+100%-

บทที่ 2 ตัววายร้ายจอมฉาวโฉ่กลับมาแล้ว

 

translated by TaffyGirl13 at https://taffygirl13.wordpress.com/teasers/god-level-bodyguard-in-the-city/god-level-bodyguard-in-the-city-2/

 

 

แปลไทย  Aradeer

 

 

 

 

 

10 ปีต่อมา เมืองหลินไห่ หญิงสาวในชุดกระโปรงเอี๊ยมผ้าเดนิมรัดติ้วสุดฮอทกำลังนั่งลงที่ข้างทางใกล้ๆ กับป้ายรถโดยสารที่ถูกทิ้งร้าง ขณะนี้เป็นยามบ่ายที่ดวงอาทิตย์แผดแสงกล้า อุณหภูมิในเมืองหลินไห่พุ่งขึ้นสู่ระดับ 38 องศาเซลเซียส นอกเหนือจากหญิงสาวแล้ว ไม่มีใครอยากออกมาด้านนอกในเวลานี้

 

บนถนนที่ทอดยาวไม่มีสัญญาณของรถผ่านไปมาแม้แต่คันเดียว เสื้อทีเชิร์ตสีขาวแนบเนื้อของหญิงสาวชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อ เปิดเผยชุดชั้นในลูกไม้สีดำที่โอบพยุงส่วนสัดสมบูรณ์แห่งวัยสาวขนาดคัพซี 32 ที่มีสันฐานกลมกลึงกระชับเนียนตา

 

หญิงสาวนับเป็นสาวงามตามธรรมชาติมาตั้งแต่ยังอายุน้อย เธอมีดวงตากลมโตแฝงแววฉลาดเฉลียว จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากแดงดุจผลเชอรี่ รวมทั้งผิวพรรณขาวเนียนละเอียดผุดผ่อง และรูปร่างสมส่วนประดุจนางแบบ ด้วยส่วนสูง 168 เซ็นติเมตร เรียวขายาว 105 เซ็นติเมตร กอปรเป็นความงดงามสะกดตาจนแม้แต่พระโพธิสัตว์ยังต้องหลงใหลใฝ่ฝัน

 

สาวสวยระดับนี้ที่มาปรากฏตัวในสถานที่เปลี่ยวร้างป่าเถื่อนไม่ใช่เรื่องปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมี .77 มม. ลำกล้องสั้นกระบอกหนึ่งห้อยแขวนอยู่ที่บริเวณสะโพกเช่นนี้

 

หญิงสาวรอคอยอย่างไม่ท้อถอย จนกระทั่งสวรรค์เมตตา ลมพายุรุนแรงสายหนึ่งกรรโชกผ่าน พัดปลายผมหางม้าของเธอปลิวไสว

 

สาวงามเงยหน้าขึ้นมองเมื่อพบว่าสายลมปริศนามิได้มาจากพระเจ้า แต่กลับเป็นอากาศยานปีกหมุนของกองทัพที่บินวนโอบล้อมอยู่เบื้องบนศีรษะ ตัวถังปรากฏจรวดนำวิถีต่อสู้รถถังยื่นออกมา มิสไซล์ 32 ลูกที่ถูกยิงออกเฉียดเข้าใกล้จนเธอสามารถมองเห็นเลขตัวถังได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งทุกตัวอักษร

 

โดยรอบรัศมีของเมืองหลินไห่ไม่มีฐานทัพใดๆ  ภาพเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้าหาดูได้อย่างยากยิ่ง หญิงสาวยืนนิ่งตะลึงด้วยความตื่นตระหนก

 

ชั่วเวลานั้นเอง ยานเกราะลายพรางคันหนึ่งวิ่งทะยานมาเบื้องหน้าด้วยระดับความเร็วสุดแสน คันที่นำหน้าสุดคือยานเกราะหนัก 99A รุ่นใหม่ล่าสุด ทั้งขบวนมีมาสองคัน ยานเกราะลำเลียงพลสามคัน รวมทั้งเฮลิคอปเตอร์ทางการทหารอีกสิบลำเหนือศีรษะ กองพลระดับนี้เพียงพอให้กวาดล้างหมู่บ้านเล็กๆ หมู่บ้านหนึ่งหายไปได้ในพริบตา รวมทั้งเป่าผู้ก่อการร้ายหลายร้อยคนจนกระจุยกระจาย

 

