+100%-

บทที่ 5 ซุ่มยิงผู้จัดการ

 

 

Aradeer

 

 

 

 

 

——————————————————————————————————————–

 

เช้าตรู่ เซียวอี้ตื่นขึ้นมาเพราะเสียงเคาะประตูของใครบางคน หญิงสาวเหลือบมองเพื่อเช็คเวลา นี่ยังไม่เจ็ดนาฬิกาเลยด้วยซ้ำ และเฉินหมินกำลังเคาะประตูเรียกเธอราวกับภูติทวงวิญญาณ

 

“อาหญิงเล็กเล็ก~  อาหญิงเล็กเล็ก~ ให้เธอลืมตาตื่นมาอย่างสดใส~ วันนี้เป็นวันเริ่มงานใหม่ของเรา~” เฉินหมินร้องเพลง

 

“ตื่นน้องสาวนายสิ! ป่าช้าแตกรึไง!” เซียวอี้เปิดประตูออกมาอย่างอารมณ์เสีย ต้องขอบคุณต่อการละเล่นปัญญาอ่อนของเฉินหมินเมื่อคืน ทั่วร่างของเซียวอี้ตอนนี้ปวดร้าวแบบสุดขีด หญิงสาวรู้สึกเหมือนทั้งตัวกำลังถูกทึ้ง กระทั่งการลากสังขารลงจากเตียงยังต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างสูง มือที่กุมลูกบิดประตูอยู่ในตอนนี้ ยังคงสั่นสะท้านน้อยๆ

 

“อย่าเพิ่งโมโห ผมมีของขวัญมาให้เธอ ถือว่าเป็นคำขอโทษจากผม” เฉินหมินทำท่าทางลึกลับ ชายหนุ่มยื่นชุดเดรสลูกไม้เกาะอกที่ดูงดงามประณีตออกมาจากด้านหลังของตนเอง

 

“เดรสของ..กุชชี่?” เซียวอี้ตื่นเต้นจนลืมความโกรธไปในทันที หญิงสาวฉวยชุดลูกไม้พร้อมทั้งสำรวจหาป้ายราคาอย่างรวดเร็ว มันไม่ได้พิมพ์ไว้ว่า 18000 หยวน แต่เป็น 18000 US$ ข้อความในแผ่นป้ายเป็นภาษาต่างประเทศทั้งหมด นี่ไม่ใช่ของในประเทศแน่นอน “นายไปเอามาจากไหน?”

 

“นานแล้ว ผมเคยไปปฏิบัติภารกิจที่ฝรั่งเศส มีคนขอร้องให้ผมซื้อให้ แต่หลังจากนั้น พวกเราก็ไม่ได้คุยกันอีกเลย ไม่รู้สิ เธออาจจะตายไปแล้วก็ได้มั้ง?” เฉินหมินกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ

 

“นายเอาเสื้อผ้าของคนตายมาให้ชั้นเป็นของขวัญงั้นเหรอ?” เซียวอี้พูดด้วยคิ้วที่ขมวดมุ่น

 

“ยังไงก็ยังไม่ได้ใส่นี่นา แต่ถ้าเธอไม่อยากได้ งั้นเอาคืนมา” เฉินหมินทำท่าจะหยิบของคืน แต่เซียวอี้ซุกมันเข้ากับแผ่นหลังของเธออย่างรวดเร็ว

 

“ทำไมจะไม่อยากได้ล่ะ? เมื่อคืนนายทำชั้นไว้เยอะ นี่เป็นสิ่งที่นายสมควรจ่ายอยู่แล้วนี่!” เซียวอี้ปิดประตูปังพร้อมหันหลังกลับมาแลบลิ้น จากนั้น หญิงสาวเปลี่ยนเสื้อผ้าในทันที

 

“เฮ้อ…ผู้หญิง…อยู่แล้ว ยังไงก็ชอบของพวกนี้เหมือนๆ กัน” เฉินหมินถอนใจ

 

