+100%-

เล่มที่5 บทที่20: ต่างแสดงความสามารถ

Desolate Era เล่ม 5: สาวกตำหนักม่วง

บทที่ 20: ต่างแสดงความสามารถ

 

“ท่านผู้นำตระกูลก่อตั้งค่ายกลนี้ตั้งแต่เมื่อใด?” จี้หลิวเจินอดถามมิได้

นี่เป็นคำถามที่อยู่ในใจของจี้หนิงและพวกที่เหลือเช่นกัน ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นผู้นำตระกูลก่อตั้งค่ายกลมาก่อน และรอจนเมื่อเหล่าสาวกตำหนักม่วงของภูเขามังกรหิมะมาถึงก็มีเวลาหลงเหลือไม่พอสำหรับการตั้งค่ายกลแล้ว

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีเหลือบมอบผู้คนเบื้องหน้า “ไม่ว่าเรื่องราวใด จำเป็นต้องมองการณ์ไกลเข้าไว้ ยามที่ได้รู้ว่าแหล่งผลึกธาตุนี้ใหญ่โตเพียงใดข้าก็ได้คิดแล้วว่าด้วยความละโมบของภูเขามังกรหิมะพวกมันจะต้องถูกดึงดูดเข้ามาอย่างแน่นอน ข้าจึงเริ่มเตรียมการระวังป้องกันล่วงหน้าด้วยการก่อตั้งค่ายกลไว้รอบบริเวณ ถ้าเรื่องจบลงโดยไม่ต้องใช้กำลังก็หาเป็นไรไม่ แต่หากจำเป็นต้องใช้กำลังพวกเราก็จะถือไพ่เหนือกว่า ส่วนที่ว่าเหตุใดข้าจึงไม่บอกกล่าวพวกเจ้าทั้งหมดไว้ก่อนน่ะหรือ? หากข้าบอกพวกเจ้าให้รู้ตัวก่อนว่าพวกเรามีค่ายกลขนาดใหญ่หนุนหลัง พวกเจ้าจะแสดงอาการโกรธเกรี้ยวและเสียใจถึงเพียงนั้นหรือไม่? ผู้คนจากภูเขามังกรหิมะคงจะตื่นตัวจนพบเจอและทำลายค่ายกลไปนานแล้ว”

จี้หนิงและคนอื่นๆต่างผงกศีรษะ

ถึงแม้ว่าเรื่องทุกอย่างเมื่อกล่าวออกมาแล้วหาได้ผิดประหลาดลี้ลับแต่อย่างใด ทว่าก่อนหน้านั้นทุกผู้คนต่างมัวแต่ตื่นตะลึงกับขนาดของแหล่งผลึกธาตุ ไม่มีผู้ใดทันได้คิดถึงเหตุการณ์ขั้นต่อไป นี่เป็นเรื่องของประสบการณ์และวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลโดยแท้!

“ไม่ว่าอย่างไรการกระทำของข้าก็ทำให้รู้สึกละอายต่อบรรพบุรุษของตระกูลจี้ยิ่งนักที่ทำให้ตระกูลต้องตกอยู่ในอันตราย” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวเสียงทุ้มต่ำ “ข้ามิต้องการเลือกเส้นทางสายนี้เลยแม้แต่น้อย สิ่งที่เราทำนี้เท่ากับตั้งตัวเป็นศัตรูกับภูเขามังกรหิมะ ตระกูลจี้จำต้องเร่งลงนามในสัญญากับจักรวรรดิเซี่ยให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อลงนามในสัญญาสำเร็จก็จะเป็นการรับประกันความปลอดภัยของพวกเราไปอีกหนึ่งพันปี ถึงตอนนี้พวกเราจะยังคงอ่อนแอก็ตาม แต่ระยะเวลาหนึ่งพันปีก็สมควรเพียงพอให้ตระกูลจี้ของเราตั้งตัวได้”

