+100%-

เล่มที่5 บทที่21: ตำหนักม่วง

Desolate Era เล่ม5: สาวกตำหนักม่วง

บทที่ 21: ตำหนักม่วง

 

เมื่อมองเห็นกระบี่แห่งแสงจาก ‘พยุหะพันกระบี่จำลอง’ ของจี้หนิงที่ฟาดฟันเข้าใส่ ร่างอ้อนแอ้นแบบบางของเย่สิงพลันสั่นสะท้าน “พลังกระบี่ที่น่าหวาดหวั่นยิ่งนัก ข้าคงไม่มีหนทางอื่นใดอีกแล้ว!” เส้นผมสีเขียวของนางเปล่งประกายแสงสีเขียวออกมาปกคลุมทั่วร่างต้านรับกระบี่แห่งแสงที่แทงทะลุรัศมีสีทองเข้ามาได้ทันท่วงที ชั้นป้องกันสีเขียวที่เกิดจากการถักสานของอักขระศักดิ์สิทธิ์สั่นพริ้วเป็นระลอกรุนแรงแล้วแตกระเบิดออก

กระบี่แห่งแสงยังคงพุ่งตรงต่อไปทว่าพลังที่คงเหลือนั้นไม่เพียงพอที่จะทะลวงสมบัติวิเศษประเภทเกราะที่เย่สิงสวมใส่บนร่างได้

“พี่ใหญ่ เครื่องรางคุ้มภัยที่ท่านอาจารย์มอบให้กลับถูกทำลายลงด้วยการจู่โจมเพียงครั้งเดียวเท่านั้น!” เย่สิงส่งเสียงร้องด้วยความตื่นตระหนก

กระบวนท่ากระบี่เมื่อครู่น่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้ว พลังทำลายของมันแทบสามารถเทียบได้กับระดับของปรมาจารย์หมื่นสำแดง

“น้องเล็ก” เย่ฟางกัดฟันกรอด “พวกเราคงไม่อาจรอคอยปาฏิหาริย์ใดๆได้อีกต่อไปแล้ว มีทางเดียวคือต้องสู้ตายเท่านั้น”

เย่ฟางผงกศีรษะรับ

เมื่อตัดใจแน่วแน่ประกายตาของสองพี่น้องก็แปรเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยวดุร้าย รัศมีสีเลือดแผ่ซ่านออกจากร่างของคนทั้งสอง

“เคล็ดวิชาต้องห้าม!” คราครั้งนี้ผู้เฒ่าเก้าอัคคี จี้หนิง ท่านยายเงาและบ่าวชราอาสิงตกเป็นฝ่ายตื่นตระหนกบ้าง

ควรทราบว่าการใช้เคล็ดวิชาต้องห้ามนั้นจำเป็นต้องแลกด้วยอายุขัยของผู้ใช้งานและเมื่อใช้ออกก็แทบไม่มีหนทางใดที่จะดึงเอาอายุขัยกลับคืนมา หากคนผู้หนึ่งทั้งที่ทราบดียังยินยอมจ่ายค่าตอบแทนอันสูงล้ำเช่นนี้ออกไปย่อมหมายความว่าพลังที่มันคาดหวังจะได้รับกลับมานั้นต้องยิ่งสูงส่งมหาศาล

“หากต้องการชีวิตของพวกเราก็จงเข้ามา!”

“พวกมันเปรียบประดุจสัตว์ร้ายที่ถูกต้อนเข้าที่ขัง” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีส่งเสียงทางพลังปราณ “ต่อให้พวกมีเปรียบด้านจำนวน แต่เมื่อยอดฝีมือระดับตำหนักม่วงใช้ออกด้วยเคล็ดวิชาต้องห้ามก็ไม่อาจประมาทได้ จงสะกดกลั้นใจรอช่วงเวลาที่เหมาะสม มิฉะนั้นหากต้องแลกชีวิตตกตายร่วมกับพวกมันก็ไม่คุ้มค่าแล้ว”