เพียงแต่ว่าภารกิจของวันนี้ คือภารกิจ “ส่งมอบมนุษย์มีชีวิตหนึ่งคน” …แค่นั้น

 

ยานยนต์หุ้มเกราะพ่นควันสีดำและสีม่วงออกมาขณะหยุดประกาศศักดาที่เบื้องหน้าหญิงสาว ยานเกราะอีกสองคันที่ด้านหลังวิ่งล้ำหน้าออกมาเล็กน้อย แยกย้ายออกสองฟากข้าง ป้อมปืนด้านบนชี้เข้าหายานเกราะคันกลางในทันที อาวุธยิงของอากาศยานบนฟากฟ้าเหนือศีรษะของหญิงสาวเบนปากกระบอกเข้าหายานเกราะคันนั้นเช่นกัน

 

พลรบพิเศษนับสิบๆ คนติดอาวุธถึงรากฟันดาหน้าลงมาจากยานเกราะทั้งสองฟากข้าง มือสไนเปอร์ขึ้นตำแหน่งเล็งยิงอย่างรวดเร็ว  พลรบสองนายนอนพังพาบข้างกายหญิงสาว เล็กปากกระบอกปืนไปยังยานยนต์หุ้มเกราะที่เบื้องหน้า รูปขบวนแน่นหนา ราวกับกำลังต้องเผชิญหน้ากับกองกำลังที่ถาโถมเข้ามาราวคลื่นสึนามิ

 

สุดท้าย พลรบในชุดป้องกันภาคสนามสี่นายก้าวเท้าเข้าหายานเกราะเป้าหมายที่ถูกล้อมไว้กึ่งกลาง พวกเขาเปิดประตูรถ ก่อนแหย่แท่งเหล็กยาวสองเมตรเข้าไปภายในเพื่อปลดล็อกเครื่องพันธนาการ ก่อนจะโขกให้ “พัสดุด่วนพิเศษ” ตามภารกิจนำส่งออกมาภายนอก

 

ชายหนุ่มสวมใส่กางเกงยีนส์สีซีดจาง รวมทั้งเสื้อทีเชิร์ตสีดำพอดีตัว อวดแผงกล้ามเนื้องดงาม

 

กุญแจตรวนที่ล่ามข้อมืออยู่หนักยิ่งกว่าโซ่ล่ามช้าง เครื่องสวมที่ศีรษะราวกับหน้ากากเหล็กของมนุษย์กินคน สิ่งเดียวที่สามารถมองเห็นได้ของเขา คือ ดวงตากระจ่างที่จับจ้องโดยไม่กระพริบไปยังโลกรอบๆ ตัว

 

“ไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้นี่ ใช่มั้ย?” หญิงสาวนำเอกสารออกมา เธอคือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้มารับตัวนักโทษฆาตกรรมหมู่พิเศษ และส่งเขากลับบ้าน

 

นักโทษคดีฆาตกรรมนี้ คือ “มือสังหารโหดแชมป์เยาวชน” ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วเมื่อ 10 ปีก่อน ปีศาจที่ชุบชโลมฝ่ามือของตนด้วยแอ่งโลหิตของเหยื่อจำนวน 104 คน แต่เพราะเหยื่อทั้งหมดที่เขาฆาตกรรมต่างเป็นตัววายร้าย สื่อและคนทั่วไปชอบเรียกเขาเป็น ฮีโร่แชมป์เยาวชนมากกว่า

 

ฮีโร่ก็ดี ปีศาจก็ไม่เลว ไม่ว่าอย่างไร ตามรายงานของสื่อสารมวลชนทั้งหลาย เขาคนนี้สมควรถูกประหารไปตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อน ในโลกปัจจุบันนี้ เฉินหมินคือคนที่ไม่มีตัวตนอยู่บนโลกนี้อีกต่อไป เฉินหมินที่อยู่เบื้องหน้าของเธอในยามนี้ เป็นเพียง “คนธรรมดา” ที่มีชื่อพ้องกันโดยบังเอิญเท่านั้น

 

“มีใครที่สามารถรับเรื่องตามกระบวนการบ้างมั้ย? สวัสดี ฉันเซียวอี้ จากสำนักงานกำกับการสืบสวนกลางเมืองหลินไห่” หญิงสาวกล่าวออกมาอย่างจนปัญญา ในเมื่อเธอไม่อาจรู้ได้ว่าเธอต้องคุยกับใครเพื่อจบภารกิจส่งมอบตัวในครั้งนี้