“ตอนนี้สิ่งที่พวกเราต้องทำคือสังหารพวกมันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยิ่งสังหารได้มากเท่าใดก็ยิ่งลดทอนแรงกดดันให้กับตระกูลจี้ของเราได้เท่านั้น” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกวาดสายตามองกำลังรบหลักของตระกูลจี้ทั้งห้าที่ยังคงรั้งอยู่ “ข้า ท่านยายเงา อาสิง และจี้หนิง จะรวมกำลังกันจัดการพี่น้องตระกูลเย่ หลิวเจิน ยี่ฉวน เจ้าสองคนไปจัดการกับจู้ซาน”

“ทราบแล้ว” ทุกคนส่งเสียงรับคำ

ท่านยายเงารีบถาม “เช่นนั้นแล้วต่งซีฉีเล่า? มันจะกลายเป็นตัวหายนะในไม่ช้า พวกเราต้องรีบชิงกำจัดมันแต่เนิ่นๆ”

“มันค้นพบและอยู่ร่วมกับมู่สี่แล้ว” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าว “พวกเราจะรวมกำลังเพื่อจัดการกับมันทั้งสองในตอนสุดท้าย”

“พวกเราไปกันเถอะ ข้าจะนำทางพวกเจ้าผ่านม่านหมอกเอง” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีสาวเท้าไปเบื้องหน้า ท่านยายเงา อาสิง และจี้หนิงรีบติดตามอยู่เบื้องหลัง ในขณะที่หมอกควันเบื้องหน้าของจี้หลิวเจินและจี้ยี่ฉวนแหวกเปิดออกเป็นทางให้พวกมันก้าวเดินแยกออกไปอีกทาง

……..

ภายในค่ายกล

ใบหน้าของต่งซีฉีเย็นเยียบแฝงแววชั่วช้าอาฆาต “ข้ากลับหลงติดกับลูกไม้ตื้นๆเช่นนี้…” ลูกแก้วทรงกลมสีดำสนิทแปดลูกพลันปรากฏขึ้นรอบกายของมัน แต่ละลูกมีขนาดเท่ากับกะโหลกศีรษะมนุษย์ ภายในลูกแก้วทั้งแปดสามารถมองเห็นเงาร่างของมังกรที่กำลังโลดแล่น

ยันตร์แปดเหลี่ยมสีเลือดบนชุดดำที่ต่งซีฉีสวมใส่พลันเปล่งแสงสีแดงเรื่อปกคลุมรอบลูกแก้วเหล่านั้น

“จงสำแดง!”

มังกรโลหิตขนาดใหญ่โตพลันปรากฏขึ้นตัวแล้วตัวเล่าเบื้องหน้าต่งซีฉี มังกรทั้งแปดสำแดงฤทธิ์โลดแล่นไปมาอยู่ภายในค่ายกล

“ศิษย์น้องทุกคนจงอยู่ในที่ของตนอย่าขยับ” ต่งซีฉีร้องตวาดขณะบังคับพยุหะมังกรโลหิตแปดทิศให้ขยายออกไปอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่อาณาเขตของพยุหะขยายตัวใหญ่ขึ้น มังกรโลหิตทั้งแปดก็โลดแล่นออกไปได้ไกลขึ้นเช่นกัน เพียงพริบตาขนาดของมันก็ขยายใหญ่ขึ้นถึงสามร้อยเมตรครอบคลุมไปถึงจุดที่มู่สี่ยืนอยู่ พยุหะขนาดใหญ่ที่สามารถขยายตัวไปได้ทั่วทุกทิศเช่นนี้นับเป็นยอดวิชาที่น่าตื่นตะลึง ไม่มีทางที่จะมีผู้ใดจะไม่เบิกนัยน์ตากว้างเมื่อได้พบเห็น!

