+100%-

เล่มที่4 บทที่5: พิธีกรรมโบราณ

Desolate Era เล่ม4: นิเวศน์ใต้วารี

บทที่ 5: พิธีกรรมโบราณ

โคชราสีดำเขม้นมองจี้หนิงที่ศีรษะและร่างกายชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อก่อนกล่าวชมเชย “เด็กน้อยจี้หนิงอันร้ายกาจ อายุเพียงแค่นี้ก็บรรลุ ‘พยุหะพันกระบี่จำลอง’ ขั้นที่ห้า เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว บี่ก็กลับกลายเป็นไม่มีค่าเพียงพอให้กล่าวถึง หลังจากที่เฝ้ารอมานานแสนนาน ในที่สุดทิพยสถานแห่งนี้ก็พบพานหยกที่คู่ควรแก่การเจียระไน”

“ผู้อาวุโสกล่าวหนักไปแล้ว ในการต่อสู้จริงข้าเพียงสามารถใช้ออกด้วยพยุหะกระบี่ขั้นที่สี่เท่านั้น” จี้หนิงรีบกล่าวถ่อมตน

“กล่าวประเสริฐ เมื่อสามารถควบคุมได้ดังใจจึงใช้ออก เจ้ารู้หรือไม่ว่าพลังทำลายจากกระบี่สามร้อยกว่าเล่มที่เจ้าใช้ออกผ่านขบวนพยุหะนั้นยังร้ายกาจรุนแรงยิ่งกว่าการส่งศัสตราหลายพันออกโจมตีโดยตรงเช่นก่อนหน้านี้”

คำกล่าวนี้สร้างความประหลาดใจให้แก่จี้หนิงอย่างแท้จริง “เช่นนั้นหรือ? ข้าเพียงรับรู้ว่าพลังทำลายของพยุหะพันกระบี่จำลองนั้นรุนแรงยิ่ง ทว่ารุนแรงถึงขั้นใดนั้นข้ากลับไม่อาจแน่ใจ”

โคชราตอบอย่างมั่นใจว่า “เพียงพลังของพยุหะกระบี่ขั้นที่สี่นี้ก็เพียงพอให้เจ้าสังหารยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติขั้นสูงสุดได้”

ดวงตาของจี้หนิงทอประกายแวววาวด้วยความพึงพอใจ “ท่านผู้อาวุโสสามารถประทานบอกหรือไม่ว่าพลังของข้ายังห่างชั้นจากระดับตำหนักม่วงอยู่เท่าใด?”

“เจ้าในขณะนี้สามารถเลือกกลยุทธ์ในการต่อสู้ได้สองรูปแบบ หนึ่งนั้นคือการต่อสู้แบบประชิดตัว ซึ่งด้วยเพลงกระบี่ขั้นรู้แจ้ง พลังแห่งเต๋า และวิชากายาเทพอสูรของเจ้า ยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติส่วนใหญ่ล้วนยากที่จะเอาชัยเจ้าได้ แต่หากเจ้าต้องเผชิญหน้ากับยอดอัจฉริยะที่มีเพลงกระบี่ไม่ด้อยไปกว่าเจ้า ผลแพ้ชนะก็ยังยากจะบ่งบอก”

จี้หนิงผงกศีรษะด้วยความเห็นพ้อง หากเขาต้องเผชิญยอดฝีมือเช่นบิดาของเขาที่เข้าสู่ขั้นสูงสุดของระดับเหนือธรรมชาติตั้งแต่หลายสิบปีก่อน ทั้งยังชำนาญในเชิงกระบี่ยิ่งกว่าเขา เขาย่อมต้องพบกับความพ่ายแพ้

“แต่หากเจ้าทุ่มเทพลังศักดิ์สิทธิ์ผ่านพยุหะพันกระบี่จำลองในการต่อสู้ พลังทำลายอาจพอจะนับได้ว่าใกล้เคียงกับเหล่าสาวกตำหนักม่วงในขั้นแรกเริ่ม”

“เพียงขั้นแรกเริ่มเท่านั้น?” จิตใจที่เบ่งพองของจี้หนิงหดแฟบลง เขาคาดหวังว่าพลังของเขาจะเหนือล้ำไปกว่านั้น