 

“เป้าหมายส่งมอบเรียบร้อยแล้ว! ถอย! ถอย! ถอย!” ผู้นำขบวนออกคำสั่ง สมาชิกกองกำลังทั้งหมดล่าถอยขึ้นรถไปอย่างรวดเร็วอย่างกับเห็นผี ทั้งหมดโบยบินหลบหนีไปไกลห่าง ไม่หลงเหลือร่องรอยแม้แต่เงา

 

หลังจากกลุ่มกองกำลังล่าถอยหลบหนีไปไม่เห็นฝุ่น ที่หลงเหลืออยู่มีเพียงเฉินหมินที่ยืนนิ่งอยู่ข้างทาง ร่างกายสั่นสะท้าน รวมทั้งกุญแจที่ตกอยู่ที่พื้นข้างๆตัว

 

“ดูท่าหมอนี่น่าจะร้ายกาจมากทีเดียว…” นี่เป็นครั้งแรกที่เซียวอี้รับภารกิจประเภทนี้ ดังนั้นเธอค่อนข้างหวาดระแวงยามปลดพันธนาการของเฉินหมิน ผู้ที่ยามนี้ถูกตรึงไว้ทั่วทั้งตัวราวกับห่อขนมจีบ อย่างไรก็ตาม เซียวอี้เป็นตำรวจหญิงชั้นยอดของกรม เธอไม่มีทางหวาดกลัวจนหน้าถอดสีด้วยเรื่องนี้แน่นอน

 

เซียวอี้จัดระเบียบตนเอง ดึงปืนสั้นจากสะโพกขึ้นมาถือไว้ในมือ ก่อนค่อยๆ ก้มหยิบกุญแจที่พื้นข้างกายเฉินหมิน

 

“เฉินหมิน?” เซียวอี้ถาม

 

เจ้า “ขนมบ๊ะจ่าง” ผงกหัว

 

“ชั้นคือเจ้าหน้าที่ที่มารับนาย ชื่อเซียวอี้ นายยังไม่ผ่านพ้นระยะทัณฑ์บน อีกสองปีนับจากนี้ ชั้นจะต้องคอยอยู่ข้างนายตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง การกระทำทุกอย่างของนายต้องได้รับการรายงาน หากนายมีท่าทีละเมิดกฏ ชั้นมีสิทธิ์ยิงนายได้ตลอดเวลา หากนายปฏิเสธข้อเสนอนี้ ชั้นก็มีสิทธิ์จบชีวิตนายลงตรงนี้ในทันทีเช่นกัน เข้าใจหรือไม่?” เซียวอี้กล่าว มือหนึ่งถือกุญแจ อีกมือหนึ่งถือปืน

 

เจ้า “ขนมบ๊ะจ่าง” นั่นผงกศีรษะติดต่อกันหลายครั้ง เขาทำท่าราวกับตุ๊กตา

 

กระทั่งยามที่เซียวอี้สอดกุญแจเข้าไปทางรูกุญแจบริเวณก้นของเฉินหมิน ที่เซียวอี้ตระหนักว่า ไอ้คนออกแบบเครื่องพันธนาการนี้ มันต้องเป็นเกย์แน่    ๆ!

 

เสียง *แกร๊ก* ดังขึ้น ล็อคทั้ง 36 จุดบนร่างกายของเฉินหมินคลายออกโดยอัตโนมัติ เฉินหมินดีดร่างขึ้นราวสายฟ้า ชาร์จเข้าหาเซียวอี้อย่างกับพายุไซโคลน ก่อนพุ่งเลยไปยังข้างถนนโดยทันที

 

เซียวอี้แตกตื่นตระหนกจากเหตุการณ์ไม่คาดคิด หญิงสาวบังเกิดปฏิกิริยาตอบโต้โดยการหันปากกระบอกปืนไปทางด้านหลังศีรษะของเฉินหมินโดยสัญชาติญาณ…จากระเบียบการควบคุม หากเฉินหมินมีท่าทีขัดขืนหรือหลบหนีแม้แต่นิด หรือพยายามกระทำการละเมิดกฏหมายใดๆ ผู้ควบคุมมีสิทธิ์ยิงได้ในทันที

 