“ศิษย์พี่ซีฉี” มู่สี่ในชุดยาวสีเทาเอ่ยอย่างตื่นเต้นยินดี มันย่อมปรารถนาเป็นอย่างยิ่งที่จะได้รับการปกป้องในอาณาเขตของพยุหะมังกรโลหิตแปดทิศ

“ศิษย์น้องคนอื่นของพวกเราอยู่ที่ใด” ต่งซีฉีสำรวจโดยรอบ

“ไม่อยู่แถวนี้” มู่สี่ส่ายศีรษะ “มีเพียงข้าผู้เดียวที่บังเอิญอยู่ในอาณาเขตพยุหะมังกรโลหิตแปดทิศของท่าน”

ต่งซีฉีขบกรามแล้วร้องเรียกด้วยเสียงอันดัง “ข้าอยู่กับศิษย์น้องมู่สี่แล้ว เย่ฟาง เย่สิง เจ้าสองคนระมัดระวังให้มากไว้ จู้ซาน… ดูแลตนเองด้วย”

“ไม่ต้องเป็นกังวล”

“พวกเราพี่น้องไม่กลัวพวกมันหรอก”

“หากพวกมันต้องการชีวิตข้า ข้าจะให้พวกมันอย่างน้อยหนึ่งคนตกตายตามไปด้วยแน่นอน!”

สุ้มเสียงสามสายดังขึ้น

“เหลวไหลบัดซบ” ต่งซีฉีกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “พวกเรากลับตกหลุมพรางของเฒ่าเจ้าเล่ห์นั่น หาไม่แล้วหากพวกเราทั้งห้ารวมตัวกันตระกูลจี้อันน้อยนิดจะทำให้เราตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร? ข้าเพียงคนเดียวก็สามารถจัดการพวกมันได้มากกว่าครึ่งแล้ว ศิษย์น้องมู่สี่ ด้วยความสำเร็จของเจ้าในวิชา ‘หมื่นเถาไม้บรรพกาล’ อันเลิศล้ำ เจ้าใช่สามารถทำลายค่ายกลนี้ลงได้หรือไม่?”

“นั่นกลับไม่ง่ายนัก” มู่สี่ส่ายศีรษะ “ต่อให้สามารถทำลายมันลงก็ต้องใช้ระยะเวลาอีกเนิ่นนาน ข้าอาจไม่มีพลังปราณเพียงพอด้วยซ้ำ”

“เจ้าใช้พลังได้อย่างเต็มที่” ต่งซีฉีกล่าว “ข้าพกพาตัวยาฟื้นฟูพลังปราณมาด้วยไม่น้อย”

“ตกลง” มู่สี่ขบกราม “เช่นนั้นเรื่องการป้องกันต้องพึ่งพาศิษย์พี่แล้ว”

“เมื่ออยู่ในอาณาเขตพยุหะมังกรโลหิตแปดทิศของข้า ต่อให้พวกมันหลายคนเข้าโจมตีพร้อมกันข้าก็หาได้เกรงกลัวไม่ สิ่งเดียวที่ข้าหวาดหวั่นคือพวกมันจะไม่เข้ามาหาข้า! น่าชังนัก… หากรู้เช่นนี้ข้าคงสังหารพวกมันตั้งแต่แรก ยามนี้เมื่อข้าต้องการสังหารพวกมันก็หาพวกมันไม่เจอแล้ว” ต่งซีฉีกล่าวอย่างเชื่อมั่น อาศัยมันคนเดียวก็ทรงพลังเทียบเท่ากับศิษย์น้องทั้งสี่คน เพียงโชคร้ายที่แม้มันจะมีพลังแต่กลับไม่มีที่ให้ใช้ออก

“จงสำแดง!”

เมล็ดพันธุ์เมล็ดหนึ่งร่วงหล่นบนผืนดินที่มู่สี่ยืนอยู่ก่อนที่กิ่งก้านเถาวัลย์จำนวนมากจะพลันแตกยอดออกจากเมล็ดพันธุ์นั้นไปทุกทิศทางอย่างรวดเร็ว

“ค่ายกลยิ่งกว้างใหญ่ยิ่งทำให้สัมผัสรับรู้ได้ยากขึ้น” มู่สี่กล่าวเสียงทุ้มต่ำ “เถาไม้ของข้าได้รับผลกระทบจากค่ายกลอันกว้างใหญ่นี้เช่นกันทำให้เป็นการยากที่จะบังคับมันไปในทิศทางที่ถูกต้อง ทว่าตราบใดที่ยังสามารถเติบโตแผ่ขยายออกไปในพื้นที่ว่างเปล่าเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง… มันจะเติบโตเต็มพื้นที่ทั้งหมดจนปกคลุมทั่วทั้งค่ายกลได้ อาศัยจิตของข้าที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเถาวัลย์เหล่านี้ เมื่อใดที่มันสามารถเติบโตออกไปจนพ้นจากค่ายกลข้าจะรับรู้ได้ทันที”