แน่นอน ผู้หญิงก็คล้ายๆ กันหมดนั่นแหละ ผู้หญิงที่ไม่ชอบของแบรนด์ ไม่ใช่ว่าพวกเธอไม่ไฮพอ แต่เป็นเพราะพวกเธอไม่มีปัญญาจ่ายต่างหาก ถึงอย่างนั้น เซียวอี้ก็รู้ดีว่าเธอไม่มีปัญญาจ่ายเงินซื้อชุดที่อยู่ตรงหน้าของเธอด้วยเงินของตัวเองได้แน่ๆ ตลอดชีวิตนี้ ถึงเธอจะเข้าร่วมหน่วยรบพิเศษ เงินเดือนของเธอก็จะยังคงเท่าๆ กันพวกหน่วยบริหารเท่านั้น

 

และชุดนี้ราคา 18000US$ นั่นเท่ากับเงิน 120,000หยวน! ถึงเธอจะทำงานติดต่อกันสองปีโดยไม่กินไม่ดื่มอะไรเลย เงินที่ได้ก็ยังไม่พอซื้อชุดนี่อยู่ดี

 

หญิงสาวกลืนน้ำลายขณะค่อยก้าวเข้าสวมชุดเดรสลูกไม้จากต่างประเทศชุดนี้ เธอไม่รู้ว่าทั้งหมดนี่เป็นเพราะกลไกทางจิตวิทยาล้วนหรือไม่ อ๊าาาา   แต่ทำไมเวลาใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมมันถึงได้รู้สึกสบายตัวอย่างนี้น้า? เมื่อสัมผัสได้ถึงเนื้อผ้าที่แนบเข้าหาทุกส่วนในร่างกายของเธอ หญิงสาวยิ่งรู้สึกสวยสง่าขึ้นกว่าเดิมขึ้นมาอีกหลายเท่า

 

ชุดลูกไม้เกาะอกสีดำสนิทชุดนี้ยาวลงมาเพียงหนึ่งส่วนสามของช่วงขาของเธอเท่านั้น เรียวขายาว 105 ซม. โผล่พ้นชายกระโปรงลูกไม้สีดำออกมาจนแทบหมดสิ้น ให้ความรู้สึกยั่วยวนดึงดูดใจอย่างถึงที่สุด เมื่อหญิงสาวมองภาพเงาในกระจกของตนเอง แก้มของเธอขึ้นสีขณะที่หัวใจเต้นกระหน่ำ

 

เซียวอี้สวมใส่รองเท้าส้นสูงเพียงคู่เดียวที่มีด้วยความเขินอาย ก่อนจะเดินลงไปยังชั้นล่างของตัวบ้านด้วยฝีเท้าก้าวย่างสั้นๆ

 

เฉินหมินที่ยามนี้อยู่ในห้องรับแขกเปลี่ยนชุดสูทเรียบร้อย ดูภายนอกไม่ต่างจากสุภาพบุรุษที่กำลังรอคอยการมาของเซียวอี้แม้แต่น้อย

 

“ชั้น..ชั้นดู เป็นไงบ้าง? ชุดนี้สั้นเกินไปรึเปล่า?” เซียวอี้ดึงชายกระโปรงลูกไม้ลงด้วยความกระดากอาย หวังว่ามันจะช่วยปิดบังแนวขาเรียวยาว แต่เนื่องจากการออกแบบของชุดเดรส เมื่อเธอดึงข้างล่าง เกาะอกด้านบนย่อมต้องเลื่อนลงเผยให้เห็นชุดชั้นใน เมื่อเป็นเช่นนี้ หญิงสาวดึงชุดขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะรั้งกระโปรงลงด้วยความประหม่าอีกครา อากัปกิริยารั้งบนดึงล่างหลายสิบรอบของเธอแทบทำให้เฉินหมินที่เฝ้าดูอยู่ต้องเลือดกำเดาไหลออกจากจมูกอย่างกลั้นไม่อยู่