“อย่าได้ประเมินระดับความสามารถของสาวกตำหนักม่วงต่ำทรามจนเกินไป เมื่อใดที่จัดตั้งตำหนักม่วงได้สำเร็จ ร่างกายของผู้ครอบครองจะสามารถให้กำเนิดพลังแห่งธาตุ ยามกรีดมือวาดเท้าล้วนทรงพลังเกินกว่าที่ระดับเหนือธรรมชาติจะเปรียบเทียบได้ นอกจากนั้นยอดฝีมือระดับตำหนักม่วงยังสามารถใช้งานสมบัติวิเศษมีอันดับ เพียงพื้นฐานสองประการนี้สาวกตำหนักม่วงก็แข็งแกร่งกว่ายอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติราวผู้ใหญ่กับเด็ก”

จี้หนิงขบคิดตามและเข้าใจในที่สุด นี่ไม่มีอันใดต่างจากการที่ยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติสามารถบดขยี้ยอดฝีมือระดับธรรมชาติได้อย่างง่ายดายราวกับมดปลวก

“จดจำไว้ให้ดีว่ามิอาจประมาทยอดฝีมือระดับตำหนักม่วงโดยเด็ดขาด บุคคลเหล่านั้นล้วนเป็นสุดยอดฝีมือในเส้นทางของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นค่ายคูประตูกล การจัดสร้างหุ่นวิญญาณ เพาะเลี้ยงแมลงพิษสัตว์ร้าย หรือแม้กระทั่งเวทมนต์คาถา”

“เส้นทางแห่งความเป็นอมตะนั้นครอบคลุมไปในทุกวิถี ในขณะที่วัตถุธาตุล้วนสะกดข่มซึ่งกันและกัน หากโชคร้ายพบเจอกับผู้ที่เชี่ยวชาญศาสตร์สาขาที่สะกดข่มลักษณะเด่นของตนได้โดยตรงก็อาจจะตกตายโดยไม่ทันรู้ตัว ต่อให้เป็นปรมาจารย์หมื่นสำแดงอันทรงอิทธิฤทธิ์ก็อาจถูกสาวกตำหนักม่วงที่มีพลังอ่อนด้อยกว่าบงการให้แมลงพิษจำนวนนับล้านกัดกินทั้งเป็นจนเสียชีวิต…”

จี้หนิงกลืนน้ำลายลงคออย่างลำบากยากเย็น

“แน่นอนว่านี่มิใช่กรณีปกติทั่วไป” โคชราสีดำรีบกล่าวให้กำลังใจ “บุคคลเช่นตัวเจ้าที่มีพลังแห่งจิตตานุภาพอันเข้มแข็งและยังมีโอกาสได้เรียนรู้ ‘พยุหะพันกระบี่จำลอง’ จะมีสักกี่คน กล่าวถึงที่สุดข้าเพียงต้องการตักเตือนให้เจ้าระมัดระวังให้มากไว้ อย่าได้ประมาทคู่ต่อสู้ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นผู้ใดก็ตาม”

“ผู้เยาว์ทราบแล้ว” จี้หนิงน้อมรับคำสั่งสอนด้วยความซาบซึ้ง

“เด็กน้อยจี้หนิง” โคชรากล่าวต่อไป “ในตอนที่เจ้าฝ่าด่านทดสอบ ข้าสังเกตว่ากระบี่คู่มือของเจ้านั้นค่อนข้างพื้นเพธรรมดา ใช่หรือไม่ว่าเจ้ายังไม่รู้จักพิธีกรรม ‘โลหิตเทพอสูรหลอมศัสตรา’ ”

จี้หนิงรีบร้องขอให้อีกฝ่ายอธิบายต่อไป

“เทพอสูรนั้นแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่น พวกเขาส่วนใหญ่ไม่ได้ฝึกฝนพลังปราณจึงไม่อาจควบคุมใช้งานสมบัติวิเศษได้ ดังนั้นยิ่งฝึกปรือจนมีฤทธิ์สูงส่งขึ้นเรื่อยๆก็ยิ่งยากจะหาอาวุธคู่มือที่เหมาะสมได้ พวกเขาจึงได้คิดค้นพิธีกรรมนี้ขึ้นมา”