“แต่สิ่งที่ข้าไม่รู้นั่นคือค่ายกลนี้มีอาณาเขตกว้างใหญ่เพียงใด เพราะเมื่อพื้นที่กว้างขึ้นสิบเท่า เถาวัลย์ที่ข้าต้องเพาะขึ้นก็ต้องมากขึ้นอีกสิบเท่า ยิ่งค่ายกลกว้างใหญ่มากเท่าใด ข้าก็ยิ่งต้องสิ้นเปลืองพลังปราณมากขึ้นเท่านั้น” มู่สี่ยังคงไม่มีความมั่นใจมากนัก

“พวกเราต้องลองดูสักตั้ง” ต่งซีฉีขบกราม “หากต้องติดอยู่ที่นี่พวกเราก็ไม่ต่างอะไรกับเนื้อบนเขียงที่รอให้ผู้คนเชือดเฉือนตามอำเภอใจเท่านั้น”

“นั่นก็ใช่แล้ว” มู่สี่ไม่กล่าววาจาใดอีก เพียงพยายามเพิ่มพลังให้เถาไม้ขยายออกไปมากยิ่งขึ้น

เถาวัลย์จำนวนนับไม่ถ้วนยืดขยายออกไปอย่างบ้าคลั่ง ทว่าในค่ายกลอันกว้างใหญ่เช่นนี้ เถาวัลย์ซึ่งถูกชักนำให้หลงทิศทางก็ทำได้เพียงผุดขึ้นระเกะระกะเต็มไปหมด ทว่าสิ่งหนึ่งที่แน่นอนนั่นคือ… มันจะเติบโตต่อไปในทิศทางที่ไม่มีเถาวัลย์ขึ้นอยู่เพื่อปกคลุมพื้นที่ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้!

…………

อีกด้านหนึ่ง

จี้หนิง ผู้เฒ่าเก้าอัคคี และคนอื่นๆยืนอยู่พร้อมหน้า

“พี่น้องตระกูลเย่อยู่ข้างหน้านี่แล้ว” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าว “ข้าจะเปิดฉากโจมตีก่อนค่อยเบิกม่านหมอกบางส่วนออกให้พวกเจ้าได้เห็นมันทั้งคู่ พวกเจ้าทุกคนต้องรีบจู่โจมสังหารทันที”

“ตกลงตามนี้” จี้หนิงผงกศีรษะ

กระบี่วิเศษมากกว่าเจ็ดร้อยเล่มพลันปรากฏรอบร่างของจี้หนิง แต่ละเล่มเปล่งประกายแสงสีขาวเรื่อ ตัวกระบี่สั่นระริกไม่หยุดดึงดูดพลังธรรมชาติในโลกมาหลอมรวมเข้ากับมัน พลังปราณของจี้หนิงเปลี่ยนแปลงไปตามกระบี่วิเศษเหล่านี้เช่นกัน รังสีกระบี่สีขาวเจิดจ้าระยิบระยับเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างที่เบื้องหน้า

พยุหะพันกระบี่จำลอง… ขั้นที่เก้า!

“พลังกระบี่ที่แหลมคมอะไรเช่นนี้” ผู้เฒ่าเก้าอัคคี ท่านยายเงา และบ่าวชราอาสิงต่างตกตะลึง แม้จะไม่ได้สัมผัสมันโดยตรงแต่ทุกคนก็สามารถรับรู้ได้จากรังสีกระบี่ที่แผ่ออกมา

ท่านยายเงาชี้นิ้วไปตรงหน้า ทันใดนั้นกระบี่บินสามเล่มก็ปรากฏขึ้น แต่ละเล่มมีรังสีอันกราดเกรี้ยวเปล่งออกมาจางๆ

อาสิงเองก็กวัดแกว่งค้อนสงครามที่ปรากฏขึ้นในมือ

“ลงมือ!” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีโบกมือคราหนึ่ง กระบี่บินห้าสีพลันปรากฏขึ้นพุ่งแหวกฝ่าอากาศเป็นวงโค้งออกไป ผู้เฒ่าเก้าอัคคีมีชื่อเสียงด้านยาพิษและค่ายกล… กระบี่บินเล่มนี้ไม่เพียงเป็นสมบัติวิเศษมีอันดับ มันยังเป็นกระบี่อาบยาพิษ!

