+100%-

เล่มที่5 บทที่22: หลงเหลืออีกสองคน

Desolate Era เล่ม5: สาวกตำหนักม่วง

บทที่ 22: หลงเหลืออีกสองคน

 

แม้ว่าจี้หนิงจะสัมผัสได้ถึงเจตนาอันคลุ้มคลั่งของอีกฝ่ายและรีบใช้ท่าร่างปีกวายุล่าถอยออกมา แต่ยังคงมิอาจหลบเลี่ยงจากการถูกคลื่นพลังอันร้ายกาจซัดกระแทกเข้าใส่แผ่นหลังจนร่างถูกกดจมลึกลงไปใต้ผิวดิน

“จี้หนิง!”

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีและบุคคลอื่นต่างรีบรุดเข้ามาที่หน้าปากหลุมด้วยความแตกตื่นกังวล ภาพที่พวกมันได้เห็นคือปีกโลหะที่บิดเบี้ยวแตกทำลายและร่างของจี้หนิงที่มีคราบโลหิตแดงฉานละเลงเปื้อนเปรอะที่ก้นหลุม… ก่อนที่ร่างของเขาจะค่อยๆฟื้นฟูจนสามารถยันกายลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง

“ข้าไม่เป็นไร” จี้หนิงกล่าวด้วยเสียงแหบแตกจากลำคอที่ยังไม่ทันคืนสภาพอย่างสมบูรณ์พร้อมกับกระโดดขึ้นมาที่ปากหลุม บาดแผลน้อยใหญ่ทั่วร่างเริ่มปิดสนิทและฟื้นฟูสู่สภาพเดิมจนไม่เหลือแม้แต่รอยแผลเป็นในขณะที่สมบัติวิเศษประเภทเกราะที่สวมใส่ก็คืนสู่รูปลักษณ์ของเสื้อขนสัตว์สีขาวอีกครั้ง

เมื่อเห็นเช่นนั้นยอดฝีมืออาวุโสตระกูลจี้ทั้งสามจึงได้ระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกและลอบเลื่อมใสในประสิทธิภาพของกายาเทพอสูรที่ผู้ฝึกฝนพลังปราณเยี่ยงพวกมันไม่อาจเทียบได้ หากเมื่อครู่นี้ผู้ที่รับการจู่โจมเป็นพวกมันทั้งสาม พวกมันคงไม่อาจรอดชีวิตไปได้อย่างแน่นอน

“พลังที่เกิดจากการจุดระเบิดทะเลปราณแห่งตำหนักม่วงช่างร้ายกาจนัก” แม้แต่จี้หนิงเองก็ยังอดมิได้ต้องทอดถอนใจชมเชย

การจัดตั้งตำหนักม่วงนั้นเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการฝึกฝนสู่วิถีแห่งความเป็นอมตะ ผู้ฝึกฝนจะต้องบังคับพลังปราณภายในร่างให้ควบแน่นและรวมตัวกันขึ้นจนบังเกิดเป็นทะเลปราณหรือที่เรียกว่าตำหนักม่วง ยามใดที่ตำหนักม่วงสะสมพลังปราณที่บริสุทธิ์เพียงพอได้ในปริมาณที่มากเพียงพอผู้ฝึกฝนจึงจะสามารถพัฒนาไปสู่ระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงและจักรวาลแรกกำเนิดได้ในที่สุด

“นี่คือสาเหตุที่พวกข้าทั้งสามไม่กล้าเข้าต่อสู้ในระยะประชิดกับพวกมัน…” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวอย่างจริงจัง

“แต่พลังชีวิตของผู้ฝึกกายาเทพอสูรก็นับว่าน่าเหลือเชื่อไม่น้อยเช่นกัน” ท่านยายเงากล่าวเสริมขึ้น

………

ที่อีกด้านหนึ่งของค่ายกล

เงาร่างของมังกรทั้งแปดแห่งพยุหะมังกรโลหิตแปดทิศแหวกว่ายอยู่รอบกายของต่งซีฉีและมู่สี่ที่ใจกลาง ต่งซีฉีมีใบหน้าเคร่งเครียดจริงจัง รังสีอำมหิตในสองตาเข้มข้นจนน่าสะพรึงกลัว มันเคียดแค้นจนปรารถนาจะสับร่างคนของตระกูลจี้ทุกคนที่พบเห็นเป็นหมื่นท่อนแต่กลับไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามาจู่โจมมัน

