+100%-

บทที่ 10 การสัมภาษณ์ที่ทำให้ใจสลาย

 

 

Aradeer

 

 

วันนี้ หยกฝันงานยุ่งยิ่งกว่าเมื่อวาน หญิงสาวออกจากวิลล่าตั้งแต่เวลา 8.30 น.  เพื่อไปยังห้องเพื่อซ้อมเต้นกับพาร์ทเนอร์ของเธอ การฝึกเต้นพร้อมหยกฝันส่งผลให้คู่เต้นชายของเธอแทบร้องไห้ออกมาด้วยความเมื่อยล้า ทั้งสองฝึกซ้อมท่าเต้นอย่างหนักหน่วง กระทั่งถึงเวลาสองทุ่ม จึงเสร็จสิ้นการฝึก

 

แม้จะเป็นอย่างนั้น อู๋เหนิงไม่ได้วางแผนการพักผ่อนแก่ดาราสาวผู้โด่งดัง เขายังจัดการนัดหมายรายการสัมภาษณ์ “มีนัดกับหลู่หยู” อีกหนึ่งรายการ เพื่อเพิ่มความนิยมให้แก่หยกฝันก่อนการแข่งขันรอบชิง

 

เซียวอี้และเฉินหมิงนั่งแถวหน้าสุดในสตูดิโอ เซียวอี้มองดูทุกอย่างด้วยความตื่นเต้น นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตของหญิงสาวที่ได้มีโอกาสร่วมรายการบันทึกเทป ทั้งเธอยังมีโอกาสได้โผล่ออกในหน้าจอทีวีอีกด้วย

 

หยกฝันดูท่าทางประหม่าเล็กน้อย หลายปีมาแล้วที่เธอได้ร่วมรายการสัมภาษณ์ขนาดใหญ่แบบนี้ หญิงสาวได้ลองอ่านสคริปต์บนรถมาแล้ว คำถามในการสัมภาษณ์ที่ทีมงานเตรียมมาถูกปรับตามคำร้องขอ หัวข้อทั้งหมดหลีกเลี่ยงคำถามที่หยกฝันไม่ต้องการตอบ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องอุบัติเหตุเมียน้อยเมื่อหลายปีก่อนนั่น

 

หลังการฝึกฝนอย่างหนักตลอดทั้งวัน หยกฝันก้าวเดินขึ้นบนเวทีด้วยอาการอ่อนล้า หากรอยยิ้มของเธอยังคงอ่อนหวานน่าหลงใหลภายใต้แสงไฟสปอตไลท์ เมื่อจับมือทักทายกับผู้ดำเนินรายการแล้ว หญิงสาวนั่งลงบนโซฟาพร้อมทั้งเริ่มพูดคุย

 

การสัมภาษณ์เริ่มต้นโดยปูพื้นตั้งแต่เรื่องราวสมัยเด็กของหยกฝัน จากนั้นก็พูดคุยถึงการแจ้งเกิดในวงการ ตามมาด้วยเรื่องราวสำคัญต่างๆในชีวิต ความรัก อาชีพ และความคิดเห็นของหญิงสาวต่อเรื่องต่างๆ บางครั้งยังมีคำถามที่แหลมคมอย่าง “คุณคิดว่าใครเป็นดาราที่ไร้เหตุผลที่สุด?” และ “คุณคิดอย่างไรกับการที่ต้นสังกัด “แช่แข็ง” คุณ?” โผล่ออกมา

 

หยกฝันไม่ใช่มือใหม่ในวงการ หญิงสาวสามารถควบคุมสถานการณ์แบบนี้ได้ คำตอบของเธอต่อคำถามที่ว่า “ใครคือดาราที่ไร้เหตุผลที่สุด?” หยกฝันตอบว่าการกระทำที่ดูไร้เหตุผลบางทีสามารถเข้าใจได้ว่าเป็นความจริงใจและรับผิดชอบต่องานของคนๆนั้น ส่วนคำถามที่ว่า “คุณรู้สึกอย่างไรที่ต้นสังกัด “แช่แข็ง” คุณ?” หญิงสาวกล่าวว่านี่สามารถถือเป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เพื่อศึกษาเรียนรู้ทางด้านดนตรีให้มากขึ้น ผลประโยชน์ชิ้นใหญ่ที่รายการมอบให้แก่หยกฝัน คือการที่เธอมีโอกาสได้ร้องเพลงฮิตของเธอบนเวที “เพลงบุปผากลบหิมะ”