แต่เฉินหมินไม่ได้วิ่งหนีไปไหน กลับกัน ชายหนุ่มถอดกางเกงลงและปล่อยปัสสาวะออกมาในทันที  เสียงสายน้ำไหลหลั่งราวก็อกน้ำที่เปิดจนสุดเกลียว สายปัสสาวะเป็นเส้นหนาเท่าท่อนแขนผ่าแยกกลุ่มต้นหญ้าข้างทางออกเป็นสองส่วนเท่าๆกัน ส่งผลให้หญ้าเหล่านั้นโน้มลงมากว่าครึ่งในทันที

 

เซียวอี้เคยจัดการกับพวกโรคจิตมาก่อน แต่เธอไม่เคยเจอใครโรคจิตขนาดนี้ เฉินหมินด้านหนึ่งโชว์ก้นเปล่าเปลือย ทั้งยังปัสสาวะออกมาต่อหน้าสาวสวยโดยไร้ยางอาย ชายหนุ่มกระทั่งฉี่ไปบ่นไป “ไอ้พวกรบพิเศษสถุ-บัดซบ ชั้นแค่หักขาของพวกมันคนนึง ใครจะคิดว่าพวกมันจะขี้โกงถึงขนาดจับชั้นล็อคไว้ด้วยเครื่องทรมาณทั้งตัวตอนส่งตัว พวกมันห้ามชั้นฉี่มา 36 ชั่วโมงเลยนะ ไตชั้นแทบระเบิดแล้ว! ถ้าชั้นตาย ชั้นจะไปซื้อไอโฟน 7 ได้ไง?”

 

“เฉินหมิน! วางสองมือไว้บนหัว คุกเข่าลงกับพื้นเดี๋ยวนี้!”เซียวอี้ตะโกนใส่เฉินหมินจากทางด้านหลัง

 

“แม่สาวน้อย นี่เธอรักษาสุขอนามัยหน่อยซิ? ชั้นเพิ่งจับไอ้จ้อนชั้น เธอยังจะให้ชั้นวางมือลงบนหัวอีกเหรอ? สกปรกจะตาย!” เฉินหมินแค่นเสียงเย้ยโดยไม่หันมาด้วยซ้ำ

 

“หยุดพล่ามไร้สาระ เชื่อมั้ยว่าถ้านายไม่ทำตามชั้นที่บอก ชั้นจะให้นายเอามือโสโครกนั่นยัดปากตัวเองแน่!” เซียวอี้ขึ้นนก ส่งสัญญาณอันเย็นชาว่าเธอทำตามคำพูดจริงๆ

 

สิ่งแรกที่โรงเรียนตำรวจสอน คือให้กำหราบอาชญากรด้วยท่าทีข่มขู่ แม้จะยังคงอยู่ระหว่างการสังเกตการณ์ว่าเฉินหมินเป็นอาชญากรหรือไม่  แต่การปลดทุกข์เบาที่ข้างทาง แน่นอนว่าเป็นการกระทำอนาจารอย่างหนึ่ง

 

“ตกลง เธอชนะ คุณตำรวจสาว” เฉินหมินกล่าว ชายหนุ่มรัดเข็มขัดกางเกง ยกสองมือวางไว้หลังศีรษะ คุกเข่าลงกับพื้น ท่าทางที่แสดงออกคล้ายคุ้นชินกับการทำเช่นนี้อย่างมาก

 

“ฟังนะ วินาทีที่ชั้นรับมอบตัวนายมา ถือว่าชั้นขาดจากตำแหน่งหน้าที่ปัจจุบันของชั้นไปแล้ว แต่ว่า ชั้นยังคงมีสิทธิ์ในการจบชีวิตนาย จากนี้ไปสองปี ชั้นไม่สนใจว่านายจะไปเข้าห้องน้ำหรือไปนอน นายต้องรายงานทุกอย่างกับชั้น หากนายกล้าทำอะไรที่ก่อให้เกิดความสงสัยว่านายกำลังพยายามหนี ชั้นจะฆ่านายทันที ได้ยินชัดเจนแล้วใช่มั้ย?” เซียวอี้ตะคอกด้วยความโมโห

 

“คนสวย ผมต้องรายงานเธอเวลาช่วยตัวเองด้วยรึเปล่า?” เฉินหมินยังคงกล้ากระตุ้นโทสะเธอแม้จะมีปากกระบอกปืนจ่ออยู่ หญิงสาวเริ่มสงสัยว่าไอ้หมอนี่เป็นพวกสมองกลวง

 