“น้องเล็ก!… ศิษย์พี่ซีฉี โปรดใช้เลือดล้างตระกูลจี้แก้แค้นให้แก่พวกเรา!” เสียงตะโกนสั่งเสียอันคับแค้นของเย่ฟางที่ดังขึ้นก่อนการระเบิดอันสะท้านฟ้าสะเทือนดินบ่งบอกสถานการณ์ของสองพี่น้องตระกูลเย่ออกมาอย่างชัดแจ้ง

มู่สี่ลืมตาขึ้นจากการนั่งสมาธิก่อนกล่าวด้วยความอาวรณ์ “พวกมันจบสิ้นแล้ว…”

“ไม่เพียงแต่พ่ายแพ้ตกตาย พวกมันยังถูกกดดันถึงขีดสุดจนต้องจุดระเบิดตำหนักม่วงของตัวเอง” โทสะของต่งซีฉีแทบเผาไหม้ออกมานอกร่าง มันไหนเลยเคยคาดคิดว่าจะถูกชาติตระกูลท้องถิ่นแห่งหนึ่งเล่นงานจนตกอยู่ในภาวะเช่นนี้

ต่งซีฉีพลันแหงนหน้าตะโกนก้อง “ข้าต่งซีฉีขอสาบาน ข้าจะทำลายล้างตระกูลจี้ไม่ให้หลงเหลือแม้แต่สัตว์เลี้ยง!!!”

สีหน้าของจี้หนิงแปรเปลี่ยนเมื่อคำสาบานอันเต็มไปด้วยความอาฆาตนั้นดังสะท้อนมาถึง ทว่าผู้เฒ่าเก้าอัคคีกลับแค่นเสียงอย่างเย็นชา “ต่อให้สองพี่น้องนั้นไม่ตกตาย พวกมันยังคงจะทำลายล้างตระกูลของเราอยู่ดี เมื่อต้องการเข่นฆ่าสังหารผู้อื่นย่อมต้องเตรียมใจที่จะรับการตอบโต้จากฝ่ายตรงข้าม การส่งเสียงเห่าหอนเช่นนี้เพียงเป็นพฤติกรรมของคนขลาดเท่านั้น”

“รีบไปจัดการกับพวกมันต่อเถอะ” ท่านยายเงาขบกรามกล่าวขึ้นก่อน

“ถูกต้องแล้ว” อาสิงรีบสนับสนุนทันที

ความคิดฆ่าฟันของจี้หนิงเองก็ถูกปลุกเร้าจนถึงขีดสุด กับศัตรูที่คิดฆ่าล้างตระกูลของมันเช่นนี้มีแต่ต้องตอบโต้กลับไปด้วยมาตรการตาต่อตาฟันต่อฟันเท่านั้น

“จี้หนิง” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีพลันขมวดคิ้วลงก่อนออกคำสั่ง “รีบไปช่วยเหลือบิดาเจ้ากำจัดจู้ซาน”

สีหน้าของจี้หนิงถูกท่วมเต็มไปด้วยความวิตกกังวลทันที หรือว่าแม้แต่เมื่อบิดาของเขาผนึกกำลังร่วมกับจี้หลิวเจินแล้วก็ยังไม่อาจสยบศัตรูลงได้?

“เป็นมู่สี่นั้น เถาไม้ที่เกิดจากเคล็ดวิชาลับของมันเข้าใกล้จุดที่บิดาเจ้ากับจู้ซานกำลังต่อสู้กันเข้าไปทุกที เมื่อใดที่ไปถึงต่งซีฉีกับมู่สี่จะค้นพบพวกมัน หากคนจากภูเขามังกรหิมะทั้งสามรวมกำลังกันได้ย่อมก่อให้เกิดปัญหาใหญ่กับพวกเราอย่างแน่นอน”

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวพลางบงการให้หมอกควันที่เบื้องหน้าของจี้หนิงแหวกแยกออกเป็นช่อง จี้หนิงไม่รอช้ารีบพุ่งกายไปตามเส้นทางที่เปิดออกนั้นทันที

“พวกเราจะมุ่งหน้าไปยับยั้งต่งซีฉีกับมู่สี่” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวกับท่านยายเงาและอาสิง

“ยังไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเสี่ยงชีวิตกับพวกมันเพียงแค่แบ่งแยกรบกวนสมาธิของมู่สี่ก็พอ” สิ้นเสียงสั่งการร่างของมันก็เหินนำผู้ติดตามทั้งสองไปยังตำแหน่งของต่งซีฉีและพวก

………

จี้หนิงใช้ท่าร่างอันล้ำเลิศเคลื่อนที่หลบเลี่ยงเถาไม้ที่งอกระเกะระกะขึ้นมาตลอดรายทางอย่างรวดเร็วจนในที่สุดเขาก็มองเห็นจี้ยี่ฉวนและจี้หลิวเจินอยู่ห่างออกไปไม่ไกล

เมื่อเคลื่อนที่ใกล้เข้าไปเรื่อยๆจี้หนิงจึงพบว่าขณะที่จี้หลิวเจินบังคับสมบัติวิเศษเข้าต่อกรกับชายร่างใหญ่จู้ซาน บิดาของตนกลับใช้เพียงกระบี่คู่มือฟาดฟันรังสีกระบี่ออกจู่โจมพัวพันฝ่ายตรงข้ามเอาไว้เท่านั้น “ประหลาดแท้ ท่านพ่อกลับมิได้ใช้งานสมบัติวิเศษอันใด หรือว่าท่านจะยังมิได้จัดตั้งตำหนักม่วงขึ้นมาจริงๆ?”

“บ้าบัดซบ!” จู้ซานสบถออกมาด้วยความหงุดหงิด คู่มือของมันทั้งสองแสดงแน่ชัดว่าเพียงต้องการล้อมกักมันไว้แล้วใช้การโจมตีอันฉาบฉวยค่อยๆเล่นงานจุดอ่อนของมันที่ขาดความแคล่วคล่องว่องไว

“จากคำสั่งของท่านผู้นำตระกูลก่อนหน้านี้ บิดาสมควรเป็นสาวกตำหนักม่วงผู้หนึ่งแต่ทำไมข้าจึงไม่เคยเห็นท่านใช้สมบัติวิเศษมาก่อน แม้กระทั่งเมื่อครั้งที่ไล่ตามอสรพิษเหินหาวในครั้งนั้นท่านก็มิได้เหินบินด้วยสมบัติวิเศษ…”

จี้หนิงมิใช่ไม่เคยเอ่ยถามแต่จี้ยี่ฉวนปฏิเสธการตอบคำถามนี้ตลอดมา

“หลังจากที่การศึกครั้งนี้จบสิ้นลงข้าคงต้องสอบถามท่านผู้นำตระกูลให้รู้แน่” จี้หนิงละทิ้งความสงสัยในจิตใจไว้ชั่วคราว เขาสาวเท้าเข้าสู่วงต่อสู้พร้อมกับกระบี่อุดรทมิฬในมือทั้งสองข้างและปีกโลหะชุดใหม่ที่กลางหลัง

“ท่านพ่อ ท่านลุงหลิวเจิน โปรดอนุญาตให้ข้าจัดการกับมันเอง” สิ้นเสียงตะโกน ร่างของจี้หนิงก็กลับกลายเป็นลำแสงสายหนึ่งพุ่งเข้าหาจู้ซาน

จี้ยี่ฉวนและจี้หลิวเจินต่างพยายามส่งเสียงเรียกรั้งจี้หนิงเอาไว้ ในขณะที่จู้ซานซึ่งกำลังขุ่นแค้นเนื่องจากมีกำลังแต่ไร้ทางระบายเปล่งเสียงหัวร่อด้วยความยินดี

จู้ซานเมื่อเป็นยอดฝีมือกายาเทพอสูรระดับตำหนักม่วงย่อมมีความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้นในการต่อสู้ตะลุมบอน แม้ว่ามันจะฝึกปรือในด้านพลังปราณด้วยเช่นกันแต่สิ่งที่มันทุ่มเทฝึกฝนมาตลอดยังคงเป็นทักษะการต่อสู้ระยะประชิด

“มาเถิด ข้าจะขอทดสอบดูว่าอัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูลจี้นั้นแข็งแกร่งสักเท่าใด” กลางหลังของมันปรากฏสมบัติประเภทปีกสีดำขึ้นเช่นกัน ร่างใหญ่โตโถมเข้ารับมือกระบี่ของจี้หนิงอย่างดุดัน

นี่ไม่มีอันใดน่าประหลาดใจ ผู้ฝึกปรือกายาเทพอสูรส่วนมากล้วนชมชอบใช้งานสมบัติวิเศษที่ช่วยให้พวกมันสามารถเคลื่อนที่และใช้อาวุธออกได้ว่องไวยิ่งขึ้น แต่ีจี้หนิงยังคงจับจ้องมองปีกของจู้ซานด้วยความสนใจ “ประเสริฐ ข้ากำลังกังวลว่าหลังจากที่บรรลุระดับตำหนักม่วงแล้วจะหาสมบัติวิเศษประเภทปีกที่มีอันดับจากที่ใดอยู่พอดี!”

