+100%-

บทที่ 202 เรียกฉันว่าปู่

บทที่ 202 เรียกฉันว่าปู่

 

หลงหวางเอ๋อพยายามให้ซูเหมิงหานถอยออกไปชั่วครู่ เพื่อไม่ให้เด็กสาวได้เห็นทักษะแสงศักดิ์สิทธิ์ เพราะทั้งหมดนั้น หลงหวางเอ๋อไม่รู้ว่าเย่เฟิงได้เล่าเกี่ยวกับเรื่องผู้ฝึกเซียนให้ซูเหมิงหานฟังหรือไม่

 

“ไม่เป็นไรหรอก เราเป็นพวกเดียวกัน”

ถึงแม้เย่เฟิงจะกล่าวออกมาอย่างตะขิดตะข่วงใจ แต่การเผชิญหน้ากันของสองสาวก็ทำให้เขายิ้มขึ้นมา

 

“เข้าใจแล้ว”

 

เมื่อได้ยินดังนั้น หลงหวางเอ๋อเหลือบสายตาไปมองซูเหมิงหานเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ จากนั้นเจินชี่ก็เริ่มไหลเวียนมารวมอยู่ที่ฝ่ามือของหญิงสาว เตรียมพร้อมสำหรับการใช้ทักษะแสงศักดิ์สิทธิ์ แสงสีทองได้ปลอบประโลมบาดแผลทั่วร่างของเย่เฟิงทำให้รอยแผลจากรังสีกระบี่ค่อยๆถูกฟื้นฟูขึ้นมา

 

เมื่อซูเหมิงหานมองเห็นดังนั้นก็ค่อนข้างรู้สึกตกใจ หลงหวางเอ๋อก็เป็นผู้ฝึกเซียนด้วยงั้นหรอ? แถมดูเหมือนเย่เฟิงจะปฏิบัติต่อเธออย่างดีด้วย เด็กสาวคิดว่าผู้หญิงคนนี้คงมีระดับวรยุทธ์ที่สูงมาก เพราะตัวเธอเองยังไม่อาจได้ทักษะแบบนี้ได้เลย………

 

แต่เพื่อความปลอดภัยของเย่เฟิง ซูเหมิงหานพยายามไม่คิดถึงสิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกหึงหวง เพราะในเวลานี้ ไม่มีอะไรสำคัญเท่าการรักษาบาดแผลให้แก่ชายหนุ่มอีกแล้ว

 

แต่ที่อีกด้านหนึ่งตอนนี้ เย่เวิ่นเทียนก้าวเท้าเข้าไปในป่าเพื่อเดินเข้าไปหาหลินชื่อฉิง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมาว่า “หนูหลิน เป็นอย่างไรบ้าง?”

 

ในขณะนี้ เย่เวิ่นเทียนเข้ามายืนขวางสายตาของหลินชื่อฉิง ทำให้หญิงสาวไม่อาจมองเห็นได้ว่าเย่เฟิงและทั้งสองสาวกำลังทำอะไรกันอยู่

 

เมื่อได้ยินคำถามของชายชรา หลินชื่อฉิงเข้าใจได้ทันทีว่าคำถามนี้แฝงไปด้วยความหมายที่หลากหลาย

 

เธอรู้สึกอย่างไรบ้างกับการได้ดูการต่อสู้ของผู้ฝึกยุทธ์?

 

เธอคิดอย่างไรบ้างเมื่อได้รู้ว่าตัวตนของชายสวมหน้ากากคือเย่เฟิง?

 

ตอนนี้เธอรู้สึกกับเย่เฟิงอย่างไร?

 

และเธอจะทำอะไรต่อไปหลังจากนี้?

 

หลินชื่อฉิงนิ่งไปชั่วครู่เพราะไม่รู้ว่าควรจะตอบกลับไปอย่างไร แต่ความรู้สึกของเธอที่มีต่อชายชราคนนี้นั้นไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก สาเหตุทั้งหมดนั้นก็มาจากเรื่องของการหมั้นหมาย หญิงสาวเม้มริมฝีปากก่อนจะเอ่ยขึ้นมา “ไม่ว่าอย่างไร เย่เฟิงก็ดูเหมือนจะมีคนที่เขาชอบอยู่แล้วนี่คะ พวกคุณปู่ก็รู้เรื่องนี้ดี แล้วเรื่องที่จะให้หนูไปเป็นลูกสะใภ้ตระกูลเย่จะเป็นเรื่องที่เหมาะสมได้อย่างไร?”