 

บรรยากาศการสัมภาษณ์ราบรื่น แม้บางครั้งหลู่หยูจะถามคำถามที่ค่อนข้างปัญญาอ่อนอยู่บ้าง เช่น “คุณเคยโดนตีตอนเด็กๆมั้ย?” “ลดน้ำหนักมันยากมากเลยใช่มั้ย?” และ “คุณรู้วิธีการใช่สปาตูล่าทำอาหารรึเปล่า?” พวกนี้ก็ตาม

 

สุดท้ายก็มาถึงช่วงท้ายของรายการ ขณะที่หยกฝันกำลังเตรียมปรับลำคอของเธอให้โล่งเพื่อร้องเพลงในช่วงถัดไป ไม่ทราบสมองอันชาญฉลาดของหลู่หยูได้แรงบันดาลใจจากที่ใด เธอดึงแผ่นป้ายออกมาก่อนจะถามอย่างกะทันหันว่า “พวกเราทุกคนรู้ว่าหยกฝันโด่งดังแค่ไหนเมื่อปีนั้น ประสบการณ์ของคุณยังเป็นเป้าหมายให้เด็กสาวมากมาย แต่มนุษย์ทุกคนย่อมมีข้อผิดพลาด ทุกคนต่างก็เคยเป็นเด็กมาก่อน พวกเรามาดูคลิปนี้กันก่อน…”

 

บนหน้าจอใหญ่ด้านหลังของเธอปรากฏคำบรรยายในภาพที่ถูกบันทึกไว้ในอุบัติเหตุเมียน้อย

 

หยกฝันที่นั่งนิ่งอยู่บนโซฟามีทีท่าทำอะไรไม่ถูก แวววิงวอนขอร้องในดวงตาของเธอเบนไปทางอู๋เหนิงที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งผู้ชม อู๋เหนิงยังคงมองไปทางหยกฝัน บ่งบอกว่าเขาเองไม่รู้เรื่องนี้ ยิ่งกว่านั้น เพื่อช่วยให้หญิงสาวใจเย็นลง เขาเดินไปหาผู้กำกับเพื่อขอคำอธิบายในทันที

 

คลิปวีดีโอสั้นๆนั้น เป็นบทสรุปของเหตุการณ์อุบัติเหตุเมียน้อยทั้งหมดของหยกฝัน แม้ทั้งหมดในคลิปวีดีโอจะกล่าวเข้าข้างหยกฝัน เช่นว่าเธอไม่ได้ฟ้องร้องภรรยาของเหลียงจวินหลังการทำร้ายร่างกาย ไม่ได้เรียกร้องค่าเสียหาย แสดงออกถึงความ “ใจกว้าง” อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหองระแหงของคู่สามีภรรยาเหลียงจวินในปีนั้น ดังนั้นอาจเป็นได้ว่าหยกฝันก็แค่แพะรับบาป บอกเล่าถึงความดีที่หยกฝันไม่ได้จ้างนักรบอินเตอร์เน็ตเพื่อต่อสู้ตอนที่เกิดเรื่อง การประพฤติตนมีจรรยาบรรณเช่นเมียน้อยมืออาชีพ…

 

หลังจบคลิปวีดีโอ คำถามแรกของหลู่หยูก็คือ “ที่โดนตบตอนนั้น เจ็บมากมั้ย?”