 

“แบบนั้นแหละ! สุดยอด!” เฉินหมินยกนิ้วหัวแม่มือให้ก่อนกล่าวว่า “สายแล้ว ผมจองโรงแรมชั้นหนึ่งไว้ พวกเราต้องไปแล้ว”

 

“นายคิดจะทำอะไร? นายเปิดห้องแล้วจริงๆ? ชั้นขอเตือนนายไว้ก่อนนะ ถึงชั้นจะเป็นผู้ช่วยนายก็จริง แต่อย่าคิดว่านายจะมาใช้กฏลับคาวฉาวโลกีย์อะไรเทือกนี้กับชั้นได้ นายเชื่อมั้ยว่าชั้นจะระเบิดสมองนายออกมาทันทีที่นายคิดจะทำ” เซียวอี้เปิดกระเป๋าถือของเธอพร้อมทั้งฉวยปืนพกออกมาอย่างระมัดระวัง

 

“นี่ อาหญิงเล็ก รู้อะไรมั้ย? โรงแรมน่ะเค้าไม่ได้มีไว้ ตับๆ ตับ ตับ กันอย่างเดียวหรอกนะ โอเค้? คนเราไปกินอาหารที่โรงแรมก็ได้ มา ไปกันเถอะ ผมจะเลี้ยงมื้อหรูเธอสักมื้อ ถือเป็นคำขอโทษ” เฉินหมินหัวเราะ ชายหนุ่มฉุดมือหญิงสาวออกนอกประตูไป

 

อยู่ๆ เซียวอี้ก็รู้สึกว่าวิธีการเปิดเฉินหมินฉบับสำเนาวันนี้น่าจะผิดพลาดไป เฉินหมินคนนี้กลายเป็นสุภาพบุรุษแสนดี ไม่เพียงอาสาขับรถ ยังเปิดประตูให้เธอ ส่งทิชชู่ให้สุภาพสตรีเช่นเธออีกด้วย  ชายหนุ่มทั้งกระตือรือร้นเอาอกเอาใจและใส่ใจในรายละเอียดอย่างถึงที่สุด

 

ภัตตาคารที่เฉินหมินพูดถึง กลับเป็นโรงแรมหกดาวเพียงแห่งเดียวในเมืองหลินไห่นี้ ภัตตาคารเอ้ากวนไห่ที่ตั้งอยู่บนชายหาดที่งดงามที่สุดของเมืองหลินไห่เคยถูกเพื่อนตำรวจของเซียวอี้เรียกอย่างติดตลกว่า “หมดทั้งคืน” หมายความว่า ค่าห้องธรรมดาของโรงแรมนี้หนึ่งคืน เงินเดือนทั้งเดือนก็จะหมดลงในพริบตา

 

สำหรับการรับประทานอาหารตะวันตกในภัตตาคารนี้ แม้จะอิ่มมาครึ่งกระเพาะแล้ว ราคาที่ต้องจ่ายก็ยังไม่ต่างจากการรับบาดเจ็บเสียโลหิตอย่างสาหัสอยู่ดี แต่เฉินหมินในตอนนี้มีท่าทางสงบเยือกเย็นไม่ต่างจากเหล่าลูกหลานอาเสี่ยที่มักมายังที่นี้ เขาตรงเข้าภายในภัตตาคาร พร้อมทั้งนั่งลงบนโต๊ะข้างหน้าต่างด้วยความมั่นใจ

 

ตอนนี้เพิ่งเป็นเวลาอาหารเช้า ภัตตาคารเต็มไปด้วยผู้คนคลาคล่ำ ผู้ชายทุกคนในภัตตาคาร นอกจากเด็กๆ แล้ว ต่างหันมาจ้องมองเซียวอี้อย่างออกนอกหน้า จ้องเขม็งจนหญิงสาวยังต้องประหม่า

 