เมื่อทั้งหมดเห็นพ้องต้องกัน ยอดฝีมือทั้งสี่ของตระกูลจี้ก็เกร็งพลังตระเตรียมจนพรักพร้อมแล้วเริ่มลงมือจู่โจมสอดประสานกันอีกครั้ง

ในสาวกตำหนักม่วงทั้งห้าของภูเขามังกรหิมะ พี่น้องตระกูลเย่ถือเป็นมือชั้นกลางที่แข็งแกร่งเป็นรองต่งซีฉีและมู่สี่ หากอยู่ในภาวะปกติเพียงยอดฝีมืออาวุโสทั้งสามของตระกูลจี้ก็เพียงพอที่จะสยบมันทั้งสองลงได้แล้ว เมื่อรวมยอดอัจฉริยะเยี่ยงจี้หนิงเข้าไปถึงแม้คนทั้งสองจะใช้เคล็ดวิชาต้องห้ามก็ยังต้องรับมือด้วยความหนักหน่วงกินแรง

“ฝูงสวะแซ่จี้อันเจ้าเล่ห์บัดซบ!” เย่ฟางและแย่สิงตะโกนสาปแช่งอย่างหยาบคายพลางกวัดแกว่งสมบัติวิเศษคู่มือเข้าต่อต้าน เมื่อได้รับพลังจากเคล็ดวิชาต้องห้ามอานุภาพของสมบัติวิเศษพวกมันจึงยิ่งร้ายกาจ ม่านน้ำที่แผ่พุ่งออกจากแจกันเคลือบในมือถึงกับสามารถสกัดกั้นกระบี่แสงของพยุหะพันกระบี่จำลองเอาไว้ได้!

เมื่อเห็นเช่นนั้นจี้หนิงก็ได้แต่ลอบทอดถอนใจ ถึงแม้ว่าในสายตาของผู้อื่นการที่ผู้มีพลังการฝึกปรือระดับเหนือธรรมชาติสามารถต่อกรกับสาวกตำหนักม่วงที่ใช้เคล็ดวิชาต้องห้ามได้อย่างเท่าเทียมจะเป็นสิ่งที่ควรภาคภูมิใจก็ตาม

“พี่ใหญ่ จี้หนิงผู้นี้แข็งแกร่งเกินไปแล้ว พลังทั้งหมดที่ข้ามีถูกใช้เพื่อป้องกันการจู่โจมของมันเพียงผู้เดียว” เย่สิงกล่าวอย่างอับจนปัญญา

“ข้าเองก็ทนต้านทานต่อไปไม่ไหวแล้วเช่นกัน” เมื่อเย่สิงทำได้เพียงแค่รับมือการโจมตีของจี้หนิง เย่ฟางจึงต้องแบกรับการจู่โจมของยอดฝีมืออีกสามคนที่เหลือเพียงผู้เดียว

ทันใดนั้นเองมือทั้งสองของทั้งเย่ฟางและเย่สิงพลันปรากฏผนึกแห่งเต๋าขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง รัศมีแห่งพลังสีดำทะมึนหลายสิบสายพุ่งทะลวงเข้าใส่บรรดาผู้ที่กลุ้มจู่โจม ยอดฝีมือจากตระกูลจี้ทั้งสี่รีบใช้ออกด้วยเคล็ดวิชาปกป้องชีวิต

จี้หนิงเองก็ถูกบีบให้ใช้ทั้งกระบี่คู่และบงกชวารีอัคคีในการป้องกันตน แต่ถึงเช่นนั้นเขายังคงถูกพลังอันรุนแรงกระแทกจนต้องล่าถอยไปถึงหกก้าวใหญ่ ผืนดินที่ใต้เท้าปริแตกออกในทุกก้าวที่เหยียบย่ำลงไป