“นาย ไอ้อันธพาลน่าแขยง หยุดพูดไร้สาระ นายเชื่อมั้ยว่าชั้นจะระเบิดกระโหลกนายออกมาตอนนี้?” เซียวอี้โมโหโทโสจนใบหน้าแดงก่ำ

 

“ผมไม่เชื่อ เพราะปืนของเธอไม่มีกระสุน หากเธอเงี่ยหูฟังดีๆ เธอจะได้ยินเสียงลมลอดผ่านมัน ถ้าปืนบรรจุกระสุน มันจะมีเสียง กริ๊ก กริ๊ก แบบนี้” เฉินหมินปฏิเสธ

 

“มีทฤษฎีแบบนั้นจริงๆ?” แม้เซียวอี้จะสงสัยเต็มอก หญิงสาวยังคงยกปืนขึ้นมาแนบหูโดยไม่รู้ตัว

 

“ว้าวว เธอไม่ได้ใส่กระสุนจริงๆ นี่เมื่อกี้ผมเกือบฉี่ราดกางเกงด้วยความกลัวแล้วนะนี่” เฉินหมินตบอกของตนเองพร้อมลุกขึ้นยืน เมื่อกี้ทั้งหมด เขาเล่นละครหลอกเธอ

 

“นายหลอกชั้น!?” เซียวอี้โกรธาจนแทบร่วงลงไปกองกับถนน

 

“อย่าพูดจาน่าเกลียดแบบนั้นน่า เค้าเรียกว่ากลยุทธ์ลวง จริงๆ เธอไม่ต้องพยายามขู่ผมเลยนะ ผมสัญญาว่าจะปฏิบัติตัวเป็นพลเมืองดี ที่ขยันขันแข็ง รับผิดชอบหน้าที่การงานและเคารพกฏหมาย สองปีนับจากนี้ ผมจะรายงานทุกความเคลื่อนไหว ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่” เฉินหมินกล่าวอย่างน่าสงสาร “ตอนนี้ก็ลืมเรื่องไม่น่าจำพวกนั้นซะ แล้วมาแนะนำตัวกันดีกว่า! สวัสดี ผมชื่อเฉินหมิน ยี่สิบหกปี”

 

เมื่อเห็นผู้ชายตรงหน้ายื่นฝ่ามือมาให้ด้วยความสุภาพ หญิงสาวเริ่มคิดว่าตนเองใจแคบไปหน่อยเมื่อครู่นี้ เธอสูดลมหายใจลึกเพื่อสงบอารมณ์ ก่อนจับมือกับเฉินหมิน “ชั้นเซียวอี้ ยี่สิบสองปี หวังว่านายจะทำตามที่พูด สองปีนับจากนี้ นายคงไม่สร้างปัญหาให้ชั้น”

 

“เสี่ยวอี๋? (อาหญิงเล็ก)  ชื่อเธอก็บอกแล้วว่าเธอต้องเอาเปรียบผมแน่นอน แต่ไม่เป็นไร ผมเองก็ยังไม่ได้ล้างมือ เราเจ๊ากัน” เฉินหมินหัวเราะหึหึอย่างชั่วร้าย

 

“นาย ไอ้ตัวโสโครก!” เซียวอี้เพิ่งนึกได้ถึงเรื่องนี้เฉินหมินเพิ่งทำมาเมื่อครู่ หญิงสาวดึงมือกลับไปในทันที

 

ไม่กี่นาทีต่อมา รถจี๊ปรุ่นเก่าเก๋ากึ้กคันหนึ่งกำลังพาพวกเขาทั้งสองเข้าสู่เมือง เฉินหมินทิ้งเป้ทหารของเขาไว้ที่เบาะหลัง นั่งลงชื่นชมวิวทิวทัศน์ชายฝั่งทะเล สายลมโชยพัดยามทั้งสองเคลื่อนผ่านไป

 

ชายหนุ่ม ที่ไม่เคยได้กลับมาบ้านเกิดเลยนับทศวรรษ รู้สึกว่าบรรยากาศของหลินไห่ช่างอบอุ่นสบาย รอยยิ้มคล้ายเด็กชายที่แสนร่าเริงปรากฏขึ้นบนใบหน้า ตัดกับบุคลิกราวอันธพาลชั่วร้ายเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง

 