ท่ามกลางคนเหล่านี้ ชายวัยกลางคนสวมแว่นตากรอบทอง ผู้ที่นั่งอยู่ตรงมุมอาคารอย่างเงียบๆ ก็หันมามองเช่นกัน แววตาทั้งคู่โชนประกายตื่นตาและชื่นชมยินดี

 

เฉินหมินสั่งชุดอาหารเช้าราตา 388 หยวนสองชุดต่อบริกรเป็นภาษาอังกฤษ เมื่อเห็นราคา เซียวอี้อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเย็นเยียบ “ออมเล็ตที่เดียวราคา 60 หยวน นี่พวกเขาใช้ไข่ใบชานำเข้าจากไต้หวันมาทำรึไง?”

 

“อย่าบ่นน่า เธอไม่ใช่คนจ่ายซะหน่อย” เฉินหมินกล่าวขณะที่เช็ดมือด้วยผ้าอุ่นซับมือก่อนมื้ออาหาร

 

“ชั้นเป็นห่วงแทนนาย นายไม่ได้มีเงินนี่ ใช่มั้ย?” เซียวอี้กล่าว มือยกแก้วน้ำขึ้นจิบ

 

“หลังจบมื้อนี้ ผมจะเหลือเงินติดตัวอยู่ 20 สตางค์” เฉินหมินตอบ น้ำเสียงเรียบเฉื่อยของเขาทำให้เซี่ยวอี้แทบสำลัก

 

“นายประสาทรึเปล่า! นายไม่มีเงิน แต่ยังอยากทำตัวหรู ชั้นไม่กินแล้ว กลับบ้าน” เซียวอี้ลุกขึ้นยืน

 

“อย่าทำตัววุ่นวาย เธอเห็นผู้ชายที่ 45 องศาด้านหลังผมมั้ย? คนที่ใส่แว่นตากรอบทอง เสื้อสีเหลืองสด กางเกงลายตาหมากรุก” เมื่อเฉินหมินเดินเข้ามาในภัตตาคาร เขาลอบกวาดสายตาสำรวจโดยรอบ ทั้งยังลอบจดจำการแต่งกายและใบหน้าของทุกคนในกรอบสายตาของเขาไว้ นี่คือพรสวรรค์ที่ชายหนุ่มได้มาจากการขัดเกลาทักษะการฆ่าของตนเอง

 

“มีอะไร?” เซียวอี้หันไปมอง ผู้ชายคนนั้นยกแก้วไวน์ในมือ ส่งสัญญาณให้หญิงสาว ท่าทางแบบเด็กวัยรุ่น หากชายวัยกลางคนคนนี้กลับทำออกมาได้ดียิ่ง

 

“เขาคือผู้จัดการของหยกฝัน ชื่อว่าอู๋เหนิง ในวงการบันเทิง เป็นแมวมองชั้นยอดมากว่า 20 ปี และสร้างดาราดังมานับไม่ถ้วน 3 ปีก่อน เขาเข้ามาเป็นผู้จัดการให้หยกฝัน ตั้งแต่นั้นมาก็ตกต่ำลงมาโดยตลอด เรากำลังจะ “วางเหยื่อล่อ” และรอให้หมอนี่กระโดดเข้างับ” เฉินหมินกระซิบกระซาบ

 

“แล้วจะวางเหยื่อล่อยังไง?” ทันทีที่เซียวอี้ถามออกมา หญิงสาวก็เข้าใจในทันที “ยับแม่! นี่นายใช้ชั้นเป็นเหยื่อล่องั้นหรอกรึ?”