 

เซียวอี้หยุดความคิดในการตบบ้องหูทั้งสองข้างของผู้ดำเนินรายการ พร้อมถามหล่อนว่าเจ็บมากมั้ยไม่ได้เลย…

 

บรรยากาศในห้องอัดเทปในเวลานั้นกลายเป็นความกระอักกระอ่วน หยกฝันรู้สึกเหมือนตนเองกำลังนั่งอยู่บนเข็มแหลม ทั่วร่างของเธอสั่นสะท้าน หญิงสาวพยายามกลั้นน้ำตาขณะกลอกดวงตามองไปรอบๆ แววตาตื่นตระหนกของเธอกวาดกราดทั่วทั้งที่นั่งผู้ชมทั้งหมดราวกับกำลังหาฟางเพื่อยึดเหนี่ยว สุดท้าย ไม่ทราบเพราะเหตุใด สายตาของหยกฝันตกลงยังที่นั่งของเฉินหมิงพอดิบพอดี แววตาอันน่าสงสารของดาราสาวคล้ายกำลังจะบอกว่า “พาชั้นออกไปจากที่นี่ที”

 

ทว่าเฉินหมิงไม่ขยับ ชายหนุ่มนั่งนิ่งราวหุ่นยนต์ เขาคือบอดี้การ์ด ไม่ใช่ข้ารับใช้ เขาไม่สามารถตัดสินใจหนทางในอนาคตของนายจ้างตนเองได้ หากหยกฝันต้องการจากไปจริงๆ ต่อให้พันทหารหมื่นทัพม้าก็ไม่อาจรั้งเธอไว้ได้ เฉินหมิงแน่นอนว่าเป็นประเภทที่ “หากพระเจ้าขวางชั้น ก็ฆ่าพระเจ้า หากพระพุทธขวางทาง ฆ่าพระพุทธ” แต่ถ้าหยกฝันแค่ต้องการใครบางคนเพื่อมอบความกล้าในการหลบหนีให้กับเธอแบบนั้น…เฉินหมิงไม่อาจทำได้

 

“งั้น…ชั้นขอเปลี่ยนคำถามแล้วกันนะ …คุณรักเขามั้ย?” หลู่หยูถามอีกครั้ง

 

 

“ชั้นไม่รู้ว่านั่นสามารถเรียกว่าความรักได้มั้ย แต่ชั้นขอบอกว่า ที่ผ่านไปแล้วก็ขอให้ผ่านไป แบบที่คุณพูดไว้นั่นแหละ ใครไม่เคยเป็นเด็ก ใครไม่เคยทำผิดบ้าง? พวกเราพูดเรื่องอื่นดีกว่า” น้ำเสียงของหยกฝันสั่นสะท้าน แต่หญิงสาวยังคงมุ่งมั่นในการเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

 

“ชั้นเข้าใจดี คำถามนี้อาจทำร้ายคุณ แต่เกี่ยวกับเรื่องของความรัก แฟนคลับของคุณทุกคนต่างก็อยากรู้ความจริง ดังนั้น วันนี้ ทางรายการได้เชิญแขกพิเศษมา —- จักรพรรดิจอเงิน เหลียงจวินค่าาาา” หลู่หยูประกาศอย่างออกนอกหน้า

 

เหลียงจวินสวมชุดสูทสบายๆ ธรรมดาก้าวเดินออกมาจากหลังเวที ชายชาวเอเชียผู้นั้นมีรอยยิ้มน่าหลงใหลประดับบนใบหน้า ไม่นาน จักรพรรดิจอเงินเหลียงจวินที่ยังคงสามารถแสดงได้แม้จะมีตีนกาบนใบหน้าก็ปรากฏตัวขึ้นบนเวทีท่ามกลางเสียงโห่ร้องและเสียงเชียร์ของผุ้ชม

 

เขาคือซุปเปอร์สตาร์นักแสดงในวัย 44 ที่โด่งดังเป็นอันดับต้นๆในประเทศตอนนี้ หนังอาร์ทที่เขามีส่วนร่วมแสดงเรื่องหนึ่งเคยกวาดรางวัลระดับนานาชาติมากมาย นี่ส่งผลให้ชายผู้นี้ ผู้ที่ส่วนสูงไม่ถึง 170 ซม. กลับสามารถคว้าหัวใจแฟนๆ สาวน้อยตั้งแต่อายุ 18 ปีจนถึง 80 ปี จนทำให้เขาได้รับฉายา “ขวัญใจมหาชน”