“ช่างหวุดหวิดหวาดเสียวนัก” จี้หนิงก้มลงมองบาดแผลขนาดใหญ่ที่เจาะทะลุหว่างเอวของเขาจนเป็นโพรง ก่อนที่แผลนั้นจะสมานเข้าหากันอีกครั้ง

“โชคดีที่เจ้าช่วยรับพลังโจมตีส่วนใหญ่เอาไว้…” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยังหวาดหวั่นไม่คลาย ลำแสงสีดำเหล่านั้นทั้งรวดเร็วทั้งรุนแรง หากมิใช่ว่าจี้หนิงที่มีกายาเทพอสูรช่วยต้านรับพลังส่วนใหญ่เอาไว้ ร่างเลือดเนื้อของพวกมันทั้งสามอาจได้รับบาดเจ็บจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

“พวกมันสองพี่น้องสมแล้วที่มาจากค่ายสำนักอันยิ่งใหญ่ กลับมีไม้ตายอันร้ายกาจซุกซ่อนอยู่มากมายไม่หมดสิ้น พวกเราต้องรักษาระยะห่างเอาไว้แล้วโจมตีจากระยะไกล” ท่านยายเงากล่าวขึ้น

“ถูกแล้ว พวกมันทั้งสองคงยืนหยัดได้อีกไม่นานเท่าใด” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวสนับสนุน

คิ้วของจี้หนิงขมวดลง เขาย่อมเข้าใจในความกังวลของเหล่าผู้อาวุโส การต่อสู้ระยะประชิดนับเป็นข้อถือสาสำหรับผู้ฝึกพลังปราณที่ไม่อาจยอมให้เกิดความผิดพลาดใดขึ้นกับสังขารเลือดเนื้อ แต่ทุกช่วงเวลาในขณะนี้ไหนเลยปล่อยให้สูญเปล่าได้

“ท่านผู้นำตระกูลโปรดปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง” จี้หนิงรีบเปล่งเสียงด้วยพลังปราณ ปีกโลหะขนาดใหญ่ปรากฎขึ้นบนแผ่นหลังของเขา ด้วยการโบกกระพือคราหนึ่งร่างของจี้หนิงก็ถลาร่อนเข้าหาพี่น้องตระกูลเย่ราวกับพญาปักษา

“ระมัดระวังให้มากไว้” ผู้อาวุโสทั้งสามรีบส่งเสียงกำชับ ทั้งหมดทราบดีว่าจี้หนิงนั้นฝึกปรือยอดวิชากายาเทพอสูร ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ จึงมิได้ขัดขวางเขาแต่อย่างใด

“เข้ามาได้ประเสริฐ” เย่ฟางและเย่สิงขู่คำรามด้วยความยินดี

ที่จริงพวกมันก็ถูกการโจมตีอย่างชาญฉลาดของผู้เฒ่าเก้าอัคคีและพวกกดดันจนมือไม้ปั่นป่วน กลยุทธ์จู่โจมจากระยะไกลทำให้พวกมันไม่อาจตอบโต้ใดๆกลับไปและทำได้เพียงป้องกันตนเองอย่างอับจนปัญญา เมื่อใดที่ป้องกันของพวกมันหลวมคลายเพียงเล็กน้อยนั่นย่อมหมายถึงความตาย ดังนั้นเมื่อจี้หนิงเสนอตัวเข้ามาหาพวกมันเองย่อมต้องสบอารมณ์ของพวกมันเป็นอย่างยิ่ง

“อัจฉริยะแห่งตระกูลจี้ ขอเพียงสังหารมันลงได้การตายของพวกเราก็ไม่สูญเปล่าแล้ว”

ทว่าท่าร่างของจี้หนิงกลับเหนือล้ำเกินกว่าที่พวกมันจะสามารถคาดเดา ร่างที่พุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็วนั้นกลับตีวงโค้งเปลี่ยนทิศทางอย่างงดงามเหนือจินตนาการเข้าหาเย่สิงซึ่งบัดนี้ปราศจากเครื่องรางคุ้มภัย กระบี่อุดรทมิฬทั้งคู่ถูกใช้ออกด้วยกระบวนท่าที่ร้ายกาจที่สุด ‘สายพิรุณสาดเท’…

