+100%-

เล่มที่4 บทที่14: ผู้บงการ

Desolate Era เล่ม4: นิเวศน์ใต้วารี

บทที่ 14: ผู้บงการ

จี้ยี่ฉวนที่สีหน้าเคร่งเครียดเดินมุ่งไปตามทางที่ปูด้วยอิฐศิลา เขาทราบแก่ใจว่านี่คือบททดสอบที่ตระกูลใหญ่ทุกตระกูลล้วนต้องพบเผชิญ มีแต่ฝ่าฟันข้ามผ่านไปให้ได้ครั้งแล้วครั้งเล่า พวกมันจึงจะพัฒนาและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น สามารถยืนหยัดแผ่ขยายรากฐานและเติบโตสืบไป แต่หากว่าเพลี่ยงพล้ำสิ่งที่รอคอยอยู่คือชะตากรรมถูกล้มล้างและตามล่าสังหารทั้งตระกูล ขอเพียงมีทายาทเล็ดลอดหลบหนีไปได้ก็ต้องขอบคุณสวรรค์เบื้องบนแล้ว

“นายท่าน! นายท่าน!” เพียงย่างเท้าเข้าสู่เขตที่พัก หญิงรับใช้ผู้หนึ่งก็ลนลานส่งเสียงร้องพลางวิ่งเข้ามาคุกเข่าที่เบื้องหน้า

“เกิดเรื่องอันใดขึ้น? เหตุใดจึงได้รีบร้อนถึงเพียงนี้?” จี้ยี่ฉวนขมวดคิ้วตำหนิ

“นายท่าน…” สีหน้าของหญิงรับใช้กลับกลายเป็นซีดขาวด้วยความหวาดหวั่น แต่ยังคงรวบรวมสติกล่าวต่อไป “นายหญิง… นายหญิงท่าน…”

คราครั้งนี้เป็นจี้ยี่ฉวนที่สีหน้ากลับกลายเป็นขาวซีด “นายหญิงเป็นอย่างไรกันแน่!?”

“นายหญิงเป็นลมสิ้นสติไปแล้ว!” หญิงรับใช้กล่าวด้วยร่างและน้ำเสียงที่สั่นเทา

การที่ยอดฝีมือด้านพลังปราณผู้หนึ่งเป็นลมสิ้นสติลงไปได้ย่อมมิใช่เรื่องล้อเล่น เสียงกล่าวรายงานของหญิงรับใช้ไม่ทันจะสิ้นสุด ร่างของจี้ยี่ฉวนก็กลับกลายเป็นลมหอบหนึ่งหายลับไปจากที่ตรงนั้น

………

ร่างของยู้จี่เซาะนอนนิ่งอยู่บนเตียงภายในห้องพัก ใบหน้าซีดเผือดหากยังคงความสงบงดงาม

จี้ยี่ฉวนปรากฎกายขึ้นภายในห้องโดยไร้ร่องรอย เขามองสำรวจร่างของภรรยาคู่ใจก่อนหันไปทางหญิงรับใช้ที่นั่งปรนนิบัติอยู่ด้านข้าง “เรื่องราวเป็นอย่างไรกันแน่?”

หญิงรับใช้ผู้นั้นรีบทรุดร่างหมอบลงกล่าวด้วยเสียงสั่นสะท้าน “เรียนนายท่าน ก่อนหน้านี้นายหญิงยังนั่งดื่มชาอยู่ตามปกติ ไม่มีผู้ใดแตะต้องหรือสนทนากับนาง แต่แล้วอยู่ๆร่างของนางก็ทรุดลงสลบไม่ได้สติ พวกเราจึงรีบนำตัวนางมาพักภายในห้องแล้วส่งคนออกไปแจ้งต่อนายท่าน”

“รีบส่งคนไปตามเฉาซินแส!” ใบหน้าของจี้ยี่ฉวนเต็มไปด้วยความตระหนกและสิ้นหวัง

หญิงรับใช้นางนั้นรู้สึกราวกับได้รับการนิรโทษจึงรีบวิ่งออกจากห้องไปในทันที ปล่อยให้สองสามีภรรยาอยู่ด้วยกันตามลำพัง