 

“อู๋เหนิงไม่ใช่ปลาเล็กทั่วๆไป ดาราสาวมากมายดิ้นรนอยากใช้กฏลับกับเขา แต่น้อยคนที่สามารถทำให้เข้าสนใจได้จริงๆ” เฉินหมินกล่าววาจาพลางเอียงช้อนสแตนเลสในมือเพื่อสังเกตการณ์เหยื่อของตนเอง “ท่าทางหมอนี่จะชอบเธอมากนะ พวกเธอสองคนมีโอกาสพัฒนาความสัมพันธ์ไปได้อีกไกล”

 

“ถ้านายกล้าใช้ชั้นไปนอนกับมัน นายตายแน่” ดวงตาเซียวอี้วาววับด้วยเพลิงอำมหิตขณะกล่าววาจา

 

“อย่าห่วงน่า หากเธอจะต้องนอนกับใคร นั่นต้องเป็นผมคนเดียวเท่านั้น เรื่องดีๆแบบนี้ ผมจะให้หมอนี่มาชุบมือเปิบได้ไง? ผมแค่ต้องการล่อเหยื่อมากินเบ็ด จากนั้นก็จะพูดออกมา “โดยไม่ตั้งใจ” ถึงเรื่องที่หยกฝันถูกข่มขู่ แล้วก็จะ “ไม่ตั้งใจ” พูดถึงเรื่องที่ผมเองก็เป็นบอดี้การ์ด ช่างเป็นแผนการอันสมบูรณ์แบบ!” เฉินหมินหัวเราะออกมา ทำให้เซียวอี้ขนลุกขึ้นมาทันทีด้วยลางสังหรณ์อันเลวร้าย

 

อาหารเช้าอันหรูหราถูกเสิร์ฟขึ้นโต๊ะทีละจานตามต่อกัน ชั่วเวลานี้ ผู้จัดการภัตตาคารเดินนำไวน์แดงขวดหนึ่งมาส่งถึงโต๊ะของสองหนุ่มสาวด้วยตนเอง

 

“พวกเราไม่ได้สั่งนี่ ใช่มั้ย?”  เซียวอี้ออกปากด้วยความกังขา

 

“คุณสุภาพบุรุษและคุณสุภาพสตรีครับ ไวน์แดงขวดนี้ เป็นของขวัญของคุณอู๋ที่ตรงโน้น ขอให้ทั้งสองท่านเพลิดเพลิน” ผู้จัดการภัตตาคารที่ดูภายนอกเหมือนบริกรแดนผู้ดีไม่ผิดเพี้ยนเปิดไวน์แดง จากนั้น เทใส่แก้วให้แก่เฉินหมินและเซียวอี้

 

“มา ชีสสสส พร้อมๆกับผมหน่อยสิ” เฉินหมินส่งสัญญาณแก่เซียวอี้ที่ยื่นมือมารับแก้วไวน์ จากนั้น ชายหนุ่มหันหลังไปมองอู๋เหนิงด้วยรอยยิ้มจอมปลอม ชูแก้วไวน์ขึ้นด้วยทีท่าขอบอกขอบใจ ถือเป็นการทำความรู้จักกันแล้ว

 

ตามคาดหมาย หลังจากทั้งคู่เริ่มมื้ออาหารไปได้ไม่นาน อู๋เหนิงก้าวเดินเข้ามาพร้อมแก้วไวน์ในมือ “สวัสดีครับ ไวน์แดงถูกใจมั้ยครับ?”

 

“ไวน์ชาร์โต ชีวาลล์ บล็อง หากเทียบกับชาโตว์ ลาฟิต-รอธส์ชิลด์ ปี 82 แล้ว ออกจะด้อยกว่านิดหน่อย คุณอู๋เหนิงนี่ ขี้เหนียวเหมือนกันนะครับ”

 

“โอ้? คุณผู้ชาย รู้จักผมด้วยหรือครับ?” อู๋เหนิงพูดออกมาด้วยความประหลาดใจ

 

“คุณเป็นถึงระดับผู้จัดการดารามือฉมัง ใครบ้างที่ไม่รู้จัก? ถึงคุณจะทำตัวเงียบๆ แต่ในฐานะบอดี้การ์ดแล้ว ผมจำเป็นต้องรู้จักใบหน้าของคนมีชื่อเสียงทุกคนอยู่แล้ว” การบอกกล่าวที่ “ทำให้ดูเหมือนไม่ตั้งใจ” ของเฉินหมิงกลายเป็น “ความจงใจ” อย่างชัดเจน “หากคุณไม่ถือ ทำไมไม่นั่งลงดื่มไวน์ด้วยกันก่อนซักแก้วล่ะครับ?”