ศีรษะอันงดงามของเย่สิงหลุดกระเด็นขึ้นสู่ท้องฟ้า ดวงตาทั้งคู่ยังเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและไม่เข้าใจ ในขณะที่เย่ฟางทำได้เพียงใช้สายตาอันว่างเปล่าจ้องมองไปที่จี้หนิง

บนหน้าผากของจี้หนิงปรากฏรอยแผลขนาดใหญ่ทะลุผ่านไป ที่แท้เขาตัดสินใจเสี่ยงชีวิตเปิดช่องว่างหลอกล่อให้เย่สิงแทงกระบี่เข้าใส่เพื่อใช้คุณสมบัติของกายาเทพอสูรและเพลงกระบี่อันเหนือชั้นสังหารนางในกระบวนท่าเดียว

“เจ้า… เจ้ากลับบรรลุกายาเทพอสูรระดับตำหนักม่วงแล้ว…?” เย่ฟางกล่าวด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ

พวกมันไหนเลยคาดคิดว่าต่อให้ระมัดระวังเพียงใดสุดท้ายก็ยังคงประเมินจี้หนิงต่ำเกินไปอยู่ดี จากปราณกระบี่แห่งแสงที่โจมตีเข้าใส่พวกมันเชื่อว่าเด็กหนุ่มอายุสิบหกปีผู้นี้เป็นยอดอัจฉริยะพรสวรรค์ที่เพิ่งบรรลุถึงระดับตำหนักม่วงในด้านพลังปราณได้อย่างน่าเหลือเชื่อ พวกมันจึงมั่นใจว่าจี้หนิงไม่มีทางที่จะบรรลุถึงระดับตำหนักม่วงในด้านกายาเทพอสูรที่ยากเย็นยิ่งกว่าได้ในเวลาเดียวกัน ทว่าสองพี่น้องหารู้ไม่ว่าพลังของยอดวิชา ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ ในระดับเหนือธรรมชาติขั้นสูงสุดนั้นสามารถเปรียบเทียบได้กับระดับตำหนักม่วงแรกเริ่มในกายาเทพอสูรแขนงอื่น ดังนั้นต่อให้เย่สิงแทงกระบี่ทะลุหน้าผากของจี้หนิงสำเร็จก็ยังไม่อาจสังหารหรือหยุดยั้งท่ากระบี่ของเขา และเป็นความผิดพลาดนี้เองที่ทำให้จี้หนิงสามารถสังหารนางได้ภายในกระบวนท่าเดียว

“น้องเล็ก…” เย่ฟางเหลียวมองซากสังขารไร้ชีวิตบนพื้นแล้วแหงนหน้ากู่ร้อง “ศิษย์พี่ซีฉี โปรดใช้เลือดล้างตระกูลจี้แก้แค้นให้แก่พวกเรา!”

สีหน้าของจี้หนิงพลันแปรเปลี่ยนกลับกลาย ปีกที่กลางหลังโบกกระพืออย่างรุนแรงส่งร่างของเขาให้ถอยห่างออกมาอย่างเร่งร้อน

แทบจะเป็นเวลาเดียวกันร่างของเย่สิงแตกระเบิดออกอย่างรุนแรง ทะเลปราณที่ถูกสั่งสมไว้ภายในตำหนักม่วงของมันถูกจุดระเบิดขึ้นในคราเดียว

พลังปราณอันคลุ้มคลั่งถูกระเบิดกระจายออกไปทุกทิศทางจนกลบกลืนร่างของจี้หนิงที่กำลังเหินบินหลบหนีเข้าไปจนหมดสิ้น

“จี้หนิง!!” เหล่าผู้อาวุโสตระกูลจี้ทำได้เพียงตะโกนเรียกชื่อเขาด้วยความสิ้นหวัง

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

Facebook Comment