จี้ยี่ฉวนทรุดกายลงนั่งที่ขอบเตียง มือที่เคยหนักแน่นมั่นคงกลับสั่นไหวในยามที่ลูบไล้ไปตามใบหน้าของภรรยารัก “วันนั้นมาถึงแล้วหรือ? ตั้งแต่วันที่ลูกหนิงลืมตาขึ้นมาดูโลก ข้าก็เฝ้ากลัวมาตลอดว่ามันจะมาถึง ไม่… ไม่จริง… เจ้าจะต้องไม่เป็นไร… เจ้าจะต้องอยู่เป็นเพื่อนข้าเฝ้ามองดูลูกของเราเติบใหญ่และพิชิตไปทั่วแดนดิน…”

………

ชั่วครู่ให้หลัง ชายชราเครายาวในชุดขนสัตว์สกปรกก็เร่งรุดมาถึง กลิ่นสมุนไพรอันฉุนเฉียวแผ่ซ่านออกมาจากร่างของมัน ผู้มีความรู้ในด้านการแพทย์นั้นไม่ว่าจะอยู่ในโลกใดล้วนได้รับการเคารพอย่างสูง อย่าว่าแต่ในโลกอันกว้างใหญ่แห่งนี้เต็มไปด้วยสมุนไพรล้ำค่าจำนวนมากมายมหาศาล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญยิ่งมีโอกาสค้นคว้าผสมผสานฤทธิ์ยาให้มีอานุภาพกว้างไกลยิ่งขึ้น ‘เฉาซินแส’ นับเป็นแพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญในการใช้สมุนไพรมากที่สุดในเมืองเขตปกครองตะวันตก

“ซินแส! ภรรยาข้าเป็นลมสิ้นสติไปโดยไร้สาเหตุ ขอซินแสได้โปรด…” จี้ยี่ฉวนสูญสิ้นความเยือกเย็นทั้งหมดที่เคยมี

“ท่านผู้บัญชาการโปรดหลบออกไปก่อน” ชายเครายาวกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงอันแหบแห้ง จี้ยี่ฉวนทราบดีว่าตนเองเป็นฝ่ายเสียกิริยาจึงรีบหลบไปยืนมองอยู่ทางด้านหลัง

เฉาซินแสหลับตาลง มืออันเหี่ยวแห้งราวกับขาไก่ยื่นออกแตะบนหน้าผากของยู้จี่เซาะ ประกายสีเขียวแผ่ซ่านออกจากใจกลางฝ่ามือซึมซาบลงสู่ร่างของนางผ่านทางจุดที่ถูกสัมผัส

กลิ่นสมุนไพรอันฉุนเฉียวอบอวลไปทั่วทั้งห้อง

ผ่านไปเนิ่นนานเฉาซินแสจึงลืมตาขึ้นและดึงมือกลับ เปลือกตาที่ปิดสนิทของยู้จี่เซาะพลันบังเกิดความเคลื่อนไหวค่อยๆลืมขึ้น

จี้ยี่ฉวนทั้งแตกตื่นทั้งยินดี ยามนี้เขาจึงกล้าเคลื่อนกายมาที่เบื้องหน้าพร้อมกับส่งเสียงถามไถ่ “อาการของนางเป็นอย่างไรบ้าง?”

“โปรดอภัยที่ข้าไร้ความสามารถ” เฉาซินแสสั่นศีรษะ “ข้าเกรงว่าหนทางเดียวที่หลงเหลือคือท่านผู้บัญชาการต้องเรียนเชิญท่านผู้นำตระกูลให้มาทำการรักษาด้วยตนเอง”

“ท่านผู้นำตระกูล?” หัวใจของจี้ยี่ฉวนตกวูบลง

ที่ว่าผู้นำตระกูลย่อมเป็นผู้นำสูงสุดของตระกูลจี้ทั้งห้าเขตปกครอง ‘ผู้เฒ่าเก้าอัคคี’ ผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูลผู้ปกป้องตระกูลจี้มากว่าสี่ร้อยปี ยอดฝีมือระดับสาวกตำหนักม่วงผู้นี้ไม่เพียงมีพลังฝีมือที่สูงล้ำ ยังศึกษาวิชาค่ายคูประตูกลและการแพทย์สมุนไพร ระดับความรู้ที่สั่งสมมาหลายร้อยปีย่อมเหนือล้ำกว่าเฉาซินแสโดยไม่ต้องสงสัย

