+100%-

เล่มที่5 บทที่2: พยุหะพันกระบี่จำลองแผลงฤทธิ์

Desolate Era เล่ม5: สาวกตำหนักม่วง

บทที่ 2: พยุหะพันกระบี่จำลองแผลงฤทธิ์

วิหคอัคคีฟ้าและอสรพิษดำที่เหินบินอยู่เหนือหุบเขาร้อนใจเป็นอย่างยิ่ง พวกมันได้รับคำสั่งให้ติดตามตัวจี้หนิงกลับไป แต่หลังจากที่พวกมันออกตระเวณค้นหาเป็นเวลานานกลับไม่มีผลลัพธ์อันใด

“เป็นไปได้หรือไม่ว่านายน้อยจะไม่ได้อยู่ที่นี้แล้ว?” อสรพิษดำกล่าวอย่างร้อนรน

“พี่อสรพิษดูที่นั่น” วิหคอัคคีฟ้าคล้ายพบเห็นอันใด รีบกล่าวชักชวนให้อสรพิษดำมองตาม

ภาพที่เกิดแก่สายตาสร้างความตื่นตระหนกให้แก่สัตว์อสูรทั้งสอง หุบเขาที่เงียบสงบเบื้องล่างจู่ๆก็ปรากฎร่างของนักรบเกราะเต๋านับหมื่นนายขึ้น ลักษณ์แห่งมังกรสมุทรลอยอยู่เหนือพวกมันแผ่พุ่งพลังต่อต้านพายุน้ำแข็งและทะเลเพลิงที่ลุกท่วม

“นักรบเกราะเต๋าจำนวนหลายพันนายที่สามารถรวมพลังกัน? พลังทำลายล้างระดับนี้ต่อให้พวกเราลงไปก็ไม่อาจช่วยเหลืออันใดได้” ทั้งสองย่อมแตกตื่น กองกำลังระดับนี้ยังเหนือล้ำยิ่งกว่าขั้วอำนาจใดๆในเทือกเขานางแอ่น อาจบางทีคงมีแต่กองทัพของจักรวรรดิเซี่ยที่ประจำการอยู่เท่านั้นที่มีในครอบครอง

“นายน้อยอยู่ที่ตรงนั้น!”

ที่เบื้องหน้าของขบวนนักรบนับหมื่นคือจี้หนิงที่จิตสังหารแผ่ซ่านออกมาอย่างน่าหวาดหวั่น

………

เหล่าสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติที่ถูกผูกล่ามติดกับเสาหินต่างตกตะลึงต่อภาพที่ได้เห็นเช่นกัน

“นายน้อยจี้หนิง สาวกตำหนักม่วงผู้เป็นตัวการร้ายกำลังหลอมสร้างอาวุธนอกรีตจนไม่อาจปลีกตัวมา ท่านรีบหนีเร็ว” เมิ่งหยูร่ำร้องตะโกน

“จี้หนิงรีบหนีไป หากชักช้าจะไม่ทันการ!” จี้หยูตะโกนออกไปด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง

พวกมันถูกจับมาทรมานเป็นเวลานาน ได้รับฟังสิ่งที่เหล่าศิษย์ของเป่ยจื้อชานและทาสรับใช้สนทนากันตลอดจนเห็นกับตาถึงการจัดสร้างภูตพยาบาท จึงไม่กล้าเพ้อฝันว่าจี้หนิงจะเอาสามารถบุกฝ่าเข้ามาช่วยเหลือพวกตนออกไป พวกมันเพียงหวังให้จี้หนิงรักษาชีวิตกลับไปแจ้งขอความช่วยเหลือจากตระกูล

ไม่เพียงคนของตระกูลจี้ สิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติที่เหลือต่างฝากความหวังเอาไว้ที่จี้หนิง พวกมันพากันตะโกนร้องบอกให้เขารีบหลบหนีไป

………

จี้หนิงได้ยินคำเตือนจากทั้งหมดอย่างชัดเจน ทว่าจะให้เขาหนีไปที่ใด? ร่างกายของเขาถูกพิษอันร้ายแรงแทรกซึม ต่อให้หลบหนีออกไปได้ก็ต้องตายอยู่ดี แต่หากยืนหยัดต่อสู้เสี่ยงชีวิตกับสาวกตำหนักม่วงนั้นบางทียังอาจจะมีหนทางรอดอยู่สายหนึ่ง

“ฆ่าให้หมดสิ้น!” จี้หนิงสลัดความลังเลทั้งปวง เร่งเร้าพลังในร่างตระเตรียมใช้การโจมตีขั้นสุดท้าย