 

“ดูท่าวันนี้พวกเธอสองคนมาเพื่อเจอชั้นโดยเฉพาะสินะ ถึงกับใช้หยกที่ยังไม่ผ่านการเจียรนัยแห่งวงการแบบนี้มาล่อชั้น ถ้ายังทำเป็นเล่นตัวไป คงดูไม่จริงใจเท่าไหร่” อู๋เหนิงเองรู้จักวางตัวอยู่บ้าง เขาฉวยโอกาสนั่งลงข้างๆ เซียวอี้ในทันที ก่อนจะยิ้มกว้างพลางยื่นนามบัตรให้แก่หญิงสาว “ผมไม่สนใจว่าเขาจะมีความสัมพันธ์กับคุณแบบไหน ความสนใจของผมมีเพียงการขัดเกลาความงามให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาประชาชน ถ้าคุณสนใจอยากเป็นดารา โทรไปเบอร์นี้ ถามหาผมได้เลย”

 

“คุณอู๋เหนิง ผู้ช่วยดีๆค่อนข้างหายาก ขอร้องเลิกแซะพนักงานผมดีกว่า” เฉินหมินกล่าวพลางจิบไวน์ “ผมได้ยินมาว่าคุณกำลังมีปัญหา?”

 

“หมายถึงเรื่องที่ชั้นมาเจอนายใช่มั้ย?” อู๋เหนิงแดกดันกลับไปทันที การสามารถรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหนแปลว่าผู้ชายที่นั่งอยู่ด้านหน้าคนนี้ไม่ธรรมดา

 

“คุณอู๋เหนิงเข้าใจล้อเล่นจริงๆ ที่ผมพูดถึง คือเรื่องของหยกฝันกับจดหมายข่มขู่”

 

”คนของสาธารณะไม่มีใครไม่เคยได้จดหมายขู่ นี่มันเรื่องจิ๊บจ๊อยที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ชั้นอยู่ในวงการมานาน เรื่องผิดปกติหรือไม่ ชั้นต้องรู้ดีกว่าใครอยู่แล้ว เพียงแต่หยกฝันของชั้นขี้ตื่นไปหน่อย พวกปาปารัสซี่เลยไปหาเรื่องนี้มาได้ ชั้นคงทำให้นายยุ่งยากแล้ว”

 

“ที่ผมต้องการพูดก็คือ คุณสนใจอยากจ้างบอดี้การ์ดมั้ย? แม้ผมจะเป็นมือหนึ่งทางด้านนี้ แต่ผมก็เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ ผมสามารถให้ส่วนลดคุณได้นะ” ท่าทางหยิ่งผยองของเฉินหมินดูคล้ายเขากำลังตอบรับงานที่มีคนคุกเข่าขอร้องให้รับไว้

 

เซียวอี้ที่ด้านข้างนั่งก้มหน้าซดน้ำซุปของตัวเองอย่างเงียบงันด้วยความวิตก

 

“ไม่จำเป็นชั้น ชั้นซื้อหมาเฝ้าบ้านมาแล้วตัวหนึ่ง พวกเราไม่ต้องการนาย” อู๋เหนิงพูดด้วยที่ท่าแสดงความเป็นปรปักษ์อย่างชัดแจ้ง

 

ชั่วเวลานี้เอง เฉินหมินตวัดเท้าเตะใส่ขาของเซียวอี้จากทางใต้โต๊ะ ส่งผลให้น้ำซุปในชามของเซียวอี้กระฉอกใส่บริเวณง่ามขาของอู๋เหนิงจนหมดถ้วยพร้อมไอควันร้อนดัง

 

