยกระบวนหลอมยาด้วยการทำให้สมุนไพรแห้ง ในตอนนี้ ไม่มีใครเข้ามากวนเขา รวมทั้งฟางเฉินเล่อที่วางแผนว่าจะเข้ามาหาเขาด้วย แต่ศิษย์พี่ใหญ่รู้จากท่านลุงจ้าวว่าโหยวเสี่ยวโม่มาเบิกสมุนไพรไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเขาจึงยกเลิกความคิดที่จะไปหาโหยวเสี่ยวโม่ด้วยเสียงหัวเราะ ช่างเป็นศิษย์น้องที่ขยันเสียจริง ดูเหมือนว่าท่านเจ้าตำหนักจะเลือกคนไม่ผิดเลย

4วันต่อมา โหยวเสี่ยวโม่ก้าวออกจากห้องพร้อมรอยคล้ำใต้ตาทั้งสองข้าง แสงอาทิตย์ที่ไม่ได้เจอมานาน ฮู้ มันช่างจ้าเหลือเกิน พลังงานที่พุ่งพล่านในตัวเขาทำให้เขาไม่ได้ก้าวออกจากห้องไปไหนเลยตั้งแต่ 4 วันที่แล้ว

แต่มันก็คุ้มค่าเพราะเขาหลอมยาได้ปริมาณมหาศาล โดยเฉพาะยาที่ชื่อว่ายางดอาหาร สรรพคุณของยาตัวนี้เป็นไปตามชื่อของมัน มันสามารถทำให้คุณไม่หิว หรือกระหายเลยในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ในตอนนี้ยาที่เขาหลอม สามารถอดอาหารได้มากถึง 10 วัน

ยางดอาหารเป็นยาระดับหนึ่ง ดังนั้นผลของมันจึงอยู่ได้ไม่นาน อีกทั้งยังไม่มีผลข้างเคียงอีกด้วย แต่หากยิ่งระดับสูงขึ้น ผลลัพธ์ก็จะอยู่ได้นานมากขึ้น ดังนั้นโหยวเสี่ยวโมจึงพัฒนาการสกัดสมุนไพรวิเศษให้ได้มากที่สุด และในที่สุดเขาก็ได้หลอมยางดอาหารที่มีคุณภาพสูง สามารถอดอาหารได้ถึงครึ่งเดือน นี่อาจจะถือได้ว่าเป็นยาคุณภาพสูงที่สุดในหมู่ยางดอาหารระดับต่ำทั้งหลาย ยาระดับต่ำสามารถอดอาหารได้แค่ 5 วันเท่านั้น หากจะหาระยะเวลาที่นานกว่านั้นจะต้องเป็นยาในระดับกลางถึงระดับสูง ซึ่งว่ากันว่ายาระดับกลางที่คุณภาพดีที่สุดสามารถอดอาหารได้ถึงครึ่งปี และยาระดับสูงที่คุณภาพดีที่สุดสามารถอดอาหารได้ถึง 10 ปี แต่ก็อาจจะเป็นเพียงแค่ข่าวลือเท่านั้น ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่

แม้ว่าข่าวลือนี้เป็นความจริง โหยวเสี่ยวโม่ก็หลอมยางดอาหารเพียงแค่ 20 เม็ดเท่านั้น เพราะว่ายังไงก็ตามเขาก็ยังคงเป็นมนุษย์ธรรมดาที่เคยชินกับการกินข้าว 3 มื้อต่อวันอยู่ดี หากเขาไม่กินอะไรเลย มันออกจะประหลาดนิดหน่อย อีกทั้ง เขาเองก็ยังไม่คุ้นเคยกับยางดอาหารนี้ เขาไม่จำเป็นจะต้องเก็บตัวบ่อยๆอีกด้วย เมื่อคิดทบทวนดีแล้ว เขาจึงหลอมยานี้มาเพียงแค่ 20 เม็ด

นอกจากนี้ เขายังคงหลอมยาชนิดอื่นอีกมากมาย นอกเหนือจากส่วนที่ต้องแบ่งให้หลิงเซี่ยว และเรือนสมุนไพรแล้ว เขายังหลอมยาให้ตัวเองอีก 100 เม็ด ดังนั้นเขาตัดสินใจที่จะลงไปข้างล่างอีกครั้งนึง เพื่อแลกเปลี่ยนยาให้เป็นเงิน เขาต้องการเมล็ดสมุนไพรเพิ่มอีกด้วย โดยเฉพาะสมุนไพรระดับหนึ่ง หากไม่มีอะไรผิดคาด เขาจะต้องใช้เมล็ดสมุนไพรจำนวนมากในอนาคตข้างหน้า

“ศิษย์น้องออกมาจากการเก็บตัวนานถึง 4 วันแล้วหรือนี่?”

ทันทีที่โหยวเสี่ยวโมเดินเข้าไปที่เรือนสมุนไพร และกำลังจะหยิบยาออกจากถุงวิเศษเพื่อส่งมอบให้ท่านลุงจ้าว เขาก็ได้ยินเสียงหยอกล้ออันนุ่มนวลจากด้านหลัง โหยวเสี่ยวโมหมุนตัวกลับไป เป็นศิษย์พี่ฟางเฉินเล่อนั่นเอง เขาเพิ่งเดินออกมาจากภายใน และพบกับโหยวเสี่ยวโม่โดยบังเอิญ จึงเดินเข้ามาทักทาย การพูดคุยเป็นกันเองมากขึ้นตั้งแต่ที่พวกเขาเป็นศิษย์ของอาจารย์คนเดียวกัน โหยวเสี่ยวโม่นั้นประทับใจในตัวศิษย์พี่ใหญ่คนนี้มากกว่าหลิงเซี่ยว อีกทั้งเขายังรู้สึกผ่อนคลายเมื่อคุยกับฟางเฉินเล่อมากกว่าการคุยกับเจ้าตำหนักคงเหวินเสียอีก

“ศิษย์พี่ใหญ่” โหยวเสี่ยวโม่ส่งมอบเม็ดยาให้กับท่านลุงจ้าวแล้วจึงเดินเข้าไปหา

“เก็บตัวอยู่ถึง 4 วันก็จริง แต่เจ้ายังคงอยู่ในสภาพทีดีเยี่ยมกว่าแต่ก่อนเสียอีก”

ฟางเฉินเล่อพบว่าโหยวเสี่ยวโมยังคงเปี่ยมไปด้วยพลังงานและยังคงสุขภาพดีราวกับคนที่ไม่เคยเก็บตัวนานถึง 4 วัน ดังนั้น เขาจึงค่อนข้างแปลกใจเล็กน้อย แต่ฟางเฉินเล่อจะรู้ได้อย่างไรว่าในช่วงระหว่างเก็บตัว 4 วันนี้ โหยวเสี่ยวโม่ได้ดื่มน้ำจากทะเลสาบ

โหยวเสี่ยวโม่บอกศิษย์พี่ใหญ่เรื่องน้ำในทะเลสาบไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงแค่ลูบหัวตัวเองและส่งหัวเราะโง่ๆให้เท่านั้น

ทันใดนั้น ก็มีเสียงเย็นเยือกเรียกเขาจากทางด้านหลัง

“โหยวเสี่ยวโม่ ดูเหมือนว่าเจ้าจะสุขสบายดีในระหว่างที่ข้าไม่อยู่สินะ!”

*แก้คำผิดค่ะ

Facebook Comment