กระบี่วิเศษสามร้อยกว่าเล่มลอยรายล้อมรอบร่างของเขา ทุกเล่มเปล่งประกายแสงอันเกิดจากการเร่งเร้าพลังงานแห่งธรรมชาติ ผลลัพธ์จากความรุดหน้าในวิชาค่ายกลส่งผลให้ ‘พยุหะพันกระบี่จำลอง’ พัฒนาขึ้นไปอีกหลายขั้น พยุหะกระบี่ที่เขาใช้ออกในครั้งนี้มิใช่เพียงการบังคับกระบี่แต่ละเล่มให้ล่องลอยตามแผนภาพในความทรงจำเช่นที่ผ่านมา แต่เป็นการชักนำพยุหะกระบี่ทั้งหลังให้เคลื่อนที่อย่างทรงประสิทธิภาพโดยอาศัยแผนภาพในความทรงจำเป็นพื้นฐาน

ยอดฝีมือเหนือธรรมชาติในขบวนเกราะเต๋าที่หลงเหลืออยู่อีกแปดคนต่างตกตะลึงเมื่อเห็นจี้หนิงควบคุมสมบัติวิเศษจำนวนมากให้ล่องลอยอยู่เหนือพื้นดิน พวกมันเพียงเคยได้ยินคำร่ำลือที่ว่าสาวกตำหนักม่วงสามารถใช้สมบัติวิเศษเหินบิน ไหนเลยคาดคิดไปถึงว่าที่จี้หนิงใช้ออกนั้นแท้จริงคือพลังจิตตานุภาพ

“ที่แท้มันเป็นสาวกตำหนักม่วง… นายท่าน… เจ้าเด็กผู้นี้เป็นสาวกตำหนักม่วง!” เสียงร้องโอดครวญดังออกมาจากขบวนรบ

“ตาย!” ลำแสงจากพยุหะพันกระบี่จำลองขั้นที่สี่ก่อตัวเป็นกระบี่แห่งแสงที่เบื้องหน้าของจี้หนิงแล้วปลดปล่อยพลังทำลายออกไป พลังกระบี่อันงดงามสายแล้วสายเล่าพาดผ่านนภากาศเข้าหาขบวนรบเกราะเต๋าที่ปั่นป่วนรวนเร

พลังป้องกันของขบวนรบที่ไม่อาจรวมตัวอย่างสมบูรณ์แบบนี้ยังอ่อนด้อยยิ่งกว่ายักษาทั้งเก้าแห่งนิเวศน์ใต้วารี เมื่อพลังกระบี่ตัดผ่านไปถึงก็ถูกฟาดฟันทำลายลงทีละขบวน

“สาวกตำหนักม่วง!”

“มันเป็นยอดฝีมือระดับตำหนักม่วง!”

เสียงคร่ำครวญด้วยความคับแค้นดังขึ้นอย่างต่อเนื่องสะท้อนสะท้านไปทั่วหุบเขา หากพวกมันรับรู้ว่าคู่มือมีพลังในระดับตำหนักม่วงพวกมันคงยอมจำนนไม่กล้าออกจากถ้ำหุบเขามาตั้งแต่แรก

………

อสรพิษดำและวิหคอัคคีฟ้าจ้องมองจนปากอ้าตาค้าง กระบวนท่าที่จี้หนิงเพิ่งใช้ออกเป็นพลังในระดับที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง นี่แทบไม่ต่างอะไรกับการที่ยอดฝีมือเหนือธรรมชาติผู้หนึ่งสังหารหมู่กองทัพของยอดฝีมือระดับธรรมชาติ ยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติทั้งแปดในขบวนรบตกตายหมดสิ้นอย่างรวดเร็ว นักรบที่หลงเหลือแตกพ่ายหลบหนีกระเจิดกระเจิง

“จี้หนิง… บรรลุระดับขั้นตำหนักม่วงแล้ว?” อสรพิษดำที่เฝ้ามองจี้หนิงมาตั้งแต่แรกเกิดก็แทบไม่อาจเชื่อสายตาตนเองเช่นกัน

………

เหล่าสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติที่ถูกพันธนาการไม่อาจมองเห็นการต่อสู้ในวงกว้างเท่าพวกอสรพิษดำ แต่ยังสามารถมองเห็นนักรบเกราะเต๋าขบวนแล้วขบวนเล่าถูกพลังกระบี่ทำลายแตกพ่าย ทั้งยังได้ยินเสียงร่ำร้องก่อนตายของพวกมันที่ว่า ‘สาวกตำหนักม่วง’

ทุกผู้คนต่างคาดเดาไปต่างๆนาๆ กระทั่งคิดไปถึงว่ามียอดฝีมือระดับตำหนักม่วงบุกเข้ามาในหุบเขาพร้อมกับจี้หนิง

แต่แล้วทันใดนั้นเอง เงาดำสายหนึ่งโผพุ่งออกมาจากอุโมงค์ลับใต้ดิน ดวงตาสีเขียวชั่วร้ายของมันกวาดมองพื้นที่โดยรอบ ทาสรับใช้สองคนที่ไม่ได้เข้าร่วมต่อสู้แต่ยืนอยู่บริเวณปากอุโมงค์ถูกพลังแห่งความตายย่อยสลายทั้งเป็นจนหลงเหลือเพียงน้ำหนองสองกอง