 

เมื่อเห็นผู้ชายที่ตนเองไม่ได้พบหน้ามากว่าสองปี หยกฝันหลุดการควบคุมตนเองในทันที หญิงสาวยกสองมือปิดปากพร้อมหลั่งน้ำตานองหน้า  ไม่ทราบผู้กำกับเสียงคนใดดันเปิดเพลงจบของหนังเรื่อง  《A Chinese Odyssey》, เพลง 《Lifelong Love》 ออกมาตอนนี้

 

ผู้ชมหลายๆคนที่ไม่ทราบข้อเท็จจริงเริ่มร้องไห้เมื่อเพลงขึ้นเช่นกัน ทุกคนต่างคิดว่านี่คือการกลับมาพบกันอีกครั้งของคู่รักที่พลัดพราก มีเพียงเฉินหมิงที่รู้ว่าหยกฝันกำลังร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว

 

เหลียงจวินนั่งลงข้างๆหยกฝันด้วยรอยยิ้มเต็มหน้า ทั้งยังจงใจเอนร่างเข้าหาหญิงสาวอีกด้วย หยกฝันในตอนนี้ร่ำไห้ไม่หยุด ไม่สามารถตอบคำถามใดๆได้อีกต่อไป แต่ถึงอย่างนั้น หลู่หยูผู้มีสมองเฉียบคมตัดสินใจตีเหล็กตอนร้อนๆ พร้อมทั้งถามคำถามเรื่องราวหนหลังต่อเหลียงจวิน

 

เหลียงจวินหัวเราะด้วยท่าทีขออภัย พร้อมทั้งกล่าวว่า “เดิมที นั่นเป็นการพบกันที่สวยงามของเรา พวกเราต่างถูกดึงดูดด้วยพรสวรรค์ของกันและกัน ผมรู้ดีว่าผมไม่ใช่ผู้ชายที่จะทำให้เธอมีความสุขได้ เพราะไม่ว่ายังไง ผมก็คือผู้ชายที่แต่งงานและมีลูกแล้ว หยกฝันเป็นเด็กดี เธอรู้ดีถึงเรื่องนี้ ไม่เคยตั้งความหวังหรือเรียกร้องสิ่งใดจากผม เธอเพียงแต่ต้องการอยู่ใกล้กับผมเท่านั้น …เรื่องราวในวันนั้น ทั้งหมดเป็นความผิดของผมเอง ผมขอโอกาสในที่นี้ ขอโทษต่อเธออย่างสุดซึ้ง หากวันนั้นผมปฏิเสธคุณ คุณอาจสามารถพบความสุขที่แท้จริงได้ในอนาคต ยังมีความรักอีกแบบที่เรียกว่า การปล่อยมือ”

 

“โกหก!” ได้ยินอย่างนี้แล้วในที่สุดหยกฝันก็ทนไม่ได้อีกต่อไปและกระโดดจากโซฟาเข้าไปตบหน้าเหลียงจวิน จากนั้นเธอหันไปรอบ ๆ และวิ่งออกมาจากสตูดิโอที่กำลังบันทึกภาพ ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยน้ำตา

 

“หยกฝัน!” เซียวอี้เป็นกังวลกับน้องสาวคนใหม่ของเธอ และพยายามวิ่งไล่ตามออกไป

 

สถานการณ์กลายเป็นความวุ่นวายถึงขีดสุด หลู่หยูรู้สึกอึกอักอยู่พักหนึ่ง ก่อนกล่าวถามเหลียงจวินในที่สุด ’เจ็บรึเปล่าทีโดนตบหน้า?’