“ข้าจะรีบนำภรรยาออกเดินทางในทันที” จี้ยี่ฉวนไม่ต้องการปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเสียเปล่าแม้แต่น้อย

“ช้าก่อน” เฉาซินแสรีบกล่าวทัดทาน “ฮูหยินท่านไม่อาจทนทานรับการกระทบกระเทือนใดๆ ท่านผู้บัญชาการยังคงหาทางเรียนเชิญท่านผู้นำตระกูลให้เดินทางมาเองจะดีกว่า” เฉาซินแสไม่กล้าเสนอความเห็นใดอีก ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของตระกูลจี้ทั้งห้าเขตปกครองสูงส่งถึงเพียงไหน เขาทราบดีว่าการร้องขอเช่นนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายดาย

จี้ยี่ฉวนขบคิดเล็กน้อย ผงกศีรษะแล้วส่งเสียงแจ้งต่อบ่าวรับใช้ด้านนอก “ส่งคนออกไปเรียนเชิญผู้บัญชาการฮัวมาที่นี่”

ไม่นานนักสตรีในชุดสีแดงเจ้าของวิหคอัคคีฟ้าก็เดินทางมาถึง “ยี่ฉวนเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ?”

“ท่านน้าฮัว” จี้ยี่ฉวนรีบกล่าว “ข้าต้องขอรบกวนให้ท่านได้โปรดรุดเดินทางเข้าสู่เมืองเขตปกครองกลางเพื่อเรียนเชิญท่านผู้นำตระกูลให้เดินทางมายังเมืองเขตปกครองตะวันตกแห่งนี้”

“เรียนเชิญท่านผู้นำตระกูล? ข้านี่หรือ?” สตรีชุดแดงตื่นตัวขึ้นมา ที่แท้ผู้เฒ่าเก้าอัคคีเก็บตัวไม่ถามไถ่เรื่องราวในตระกูลมาหลายปีแล้ว ด้วยศักดิ์ศรีอันสูงส่งของมันต่อให้จี้หยงเดินทางไปเชิญด้วยตนเองก็ยังไม่แน่ว่าจะสำเร็จ

“ขอเพียงท่านแจ้งต่อท่านผู้นำว่าข้าจี้ยี่ฉวนต้องการความช่วยเหลือในเรื่องสำคัญถึงชีวิต ท่านผู้นำย่อมเข้าใจเอง”

เมื่อเป็นเช่นนี้ต่อให้สตรีชุดแดงยังไม่มีความมั่นใจก็ไม่อาจปฏิเสธได้อีก “เมื่อเป็นเช่นนั้นข้าจะออกเดินทางสู่นครหมื่นกระบี่ในทันที” นางขึ้นขี่บนวิหคอัคคีฟ้าเหินบินจากไปหลังกล่าวร่ำลา

………

ภายในห้องหลงเหลือเพียงจี้ยี่ฉวนสองสามีภรรยา บรรยากาศกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง

“ยี่ฉวน…” ยู้จี่เซาะส่งเสียงเรียก พยายามฝืนยิ้มให้กับผู้เป็นสามี จี้ยี่ฉวนรีบยื่นมือออกไปยึดกุมมือของนาง “ข้ารู้อาการของตัวเองเป็นอย่างดี ท่านเองก็เช่นกัน หลังจากที่พวกเราเอาชีวิตรอดกลับมาจากทะเลอุดรทมิฬได้อย่างหวุดหวิด สิบปีที่ผ่านมานี้เป็นช่วงเวลาที่ข้ามีความสุขมากนัก ข้าปราศจากความสำนึกเสียใจอันใด”