ผีดิบขนดำไม่สนใจเหล่าเชลยและทาสผู้เคราะห์ร้าย ร่างของมันพุ่งปราดไปทางทิศที่ยังคงมีการต่อสู้

“นายน้อยโปรดระวัง!” เมิ่งหยูรีบตะโกนเตือนจี้หนิงอย่างสุดกำลัง

………

เมื่อสังหารยอดฝีมือเหนือธรรมชาติในชุดเกราะสีดำจนหมดสิ้นจี้หนิงก็ดึงพยุหะกระบี่คืนกลับ จะอย่างไรเขายังต้องสงวนพลังปราณเอาไว้ กับกระบวนท่าที่มีพลังทำลายร้ายแรงเช่นนี้เขาสามารถใช้ออกได้ไม่เกินสิบครั้งเท่านั้น

ศัตรูที่แท้จริงของเขาคือยอดฝีมือตำหนักม่วงที่ลี้ลับผู้นั้น

ไม่ทันที่จี้หนิงจะกำหนดการเคลื่อนไหวขั้นต่อไปเขาก็ได้ยินเสียงคำรามพร้อมกับเงาร่างสีดำที่ถาโถมเข้าหา

“หรือจะเป็นยอดฝีมือตำหนักม่วงผู้นั้น?” จี้หนิงขยับปีกวิเศษส่งร่างเป็นวงโค้งทอดระยะห่างระหว่างเขากับเงาร่างสีดำ

เงาปริศนานั้นทิ้งตัวลงสู่พื้นดินเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ร่างของมันกดกระแทกผืนดินจนแตกเป็นวงกว้างกว่าสามสิบเมตร รัศมีแห่งความตายสีดำทะมึนหมุนวนรอบร่าง

จี้หนิงนิ่งตะลึง “พลังอันกล้าแข็งและท่าร่างที่รวดเร็วยิ่งนัก”

ผีดิบสีดำจ้องมองมาที่จี้หนิง ร่างในขนสีดำรุงรังของมันทำให้เขาหวนคิดไปถึงตัวประหลาดขนดำแห่งนิเวศน์ใต้วารี เพียงแต่ตัวประหลาดนั้นไม่มีรัศมีแห่งความตายแผ่ซ่านเช่นนี้

“ฆ่า…” ผีดิบสีดำลอยตัวขึ้นจู่โจม

จี้หนิงอาศัยท่าร่างเคลื่อนที่หลบเลี่ยงการปะทะแล้วโจมตีสวนกลับไป แต่กระบี่อุดรทมิฬอันคมกล้ากลับทำได้เพียงทิ้งริ้วรอยสีขาวจางๆไว้บนตัวมันเท่านั้น

“มันกลับคลับคล้ายตัวประหลาดขนดำไม่น้อย มีทั้งพละกำลังที่แข็งแกร่ง ความรวดเร็วที่เหลือเชื่อ และความทนทานของร่างกาย ยังดีที่ดูเหมือนมันจะยังด้อยกว่าตัวประหลาดขนดำนั้นในทุกด้าน” จี้หนิงต่อสู้พลางครุ่นคิดหาหนทางรับมือ เขาพบว่าถึงแม้คู่มือผู้นี้จะมีพละกำลังมหาศาลและการเคลื่อนไหวอันรวดเร็ว แต่ระดับสติปัญญาของมันกลับหลงเหลืออยู่ไม่มากนักทำให้กระบวนท่าและการเคลื่อนไหวของมันค่อนข้างทื่อด้านและง่ายต่อการคาดคำนวณ

“ด้วยกระบวนท่าที่พื้นเพเหล่านี้คาดว่ามันคงไม่ใช่จอมบงการผู้นั้น ยาถอนพิษที่ข้าต้องการก็คงไม่ได้อยู่ในร่างของมันเช่นกัน นี่แสดงว่าตัวสาวกตำหนักม่วงผู้นั้นต้องอยู่ในสภาวะที่คับขันไม่น้อย ข้าต้องรีบฉวยโอกาสนี้ลงมือกำจัดมัน”

เขาอาศัยปีกวิเศษที่กลางหลังเร่งความเร็วของท่าร่างปีกวายุจนถึงขีดสุดเหินร่างเป็นวงโค้งอ้อมหลบและทอดทิ้งผีดิบสีดำไว้เบื้องหลัง

“จี้หนิง” เสียงเย็นเยียบอำมหิตดังขึ้นจากปากถ้ำที่เบื้องหน้า เมื่อกวาดตามองไปตามเสียงเขาก็พบชายในชุดยาวสีดำหลวมกว้างปล่อยผมยาวสยายปรกใบหน้าที่ซีดขาวผู้หนึ่ง ดวงตาสีเขียวชั่วร้ายของมันสร้างความตื่นตะลึงให้แก่จี้หนิงยิ่งไปกว่าผีดิบสีดำตนนั้น

………………………………………………………………………………………………………………………………

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/Desolate-Era-แปลไทย-152606241836045/?ref=aymt_homepage_panel

Facebook Comment