*ฉ่า ฉ่า* ลอยขึ้นมาให้เห็น ใบหน้าของอู๋เหนิงแดงก่ำขึ้นมาทันที

 

“เธอ ดูเธอสิ! รีบเช็ดเร็วเข้า!” เฉินหมินส่งทิชชู่ตั้งใหญ่ให้เซียวอี้ในทันที

 

“ขอโทษค่ะ! ขอโทษค่ะ!” เซียวอี้ทำได้เพียงก้มหน้ากล้ำกลืนความสำนึกเสียใจลงคอ พร้อมทั้งเช็ดน้ำซุปที่หกลงบนตักของอู๋เหนิงออก ทันใดนั้นเอง เสียง *แชะ* ของการกดชัตเตอร์ดังขึ้น ทั้งอู๋เหนิงและเซียวอี้ฉุกใจถึงบางสิ่งที่ผิดปกติขึ้นโดยทันที ก่อนจะเบนสายตามาทางเฉินหมินที่นั่งอยู่ตรงข้าม ….ผู้กำลังยกโทรศัพท์ค้างไว้ในมือ

 

“ผู้จัดการมือทองไร้จรรยาบรรณ กล้าให้สาวสวยบริการอมนกเขาในที่สาธารณะ คุณคิดว่าหัวข้อข่าวแบบนี้ จะแลกกับงานคุ้มกันของผมได้มั้ย?”

 

รูปที่ถูกถ่ายออกมา จะเห็นอู๋เหนิงนั่งอยู่ด้วยท่าทางพอใจ บนโต๊ะมีเพียงเส้นผมสีดำของเซียวอี้โผล่ขึ้นมาเท่านั้น ถือเป็นหลักฐานยืนยันหัวข้อข่าวของเฉินหมินเป็นอย่างดี

 

“คนที่จัดฉากชั้น ไม่เคยมีใครมีจุดจบที่ดี” ดวงตาของอู๋เหนิงสาดประกายเย็นเยียบ

 

“นั่นไม่เป็นไร ผมไม่ใช่คนประเภทที่จะ “มีจุดจบที่ดี” อะไรนั่นตั้งแต่แรกอยู่แล้ว” เฉินหมินยืดตัวขึ้น หัวเราะออกมาอย่างชั่วร้ายราวปีศาจ

 


 

 

ภาคผนวก

ของคุณคุณ ไมเกรน เฉย เลย ที่ทักท้วงเรื่องขนาดปืน ตามต้นฉบับภาษาอังกฤษ ปืนที่นางเอกใช้ คือ .77 caliber pistol ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า ปืนพกลำกล้องสั้นขนาด .77 มม.

อันที่จริง ในต้นฉบับภาษาจีน ที่เราไปค้นมา ปืนที่นางเอกใช้ คือ   77  式手枪  ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า ปืนพกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไทป์ 77 [Type 77 pistol]

ปืนจีนแดงที่ถูกพัฒนาขึ้นมาในปี 1981 เพื่อกองกำลังรักษาความสงบและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผลิตและออกแบบโดยหน่วยงานภายในประเทศ ขนาดกระสุนที่ใช้ คือ 7.62 x 17 มิลลิเมตร (คิดเป็นนิ้ว คือประมาณขนาด .30 )  กระสุนขนาดนี้ไม่ค่อยเป็นที่นิยม แบบปืนพกเองถูกพัฒนาต่ออีกหลายรุ่น (เรียกว่ารุ่นนี้ค่อนข้างล้าหลังหน่อย) ตอนนี้นิยมใช้เฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจมณฑลรอบนอก กระสุนเองก็ผลิตมาเพื่อตลาดในประเทศส่วนใหญ่ เรียกว่าปืนพกสัญชาติจีนของแท้

ภาพปืน ไทป์ 77 ที่นางเอกใช้

pistol-type77

น้ำหนักตัวปืนเปล่า 1.1 ปอนด์

ความยาวลำกล้อง 5.8 นิ้ว

 

 

 

 

Facebook Comment