เสียงระเบิดดังขึ้นไม่ขาดสายเมื่อขวานใหญ่ในมือของจู้ซานปะทะกับกระบี่ของจี้หนิง ฝ่ายหนึ่งนั้นเป็นยอดฝีมือที่ถูกอบรมขึ้นโดยค่ายสำนักชั้นแนวหน้าเยี่ยงภูเขามังกรหิมะ ถึงแม้วิชากายาเทพอสูร ‘อสูรทรงพลัง’ ที่มันฝึกปรือจะมิใช่ยอดวิชาอันใดทว่าก็ยังเหนือล้ำกว่าเคล็ดวิชากายาเทพอสูรอื่นใดที่ตระกูลจี้ครอบครองทั้งยังประกอบด้วยความสำเร็จในระดับตำหนักม่วงแรกเริ่ม ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งนั้นเป็นยอดอัจฉริยะที่ฝึกฝนเคล็ดวิชากายาเทพอสูรอันดับหนึ่งของแผ่นดินแม้ว่าความสำเร็จจะเป็นเพียงระดับเหนือธรรมชาติขั้นสูงสุดก็ตาม

การต่อสู้ของคนทั้งสองเป็นไปอย่างดุเดือดราวกับการต่อสู้ระหว่างเทพอสูรที่แท้จริงแห่งยุคก่อกำเนิดจักรวาล ทั้งคู่ต่างไม่แยแสสนใจในบาดแผลและอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นกับตัวแม้แต่น้อย รัศมีแห่งพลังที่เกิดขึ้นจากการปะทะแต่ละครั้งล้วนสั่นสะท้านแผ่นฟ้าและสั่นสะเทือนแผ่นดินจนทุกสิ่งที่อยู่แวดล้อมพังพินาศไปหมดสิ้น

“จู้ซานผู้นี้ช่างร้ายกาจยิ่งนัก ขวานใหญ่ของมันไม่เพียงสามารถใช้โจมตียังสามารถใช้ต่างโล่เหล็กได้อีกด้วย”

“จี้หนิงผู้นี้สมควรเป็นยอดฝีมือตำหนักม่วงผู้หนึ่ง กระบี่คู่ของมันยิ่งลึกล้ำพิสดาร ข้าใช้เวลากว่าศตวรรษในการฝึกปรือเพลงขวานแต่กลับตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในแทบทุกครั้งที่แลกเปลี่ยนกระบวนท่ากับมัน”

ทั้งคู่ต่างทำการประเมินคู่ต่อสู้ของตนในระหว่างที่ทำการต่อสู้ จี้หนิงคล้ายชิงเป็นฝ่ายมีเปรียบเล็กน้อยเมื่อสามารถสร้างบาดแผลจำนวนมากบนร่างของจู้ซานได้สำเร็จโดยที่ตนเองได้รับบาดแผลเพียงสองแห่งเท่านั้น ทว่าบาดแผลของคนทั้งคู่ล้วนถูกฟื้นฟูจนหายดีในระยะเวลาอันรวดเร็ว

“รวดเร็วกว่านี้! ข้าต้องรวดเร็วยิ่งกว่านี้!” ท่ากระบี่ของจี้หนิงพลันแปรเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราดดุร้ายยิ่งขึ้น เขาพยายามเร่งเร้ากระบี่ของตนให้รวดเร็วเผ็ดร้อนยิ่งขึ้นเพื่อเอาชนะขวานใหญ่ที่หนักหน่วงแข็งแกร่งของอีกฝ่าย กระบี่ของเขายิ่งรวดเร็วขึ้นเท่าใดก็ยิ่งสามารถชำแรกผ่านช่องว่างในกระบวนท่าของอีกฝ่ายได้มากขึ้นเท่านั้น

“ดังวายุ!”

“ดังอสนี!”