 

“เรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหา……”

เย่เวิ่นเทียนกล่าวออกมาด้วยท่าทีไม่กังวล แต่ทันใดนั้น สายตาของเขาก็จ้องไปยังที่ที่ไม่ไกลออกไป “ใครหลบอยู่ตรงนั้น ออกมาเดี๋ยวนี้”

 

เมื่อชายชราเอ่ยแบบนั้นไปยังด้านหนึ่งของป่าที่ดูมืดมิด ร่างของคนๆหนึ่งก็รีบปรากฏตัวออกมาทันที เธอคือเสี่ยวเยวี่ยนั้นเอง ในตอนที่เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ได้แยกย้ายกันไปหมดแล้ว หญิงสาวตั้งจะเข้าไปหาเสี่ยวฉีน้องสาวของเธอเพื่อดูว่าเป็นอย่างไรบ้าง แต่เมื่อเห็นเย่เวิ่นเทียนก้าวเข้ามาที่นี่ เธอจึงตัดสินใจจะรอคอยไปก่อน

 

แต่เสี่ยวเยวี่ยไม่คิดเลยว่าเธอจะถูกเจอตัวเสียแล้ว

 

“เออ คือ……”

เสี่ยวเยวี่ยไม่รู้ว่าควรจะเรียกเย่เวิ่นเทียนว่าอย่างไร เธอรู้เพียงแค่ชายชราคนนี้ดูน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังแข็งแกร่งยิ่งกว่าชายในชุดคลุมสีขาวเมื่อครู่นี้อีก ในสายตาของเธอนั้น เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหลายสามารถสังหารใครก็ได้ในทันทีโดยไม่จำเป็นต้องเหลือบตามองด้วยซ้ำไป!

 

“ฉันชื่อว่าเย่เวิ่นเทียน จำไว้ ต่อจากนี้ไปฉันคือปู่ของเธอ”

ชายชรากระแอมออกมาขณะลูบเคราขาว

 

ตุบ

 

เมื่อหนานฟางที่หลบซ่อนตัวอยู่ได้ยินดังนั้น ชายหนุ่มก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่นออกมาอย่างหยุดไม่อยู่จนเผลอร่วงตกจากต้นไม้ ชายชราคนนี้ช่างสุดยอดจริงๆ แค่ได้เห็นสาวสวยเพียงครั้งเดียว ก็ให้พวกเธอเรียกตัวเองว่าปู่เสียแล้ว นี่เขาเห็นเย่เฟิงเป็นพ่อพันธุ์หรือไง?

 

“ไอ้เด็กหน้าเหม็น หัวเราะอะไรของแกฮะ?”

 

เย่เวิ่นเทียนนั้นมีระดับวรยุทธ์ที่สูงยิ่ง หากเทียบการหลงโม่หรันแล้ว ประสาทการรับรู้ของเขานั้นเฉียบคมกว่าหลายสิบเท่า ชายชรารับรู้อยู่นานแล้วว่าหนานฟางได้ซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ แต่เมื่อได้ยินชายหนุ่มที่พลันหัวเราะลั่นขึ้นมา เขาก็อดจะถามอย่างอารมณ์เสียไม่ได้

 

“ไม่…ไม่มีอะไรครับ”

แน่นอนว่าหนานฟางย่อมไม่กล้าทำให้ชายชราไม่พอใจ “พูดต่อได้เลยครับ ผมขอตัวไปห้องน้ำก่อน…….”

 

ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบๆ ‘โอ้ ไม่มีคนอื่นอยู่เลยแฮะ’

 

ในเวลานี้ ด้านหนึ่งคือเย่เวิ่นเทียนกับสองสาว ส่วนอีกด้านหนึ่งก็คือเย่เฟิงกับอีกสองสาว ในสถานการณ์แบบนี้ หากเขาอยู่ที่นี่ต่อไปคงเป็นเรื่องไม่เหมาะสมเท่าไหร่

 

‘อืมม รีบไปฉี่ดีกว่า…….’

 

หนานฟางมองไปยังเด็กหนุ่มแห่งวังไท่จี๋เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะส่ายหน้าอย่างเศร้าใจ จากนั้นเขาจึงวิ่งออกไปและไม่นานก็หายลับไปจากสายตาของทุกคน

 

คำพูดของเย่เวิ่นเทียนที่บอกว่า “ฉันคือปู่ของพวกเธอ” ทำให้เสี่ยวเยวี่ยและหลินชื่อฉิงรู้สึกแปลกๆ ดูเหมือนว่าพวกเธอทุกคนจะเคยถูกเย่เฟิงช่วยชีวิตไว้

 

เสี่ยวเยวี่ยและหลินชื่อฉิงรีบหันมามองหน้ากัน และรับรู้ได้ถึงความขุ่นเคืองและความอึดอัดในดวงตาของอีกฝ่าย เมื่อต้องเผชิญหน้ากับชายชราหัวแข็งอย่างเย่เวิ่นเทียน ทั้งสองสาวไม่รู้ว่าควรจะปฏิเสธว่าอย่างไรดี

 

‘หึ ตามที่คิดไว้เลย เขาเป็นพวกจับปลาสองมือจริงๆด้วย……..”