“เริ่มต้นจากการค้นหาอาวุธที่ถนัดมือให้พบ จากนั้นก็นำมาเข้าพิธีกรรมโบราณร่วมกับโลหิตของตน เมื่อผ่านพิธีกรรม ‘โลหิตเทพอสูรหลอมศัสตรา’ แล้วอาวุธนั้นก็จะกลายเป็น ‘อาวุธศักดิ์สิทธิ์’ ที่สามารถดูดซับพลังงานประเภทต่างๆไม่ว่าจะเป็นพลังวิญญาณ พลังความแค้น หรือพลังอื่นๆได้ ยิ่งสังหารศัตรูมากมายเท่าใด ยิ่งศัตรูที่ถูกสังหารนั้นเข้มแข็งยิ่งขึ้นเท่าใด อาวุธชิ้นนั้นก็จะยิ่งแข็งแกร่งทรงพลังมากขึ้นเท่านั้น บางครั้งอาวุธศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้จึงถูกเรียกว่า ‘อาวุธต้องสาป’ หรือ ‘อาวุธมาร’ เช่นกัน อาวุธในตำนานบางชิ้นสามารถใช้พลังแห่งธาตุหรือย่อขยายขนาดได้ตามใจนึก บางชิ้นยังแข็งแกร่งยิ่งกว่าสมบัติวิเศษอันดับสูงเสียอีก”

ดวงตาของจี้หนิงเป็นประกายแวววาว “ผู้อาวุโสโปรดถ่ายทอดให้แก่ข้า”

“เมื่อข้ายินยอมบอกเล่าออกมาก็ย่อมต้องถ่ายทอดให้แก่เจ้า พิธีกรรม ‘โลหิตเทพอสูรหลอมศัสตรา’ นี้ลึกลับซับซ้อนนัก จงตั้งใจฟังให้ดี” โคชราโคลงศีรษะหัวเราะ เริ่มต้นอธิบายพลางดึงดูดพู่กันกลับมาขีดเขียนขั้นตอนและแผนภาพพิธีกรรมลงบนผืนหนัง

ส่วนประกอบสำคัญของพิธีกรรมย่อมเป็นโลหิตแห่งเทพอสูร สำหรับโลหิตของมนุษย์ผู้ฝึกปรือกายาเทพอสูรที่จะสามารถนำมาประกอบพิธีกรรมได้นั้นจะต้องมาจากร่างที่ถือกำเนิดขึ้นใหม่ในระดับเหนือธรรมชาติเช่นเดียวกับเทพอสูรที่แท้จริงแล้วเท่านั้น

จี้หนิงเรียกน้ำเต้าวิเศษที่สามารถเก็บสุราได้หลายพันกิโลกรัมออกมา ทำการเทสุราภายในทิ้งจนหมดสิ้น แล้วเริ่มต้นกรีดเลือดของตนบรรจุลงไปแทน

เนิ่นนานให้หลัง

“เพียงหนึ่งพันกิโลกรัมก็พอแล้ว” โคชราให้สัญญาณ ปริมาณโลหิตที่มากมายเพียงนี้ย่อมไม่อาจรวบรวมออกมาจากร่างได้หากมิใช่ผู้ฝึกกายาเทพอสูรที่แท้จริง

จี้หนิงในท่านั่งขัดสมาธิหยุดถ่ายเลือดลงในน้ำเต้า แม้ว่ากายาเทพอสูรจะเสริมสร้างเลือดชุดใหม่ขึ้นทดแทนภายในร่างของเขาตลอดเวลา ทว่าพลังศักดิ์สิทธิ์ในร่างกลับถูกใช้ไปจนหลงเหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น

“พิธีกรรมนี้มีทั้งสิ้นเจ็ดขั้นตอน ทุกขั้นตอนล้วนต้องกระทำด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจจริง…”

จี้หนิงเริ่มต้นคุกเข่าลงโขกศีรษะสามครั้งคราจนครบทั้งแปดทิศและทำซ้ำเช่นนั้นอีกแปดรอบ จากนั้นจึงรินโลหิตในน้ำเต้าออกมาแล้วใช้พลังแห่งจิตห่อหุ้มชักนำให้กระจายออกเป็นเส้นสายจนปรากฎเป็นวงเวทย์ขนาดใหญ่ล้อมอยู่รอบกาย

“กราบอัญเชิญเทพบรรพบุรุษ…”

สิ้นเสียงเรียกของจี้หนิง ลำแสงสีเลือดพลันแตกระเบิดพวยพุ่งขึ้นจากวงเวทย์

………

พิธีกรรมดำเนินต่อไปอีกครึ่งค่อนวัน ลำแสงสีเลือดอันเรืองรองก่อตัวขึ้นเป็นอักขระพิสดาร ซึ่งโคชราเรียกว่า ‘อักขระเทพอสูร’ ที่ถือกำเนิดจากสรวงสวรรค์ ต่อให้เป็นผู้ที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนก็สามารถอ่านออกได้ในทันทีที่พบเห็น

อักขระเทพอสูรที่ก่อตัวขึ้นจากลำแสงสีเลือดนั้นเป็นคำว่า ‘สังหาร’