“ฟังให้ดี นายไม่ใช่เฉินหมินคนก่อนอีกแล้ว ถ้ามีคนรู้จักถาม นายเป็นแค่คนที่เพิ่งกลับมาจากเมืองนอกเท่านั้น แค่นี้” เซียวอี้กล่าวขณะสองมือบังคับรถไปตามถนน

 

“ผมรู้น่า อา-หญิง-เล็ก จริงๆแล้ว เรื่องพวกนี้ไม่จำเป็นเท่าไหร่ นอกจากพ่อแม่ผมและน้องสาว ผมไม่มีคนรู้จัก หรือญาติคนไหนในเมืองนี้” เฉินหมินหลับตาลงขณะกล่าวตอบคำถาม

 

“ชั้นได้ดูประวัตินายแล้ว นายเป็นกำพร้าแต่กำเนิด ถูกรับไปโดยสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า เฉินจ้งหยางรับอุปการะนายตอนอายุครบหกปี นายเริ่มฝึกยิงปืนตั้งแต่เด็กๆ และเป็นแชมป์เปี้ยนนักกีฬายิงปืนอัจฉริยะรุ่นเยาว์” เซียวอี้มองไปยังผู้ชายที่นั่งข้างเธอ แม้เขาจะดูไร้กฏเกณฑ์อย่างที่สุด แต่อย่างไรก็ยังยากที่จะเชื่อมต่อเขาเข้ากับฆาตกรโหดหนึ่งร้อยสี่ศพเมื่อสิบปีก่อนไปได้

 

“ผมไม่เคยเห็นประวัติเธอ แต่ผมรู้ว่าเธอเป็นเจ้าหน้าที่อำนวยการในกรมตำรวจ เชี่ยวชาญศิลปะป้องกันตัวและเทควันโด้ โตมาในครอบครัวตำรวจ นอกจากนั้น เธอไม่รู้จักสื่อสารกับคนเท่าไหร่ ดังนั้นเธอจึงมีปัญหาความสัมพันธ์ในที่ทำงาน ทั้งกับลูกน้องและเจ้านาย”

 

เซียวอี้กระทืบเบรคโดยกะทันหัน ส่งให้หน้าของเฉินหมินกระแทกเข้ากับบังลมด้านหน้าในทันที หญิงสาวหันไปมองหน้าเฉินหมินด้วยความตกตะลึง

 

“นายรู้ได้ไง?”

 

“คุณผู้หญิง อย่าเสียสมาธิเวลาขับรถสิ? ผมเกือบลอยออกไปนอกรถเลยนะเมื่อกี้!” เฉินหมินถูมือลงบนแก้มที่แดงเถือกขณะงึมงำ “เธอ “บอก” ผมเองทั้งหมด ปลายนิ้วชี้ของเธอด้านเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะการเหนี่ยวไกปืน แต่เป็นเพราะเธอใช้นิ้วคลิกเมาส์ แสดงว่าเธอทำงานส่วนอำนวยการ”

 

“ฝีเท้าของเธอมั่นคงเป็นจังหวะ ลมหายใจเป็นระเบียบ หมายความว่าเธอเชี่ยวชาญการต่อสู้ระยะประชิด ท่าทางการถือปืนของเธอเป็นมืออาชีพ และนี่แน่นอนว่าต้องมาจากการฝึกฝนตั้งแต่เด็ก ซึ่งไม่มีทางที่เธอจะไม่มาจากครอบครัวตำรวจ”

 

“ถ้าคนที่โดดเด่นขนาดเธอ จบชีวิตหน้าที่การงาน โดยกลายเป็นพนักงานในออฟฟิศ…คงจะไม่น่าประหลาดที่เธอจะมีความสัมพันธ์ย่ำแย่กับเพื่อนร่วมงานทั้งเบื้องสูงเบื้องล่าง! ยิ่งกว่านั้น เธอกลายมาเป็นผู้สังเกตการณ์ของผม นี่อาจหมายความว่ามีใครบางคนที่ต้องการส่งเธอมาตาย”

 

“นายผิดแล้ว ภารกิจควบคุมความประพฤติของนาย…ชั้นอาสาทำเอง” หัวใจที่เต้นระรัวของเซียวอี้สงบลงหลังหญิงสาวสูดลมหายใจลึก เธอติดเครื่องยนต์ขึ้นอีกครั้ง พร้อมกล่าวต่อ “เพราะนาย คือกุญแจสำคัญ ที่จะทำให้ความฝันของชั้นเป็นจริง”

 

 

 

Facebook Comment