เสี่ยวเยวี่ยคิดในใจขณะหันไปมองหลงหวางเอ๋อและซูเหมิงหาน ผู้ชายคนนี้เป็นพวกคนเจ้าชู้ แล้วนี่เขายังถึงขนาดหมั้นหมายกับหลินชื่อฉิงอีกด้วยงั้นหรอ?

 

เสี่ยวเยวี่ยหันไปมองหลินชื่อฉิงด้วยแววตาสงสาร และเมื่อเห็นใบหน้าอันแสนงดงามนี้ก็ยิ่งรู้สึกสงสารเข้าไปใหญ่ เธอคิดว่าการที่สาวสวยระดับนี้ถูกบังคับให้หมั้นหมายกับคนเจ้าชู้แบบนั้น ช่างเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย

 

“มีอะไรหรอคะพี่เสี่ยว?”

 

หลินชื่อฉิงหันไปขยิบตาให้เสี่ยวเยวี่ย และคิดว่าผู้หญิงคนนี้ยังไม่รู้ถึงความดุร้ายของเย่เวิ่นเทียนดี ในตอนนี้ หลินชื่อฉิงกลัวว่าเสี่ยวเยวี่ยจะรับไม่ได้กับเรื่องการหมั้นหมายของเธอจนโวยวายออกมา

 

เสี่ยวเยวี่ยรังเกียจผู้ชายเจ้าชู้มาก ถ้าเธอแสดงท่าทีแข็งกร้าวกับเรื่องนี้ออกมามากเกินไป มันอาจทำให้ชายชราโมโหเอาก็ได้ นอกจากนี้ เธอยังไม่คุ้นเคยกับสถานการณ์แบบนี้ด้วย

 

“พวกหนูคุยกันตามสบาย………”

เย่เวิ่นเทียนโบกมือ และไม่กล่าวอะไรต่อไปอีก ชายชราเพียงเงยหน้ามองขึ้นไปบนฟากฟ้าอันแสนห่างไกล ที่ันั่น สิ่งต่างๆกำลังเปลี่ยนไป

 

เรื่องที่แถบทะเลจีนตะวันออกยังไม่จบลงแค่นี้!

 

เมื่อมองจากภายนอก เย่เวิ่นเทียนดูผ่อนคลายและไม่กังวลต่อสิ่งใดๆ แต่ในใจกลับรู้สึกกดดันอย่างมหาศาล ตัวตนของเย่เฟิงได้ถูกเปิดเผยออกมาแล้ว เมื่อใดที่ข่าวนี้ถูกกระจายออกไป อาศัยเพียงแค่ชายแก่อย่างเขาคนเดียวคงไม่อาจรับมือกับพวกศัตรูคู่อาฆาตที่กำลังจะทะลักเข้ามาในอนาคตได้

 

เขาต้องรีบหาวิธีรับมือให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้…….

 

สำหรับเย่เฟิง ด้วยการรักษาจากแสงศักดิ์สิทธิ์ของหลงหวางเอ๋อ ในที่สุดอาการของเขาก็ดีขึ้นและเลือดได้หยุดไหลออกมาจากบาดแผลทั้งหลายแล้ว เสื้อและกางเกงสีดำของชายหนุ่มขาดรุ่งริ่งและดูมอมแมมราวกับขอทาน

 

ในเวลานี้ ชูชูได้ออกมาจากที่ซ่อนและวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าที่เป็นกังวล

 

เมื่อซูเหมิงหานมองเห็นดังนั้น ความหึงหวงของเธอก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น เธอคิดว่าแค่เย่เฟิงหายหน้าไปพักเดียว ก็คว้าสาวสวยมาไว้ในมืออีกแล้วหรอ………..

 

ชั่วขณะนี้ เย่เฟิงที่มองเห็นแววตาของเด็กสาวก็รู้สึกงุนงง สาวน้อยคนนี้กำลังหึงเขางั้นหรอ? แต่ความรู้สึกหึงหวงก็เกิดมาจากการที่รู้สึกรักใครสักคนเป็นพิเศษจริงไหม?