กระบี่ในมือข้างซ้ายและข้างขวาของจี้หนิงถูกใช้ออกด้วยกระบวนท่าที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ข้างหนึ่งนั้นรวดเร็วแผ่วพริ้วดั่งสายลม อีกข้างหนึ่งว่องไวกราดเกรี้ยวเยี่ยงสายฟ้า ทว่ากลับสอดประสานหนุนเสริมซึ่งกันและกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ

“รวดเร็วกว่านี้! ข้าต้องรวดเร็วยิ่งกว่านี้!” ทันใดนั้นที่รอบกายของจี้หนิงพลันปรากฏสายฝนโปรยปรายลงมา

ขณะเดียวกันกระบวนท่าของจู้ซานกลับบังเกิดความติดขัดที่ไม่สมควรมีขึ้น บุปผาโลหิตสาดกระจายออกทุกทิศทางเมื่อกระบี่ที่รวดเร็วดุจสายลมของจี้หนิงแทรกผ่านขวานใหญ่แล้วฟันเข้าที่หว่างเอวของมันตัดร่างใหญ่โตของจู้ซานจนขาดเป็นสองท่อน

จี้หนิงไม่ยอมละทิ้งโอกาสที่ฟ้าประทานนี้ กระบี่ในมือถูกใช้ออกอย่างบ้าคลั่ง

‘ประกายวิชชุแลบลั่น!’

‘ประกายวิชชุแลบลั่น!’

‘ประกายวิชชุแลบลั่น!’

กระบี่ทั้งสองของจี้หนิงถูกฟาดฟันออกอย่างต่อเนื่อง กระบวนท่าที่ใช้มิได้เลิศพิสดารและมิได้กราดเกรี้ยวรุนแรง เคล็ดความของมันมีเพียงหนึ่งเดียวนั่นคือรวดเร็ว!

ประกายกระบี่วาววับจำนวนนับไม่ถ้วนแตกระเบิดเข้าใส่ร่างทั้งสองท่อนของจู้ซานจนกลับกลายเป็นก้อนเนื้ออันเลอะเลือนท่ามกลางเสียงคำรามด้วยโทสะของมัน “กระบี่ของเจ้าฆ่าข้าไม่ได้หรอก!”

“บงกชวารีอัคคี!” จี้หนิงพลันใช้ออกด้วยไม้ตายสุดท้ายของตน

ดอกบัวขนาดใหญ่ที่กลีบของมันประกอบขึ้นจากเปลวเพลิงและสายน้ำปรากฏขึ้นห่อหุ้มสิ่งที่เคยเป็นร่างของจู้ซานเอาไว้ก่อนทำการบดตัดอย่างรวดเร็ว หลังจากการฝึกฝนตลอดห้าปีที่ผ่านมาพลังทำลายล้างของบงกชวารีอัคคียิ่งทวีความร้ายกาจมากขึ้น ซากร่างของจู้ซานที่พยายามจะเชื่อมต่อและก่อกำเนิดขึ้นใหม่ถูกบดขยี้และเผาไหม้จนสูญสลายไปในที่สุด

“ดูเหมือนว่าข้าจะได้รับปีกวิเศษมีอันดับล่วงหน้าแล้ว” จี้หนิงยื่นมือออกไปดึงดูดสมบัติวิเศษที่ไร้เจ้าของเข้าหาตนก่อนจะหันกลับไปเห็นสีหน้าที่ตกตะลึงจนแทบไม่เชื่อสายตาตนเองของจี้ยี่ฉวนและจี้หลิวเจิน

“ท่านพ่อ ท่านลุงหลิวเจิน พวกเราต้องรีบกลับไปสมทบกับท่านผู้นำตระกูลแล้ว ยังมีศัตรูอันเข้มแข็งหลงเหลืออีกสองคน!”

“เพียงสองคนเท่านั้น?” จี้ยี่ฉวนทั้งสองอุทานด้วยความตื่นเต้นยินดี ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนี้ยังเหนือกว่าที่พวกมันนึกฝันเอาไว้มากมาย แม้ว่าที่หลงเหลือทั้งสองนั้นจะเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่ศัตรูก็ตาม

“ถึงเวลากวาดล้างพวกมันให้สิ้นซาก!”

ลำแสงสามสายสาดพุ่งไปตามทิศทางที่ผู้เฒ่าเก้าอัคคีชี้นำ

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

Facebook Comment