……

เบื่องหน้าจี้หนิงประมาณหนึ่งร้อยเมตร เย่ฟางและเย่สิงสองพี่น้องล้วนเตรียมพร้อมจนถึงขีดสุด ทั้งสองใช้ม้วนผนึกแห่งเต๋าไปมากมายจนตลอดทั้งร่างของพวกมันถูกปกคลุมด้วยรัศมีสีทอง ขณะเดียวกันก็ปลดปล่อยสมบัติวิเศษให้ลอยวนเวียนอยู่รอบกาย ชิ้นหนึ่งดูคล้ายพู่กันเหล็ก ขณะที่อีกชิ้นเป็นแจกันเคลือบที่มีหน้าตาพิกล

“เราไม่อาจมองเห็นบริเวณรอบด้านได้ชัด พวกมันต้องใช้วิธีลอบโจมตีแน่ ระมัดระวังให้มากไว้” ชายผมเขียวเย่ฟางกล่าวด้วยเสียงกระซิบ

“ถูกแล้ว” เย่สิงน้องสาวของมันก็เพิ่มความตื่นตัวขึ้นเช่นกัน

ทันใดนั้น…

กระบี่บินห้าสีพลันพุ่งเข้าหาด้วยความเร็วอันน่าตื่นตะลึง แต่เนื่องจากพี่น้องตระกูลเย่เฝ้าระวังพร้อมอยู่แล้วจึงสามารถป้องกันได้ทันท่วงที

แจกันเคลือบที่ลอยอยู่พลันปลดปล่อยของเหลวสีเขียวจำนวนมากจนก่อเกิดเป็นม่านวารีที่แข็งแกร่งสกัดกระบี่บินห้าสีเอาไว้

กระบี่บินสามเล่มที่เปล่งประกายแสงเกรี้ยวกราดของท่านยายเงาแล่นตัดผ่านอากาศติดตามมาทันที

นี่ทำให้สีหน้าของเย่ฟางและเย่สิงสองพี่น้องแปรเปลี่ยนไม่หยุด พวกมันต่างรีบเร่งเร้าพลังป้องกัน ทว่าม่านวารีเริ่มจะทนทานไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

โดยไม่ทันคาดคิด ค้อนสงครามสีดำขนาดใหญ่ที่เปี่ยมไปด้วยพลังอันเกรี้ยวกราดสุดประมาณทุบกระแทกเข้าใส่รัศมีสีทองที่ปกคลุมร่างของเย่สิงผู้เป็นน้องสาวจนแสงสีทองสั่นสะท้านอย่างรุนแรงราวกับจะพังทลายลง

“ท่าไม่ดีแล้ว”

“รีบหนีเร็วเข้า หากพวกเรายังคงอยุ่ที่นี้ต่อไปคงต้องตกเป็นเป้าให้ทุบตีไม่ต่างกับกระสอบทรายเป็นแน่” เย่ฟางและเย่สิงที่ถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องเริ่มตื่นตระหนกขึ้นมา เห็นได้ชัดว่าพวกมันตกอยู่ในวงล้อมของศัตรูกล้าแข็งหลายคน

ไม่ทันที่ทั้งคู่จะได้เคลื่อนไหว กระบี่แห่งแสงที่เปล่งประกายเจิดจ้าก็กรีดวาดเป็นวงโค้งอันพิสดารเข้าใส่อย่างรวดเร็วจนทิ้งเพียงภาพติดตาอันงดงามไว้ พลังกระบี่แหวกฝ่ารัศมีสีทองที่เป็นดั่งปราการป้องกันเข้าหาร่างของเย่สิง

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

 

Facebook Comment