กระบี่อุดรทมิฬสามเล่มเหินบินขึ้นบนอากาศ ในความเห็นของโคชรานี่สมควรเป็นสมบัติระดับสวรรค์มาก่อนที่จะโดนทำลาย ดังนั้นกระบี่อุดรทมิฬที่ปราศจากคุณสมบัติในการเป็นสมบัติวิเศษอีกต่อไปกลับกลายเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดที่จะใช้ในการประกอบพิธีกรรม ‘โลหิตเทพอสูรหลอมศัสตรา’

ตัวอักขระ ‘สังหาร’ ทอแสงอันเจิดจ้าทาบทับลงบนกระบี่อุดรทมิฬทั้งสามเล่ม จากนั้นจึงค่อยหรี่จางลงจนดับสิ้นไป

ห้องโถงใหญ่กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง จี้หนิงระบายลมหายใจออกยาวนาน เขาโบกมือคราหนึ่งเรียกกระบี่อุดรทมิฬกลับเข้าในกำมือ ทำการทดลองกรีดลงบนแขนของตนก่อนจะต้องอุทานขึ้นมาด้วยความตกใจ “แหลมคมกว่าเดิมมากนัก!”

“กระบี่ของเจ้าถูกหลอมตีขึ้นจากยอดโลหะ” โคชราส่งเสียงชมเชย “พลังทำลายของเจ้าในการต่อสู้ประชิดตัวนับว่าสูงส่งขึ้นอีกหลายขั้น อาจบางทีเพียงด้อยกว่าพลังของ ‘พยุหะพันกระบี่จำลอง’ เพียงหนึ่งถึงสองขั้นเท่านั้น อย่างไรก็ตามต้องไม่ลืมว่าวิชากายาเทพอสูรที่เจ้าฝึกปรือนั้นเป็นยอดวิชาอันดับหนึ่ง เมื่อใดที่เจ้าสำเร็จถึงขั้นที่หก พลังทำลายในการต่อสู้ระยะประชิดของเจ้าจะเหนือล้ำกว่าพยุหะกระบี่ ยิ่งหากว่าเจ้ามีโอกาสได้เรียนรู้ ‘เทพวิชา’ ที่เหมาะสม เจ้าจะสามารถต่อกรกับยอดฝีมือที่มีระดับสูงกว่าได้อย่างไม่มีปัญหา”

“ผู้อาวุโสใช่เรียนรู้เทพวิชามาบ้างหรือไม่?” จี้หนิงอดบังเกิดความหวังขึ้นมามิได้

“ไหนเลยมีเรื่องเช่นนั้น เทพวิชานั้นถือเป็นความลับในหมู่เทพอสูรหรือชาติตระกูลอันยิ่งใหญ่ ย่อมไม่ถ่ายทอดให้แก่คนนอกโดยง่ายดาย” โคชรากล่าวปฏิเสธ

“แม้แต่ท่านเซียนจูหัวยังสามารถเรียนรู้ได้เพียงวิชาเดียว นั่นคือเทพวิชา ‘จำแลงลักษณ์สวรรค์’ น่าเสียดายที่ข้าไม่ได้ใส่ใจเรียนรู้”

จี้หนิงได้แต่ผงกศีรษะรับรู้ด้วยความเสียดาย อย่างน้อยเขาในยามนี้ก็สามารถกำหนดเป้าหมายในอนาคตได้อย่างชัดเจนแตกต่างจากก่อนหน้าที่จะเข้าสู่นิเวศน์ใต้วารี

“เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ถึงเวลาที่เจ้าจะต้องจากไปแล้ว” โคชรากล่าวเตือน

“ขอบพระคุณผู้อาวุโส” จี้หนิงไม่ลืมที่จะจัดเก็บแผ่นหนังสัตว์ที่จารึกเคล็ดวิชาทั้งหมดกลับไป ถึงแม้เคล็ดวิชาเพ่งจิต ‘พุทธะ ตะวัน จันทรา’ จะไม่จำเป็นสำหรับเขา แต่เขายังสามารถส่งมอบต่อให้กับตระกูลจี้ได้

ศีรษะอันใหญ่โตของหมียักษ์พลันปรากฎขึ้น กลืนร่างของจี้หนิงเข้าไปในห้วงมิติที่บิดเบี้ยว

………………………………………………………………………………………………………………………………

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/Desolate-Era-แปลไทย-152606241836045/?ref=aymt_homepage_panel

Facebook Comment