 

รายการไม่อาจบันทึกเทปได้อีกต่อไป ผู้กำกับจึงสั่งพัก ทั้งหมดตัดสินใจจบรายการด้วยการสัมภาษณ์เดี่ยวเหลียงจวิน เมื่อมีฝ่ามือตบของหยกฝันการันตี  แน่นอนว่ารายการนี้ถูกลิขิตให้เรตติ้งทวีคูณขึ้นเป็นเท่าตัว

 

เหลียงจวินใช้เวลาพักเดินไปเข้าห้องน้ำ บอดี้การ์ดประจำตัวของเขาถูกทิ้งให้รออยู่ด้านนอก เขามองไปยังใบหน้าแดงก่ำของตัวเองในกระจกแต่งหน้า ก่อนจะพูดออกมาด้วยท่าทางอารมณ์เสีย “นังแพศยา กล้าตบหน้าชั้น! คอยดูว่าชั้นจะกล้าเล่าเรื่องบนเตียงของเธอกับชั้นให้พวกนั้นฟังรึเปล่า ชั้นไม่กลัวไอ้ผู้กำกับนั่นตัดออกหรอกนะ นักข่าวออนไลน์พวกนั้นจะทำให้เธอเจ็บยิ่งกว่าที่ชั้นโดนตบนี่ซะอีก”

 

ขณะที่เหลียงจวินกำลังพูดกับตัวเอง ประตูห้องน้ำก็เปิดออก เฉิงหมิงที่สวมชุดสูทเดินเข้ามาข้างใน เหลียงจวินเองปั้นหน้ายิ้มแย้มเป็นมิตรโดยอัตโนมัติโดยไม่รู้ว่าบอดี้การ์ดของตนเองที่ด้านนอก ตอนนี้โดนสอยร่วงไปแล้ว

 

หลังจากแต่งหน้าเสร็จ เหลียงจวินไปยืนที่โถปัสสาวะ เขารูดซิปกางเกงลง ส่วนเฉินหมิง ชายหนุ่มเปิดประตูห้องสุขาทั้งหมดออก แต่ไม่ได้เดินเข้าไป

 

“เพื่อน นี่นายเป็นโรคกลัวติดเชื้อรึไง? ต้องหาที่ฮวงจุ้ยดีๆ ก่อนถ่ายท้องด้วยงั้นเรอะ?” เหลียงจวินประหลาดใจต่อการเช็คห้องน้ำของเฉินหมิง

 

“จำไว้ อย่าขัดขืนแรงเกินไป อย่าอ้าปาก ถ้าทำแบบนี้ นายก็จะไม่ต้องกินน้ำเข้าไปเยอะเกิน” หลังจากตรวจสอบแน่ว่าห้องน้ำปราศจากคนอื่น ชายหนุ่มก้าวเข้ามาประชิดด้านหลังเหลียงจวินในฉับพลัน

 

“หมายความว่าไง?”ขณะที่เหลียงจวินกำลังตกใจ  เฉิงหมิงคว้าคอของเขา โยนเหลียง จวินเข้าไปในห้องน้ำ และกดศีรษะเขาลงไปในโถส้วม

 

“ช่วยด้ว…”ก่อนที่เหลียงจวินจะพูดเสร็จ,หัวของเขาจุ่มลงไปในโถส้วมแล้ว. เห็นได้ชัดว่าคำแนะนำก่อนหน้านี้ของเฉินหมิงไม่เข้าหูหมอนี่เลยแม้แต่น้อย ทั้งที่ทั้งศีรษะจมอยู่ใต้น้ำ แต่ปากของเหลียงจวินยังคงอ้าออกกว้าง พยายามร้องขอความช่วยเหลือ

 

มือหนาของเฉิงหมิงแกร่งราวคีมเหล็กที่ไม่มีทางสั่นไหว ไม่ว่าเหลียงจวินดิ้นรนขนาดไหน ศีรษะของเขาก็ยังคงจมลงไปในโถส้วมเหมือนเดิม

 

กระทั่งนาทีต่อมา เมื่อเฉินหมิงดึงหัวของมันขึ้น ท่าจักรพรรดิจอเงินผู้แสนงามสง่าก็กำลังสำลักน้ำสีน้ำเงินออกจากปากและจมูกอย่างต่อเนื่อง ไม่ต่างจากหนูจมน้ำ

 

‘’ลูกพี่ ! ผมไม่รู้จักคุณ ทำไมถึงทำกับผมแบบนี้!” เหลียงจวินอ้อนวอน

 