 

ชายหนุ่มยืนพิงร่างอยู่กับรถบรรทุก เขาคว้ามือนิ่มของซูเหมิงหานมา “อะนี่ ถือมันไว้แล้วเริ่มดูดซับเลย”

เย่เฟิงหยิบปะการังต้นเล็กออกมา

 

พลังวิญญาณของปะการังต้นนี้สูญเสียไปเกือบจะหมดแล้ว แต่มันก็ยังพอจะเพิ่มระดับวรยุทธ์ได้อยู่

 

“ทำแบบเดียวกันกับตอนดูดซับหินวิญญาณนะ”

เย่เฟิงเอ่ยแนะนำ

 

เมื่อซูเหมิงหานเห็นเย่เฟิงพูดกับเธอด้วยความเอาใจใส่ เด็กสาวก็ทิ้งความรู้สึกหึงหวงไปพร้อมกับหยิบปะการังมาไว้ในมือ อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นปะการังต้นนี้เปื้อนเลือดของชายหนุ่ม เธอก็รู้สึกไม่สบายใจ เพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เมื่อเย่เฟิงมาถึงแถบทะเลจีนตะวันออกนี้

 

“นี่ไอ้หนู”

ในเวลานี้ เย่เวิ่นเทียนเดินเข้ามาหาและพูดด้วยน้ำเสียงโทนต่ำ “แกรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงช่วยหลงโม่หรันไว้”

 

“ผมรู้นิดหน่อย”

เย่เฟิงไม่ได้หันกลับไป เขาเพียงแค่พยักหน้า “ดูจากความอวดดีและหยิ่งยโสของมันแล้ว ตราบใดที่มันยังไม่ตาย ผู้เฒ่าตระกูลหลงก็จะไม่เคลื่อนไหวใดๆ เพราะหากชายชราคนนั้นปรากฏตัวขึ้นมาจริงล่ะก็ สถานการณ์ทั้งหมดคงยากจะจัดการได้…………”

 

“อืม ไม่เลว”

 

เย่เวิ่นเทียนเดินมาหยุดอยู่หน้าเย่เฟิง จากนั้นจึงเหลือบมองไปยังหลงหวางเอ๋อที่ยืนอยู่ข้าง เขาได้ยินมาว่าหญิงสาวคนนี้ถึงขั้นแตกหักกับหลงโม่หรันที่เป็นพ่อตัวเอง คิ้วของชายชราขมวดขึ้นมาทันทีเพราะมันยากยิ่งที่จะจินตนาการได้ว่า เรื่องทั้งหมดจะพัฒนามาจนถึงขั้นนี้

 

เดิมทีเย่เวิ่นเทียนตั้งใจว่าจะไม่ยอมรับหลงหวางเอ๋อเข้ามาในตระกูลเย่ แต่การที่เธอยอมทำลายตันเถียนตัวเองเพื่อประโยชน์ของเย่เฟิง ทั้งยังตัดแขนของหลงโม่หรันและยอมเป็นปฏิปักษ์กับตระกูลหลง หากเขายังคงตั้งแง่แก่หญิงสาวคนนี้อยู่อีกก็ดูจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่

 

“เอาล่ะ เรื่องของคนหนุ่มสาว พวกเธอก็จัดการด้วยตัวเองก็แล้วกัน”

เย่เวิ่นเทียนโบกมือพร้อมกับคิดว่าเรื่องอ่อนไหวพวกนี้ก็เหมือนกับยุงกัด ไม่มีอะไรให้น่าสนใจ จึงปล่อยให้เย่เฟิงจัดการเอาเอง แต่ชายชราก็ได้เอ่ยบางคำทิ้งท้ายไว้ “จำไว้นะไอ้หนู ถ้าแกไม่ยอมฟื้นฟูตระกูลเย่ของเรากลับขึ้นมาล่ะก็ ฉันคนนี้จะไม่ยอมปล่อยแกไปง่ายๆแน่!”

 

“…………….”

เย่เฟิงไร้คำพูดขณะคิดในใจ เป็นไปตามที่เขาคิดไว้เลย ภาพความยิ่งใหญ่ของตระกูลในหัวชายแก่คนนี้ช่างแข็งแกร่งจริงๆ

 

ชายหนุ่มหันหน้ากลับไปมองเด็กหนุ่มจากวังไท่จี๋ที่หมดลมหายใจไปแล้ว

 

ดูเหมือนว่าเขาคงต้องใช้ทักษะผนึกวิญญาณอีกครั้งหนึ่ง………

 

……………………….

แปลโดย Solar Spark

 

บทนี้มีประโยคเข้าใจยากอยู่หลายอันนะครับ ถ้ามีอันไหนแปลผิดก็ขออภัยด้วย

 

แจ้งให้ทราบว่าโดยปกติ ENG จะลงนิยายอาทิตย์ล่ะ 3 ตอนนะครับ ยกเว้นถ้ามีคนโดเนทไปถึงค่อยลงเพิ่ม ดูการอัพเดตของ ENG ได้ที่ http://www.novelupdates.com/series/genius-sword-immortal/

 

Facebook Comment