“แกทำเธอเจ็บ” เมื่อเฉินหมิงพูดเสร็จ เขาผลักหัวเหลียงจวินลงไปอีกครั้ง และครั้งนี้เขาใช้แรงมากยิ่งขึ้นทำให้ใบหน้าของเหลียงจวินสั่นสะท้าน

 

ทั้งหมดนี้ยังคงดำเนินต่อไปอีกนาทีครึ่ง คราวนี้ เมื่อดึงหัวของเหลียงจวินออกจากโถ หน้าของเขาขาวซีดราวซากศพ เหลียงจวินอาเจียนออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง “ลูกพี่! นายจ้างของพี่…คือหยกฝัน? แต่ผมไม่ได้ทำอะไรเธอเลยนะ!”

 

“มีความเจ็บปวดอย่างนึง เรียกว่า ความปวดใจ” เฉินหมิงปล่อยเหลียงจวินในที่สุดพร้อมก้าวออกจากห้องน้ำ

 

“ชั้นจะฆ่าพวกแกให้หมด! แกและนังหยกฝันนั่นด้วย! ชั้นจะฟ้องนักข่าว พวกแกจบแน่!” เหลียงจวินดูคล้ายได้รับความเป็นลูกผู้ชายกลับคืนพร้อมทั้งตะโกนออกมา

 

“บอกนักข่าวก็ได้ บอกตำรวจก็ดี นายจะเล่ายังไงก็ตามสบาย โอ้ ชั้นลืมบอกนายไป สิบปีก่อนชั้นมาเป็นบอดี้การ์ด ชั้นเชียวชาญการสังหารคน”

 

หลังการทำอาชีพนักแสดงมากว่าสิบปี เหลียงจวินผ่านการวิจัยมากมายเกี่ยวกับศิลปะการแสดง เขาสามารถบอกได้ทันทีว่าคนๆนั้นกำลังแสดงละครอยู่หรือไม่ และเขารู้ได้ในทันทีว่าผู้ชายที่ยืนอยู่ที่ประตูตอนนี้ไม่ได้พยายามบลัฟหรือข่มขู่ใดๆ เขาคือคนที่เคย “ทำงานแบบนั้น” และยังเป็นมือชั้นยอดในงานนี้อีกด้วย…

 

ขณะที่เฉินหมิงออกจากห้องน้ำ กลับบเจอกับเซียวอี้ผู้ยืนถือปืนไว้ในมือโดยไม่คาดหมาย

 

“เธอคิดว่าผมจะฆ่าเขางั้นรึ?” เฉินหมิงเช็ดคราบน้ำบนฝ่ามือของเขากับบอดี้การ์ดของเหลียงจวินที่นอนหมอบอยู่ด้านข้าง

 

“ไม่รู้สิ พฤติกรรมของนายใช้มาตรฐานคนธรรมดาตัดสินได้ที่ไหน ชั้นก็แค่เตรียมตัวไว้ เผื่อเกิดเรื่องไม่คาดฝัน” เซียวอี้เก็บปืนลงพลางกล่าว “เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดในวันนี้ไม่เคยเกิดขึ้น ชั้นไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น และชั้นจะไม่รายงานเรื่องนี้ต่อเบื้องบน”

 

“เธอก็เรียนรู้เรื่องการลำเอียงเข้าข้างไวดีนี่?” เฉินหมิงหัวเราะออกมาโดยไม่ตั้งใจ

 

“แค่ครั้งนี้เท่านั้น ใครใช้ให้หมอนั่นมารังแกน้องสาวชั้นกันล่ะ? หมอนั่นสมควรกินน้ำในโถส้วมแล้ว ว่าไป นายยืนห่างๆชั้นตอนพูดหน่อยได้มั้ย? ตัวนายมีแต่กลิ่นน้ำยาล้างห้องน้ำเหม็นหึ่ง!”

 


 

ขอบพระคุณนักแปลนิรนามทุกท่านจ้าา แป๊บเดียวเองโนะ ช่วย ๆ กันแป๊บเดียวก็เสร็จล้าววว

 

Facebook Comment