“หากว่าในครั้งนั้นเจ้าตัดสินใจที่จะไม่คลอดบุตร…” เสียงของจี้ยี่ฉวนแตกพร่า

ยู้จี่เซาะสั่นศีรษะ “อย่าได้กล่าวเช่นนั้นแล้ว นี่คือลูกของเราทั้งสองคน การตัดสินใจทอนอายุขัยของตัวเองใช้เคล็ดวิชาลับนับว่าคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง ด้วยอาการบาดเจ็บในครั้งนั้นหากข้าไม่คลอดลูกหนิงออกมาข้าคงไม่อาจตั้งครรภ์ได้อีก ลูกหนิงไม่เพียงสืบเชื้อสายของตระกูลจี้และตระกูลยู้จี่ ชีวิตของเขายังเป็นสิ่งที่พี่ชายของข้าใช้ชีวิตของตนแลกกลับมา”

ในจิตใจของทั้งคู่พลันประหวัดหวนนึกถึงเงาหลังของบุรุษที่แข็งแกร่งสูงใหญ่และสุ้มเสียงอันหาญกล้า “ไปซะ! รีบนำน้องสาวของข้าจากไปเดี๋ยวนี้!” นี่เป็นเหตุการณ์ที่ติดตรึงอยู่ในใจของทั้งคู่ไม่มีวันลืมเลือน

“หากครั้งนั้นข้าเลือกที่จะไม่ให้ลูกหนิงเกิดมา ต่อให้ข้าจะสามารถมีชีวิตต่อไปได้อีกสักหลายปีแล้วจะเป็นไร? ข้าคงต้องใช้ชีวิตที่หลงเหลือนั้นตำหนิตนเองไปจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ” น้ำเสียงของนางยังคงนุ่มนวลอ่อนโยน “ช่วงเวลาสิบปีที่ผ่านมาพวกเราสองคนได้ใช้ชีวิตร่วมกันทั้งยังให้กำเนิดบุตรอันประเสริฐผู้หนึ่ง ข้ายังจะเรียกร้องอันใดจากสวรรค์อีก”

มือของจี้ยี่ฉวนที่กุมมือของภรรยาเอาไว้สั่นสะท้าน

“ลูกหนิงเป็นความสุขและความภาคภูมิใจชั่วชีวิตของข้า” นางกล่าวอย่างเชื่องช้าทว่าเต็มไปด้วยความหนักแน่นมั่นคง “ข้าไม่เคยนึกเสียใจที่ให้กำเนิดเขาขึ้นมา”

“ถูกต้องแล้ว” จี้ยี่ฉวนรวบรวมสติกลับคืน เขาพยักหน้าและกล่าว “ข้าเข้าใจในสิ่งที่เจ้าพูดเป็นอย่างดี อีกไม่เกินสองชั่วโมงท่านผู้นำตระกูลสมควรเดินทางมาถึง อาจบางทีเรื่องราวจะไม่เลวร้ายถึงเพียงนั้น”

“หากข้าสามารถมีชีวิตต่อไปได้อีกปีหรือสองปีขออย่าได้บอกเรื่องนี้ต่อลูกหนิง แต่หากว่าข้าจะอยู่ได้อีกไม่นานขอให้เรียกตัวเขากลับมาพบข้าอีกครั้ง” ประกายตาที่แตกซ่านของนางคล้ายปรากฎแววแห่งชีวิตขึ้นวูบหนึ่ง “ยี่ฉวน ข้าช่างโชคดีที่มีท่านและลูกหนิงอยู่เคียงข้าง”

………

จี้ยี่ฉวนและยู้จี่เซาะไหนเลยทราบว่าบุตรชายของตนกำลังตกอยู่ท่ามกลางความเป็นความตายเช่นกัน

จี้หนิงยังคงนั่งขัดสมาธิภายใต้การปกป้องของกลีบบงกชวารีอัคคีที่หมุนวน ครุ่นคิดตีความในเนื้อหาของ ‘เก้าคัมภีร์ค่ายกล’

………

ที่ใจกลางของหุบเขาร้าง

เสียงกรีดร้องสาปแช่งดังขึ้นไม่ขาดสาย ที่ใจกลางของหุบเขาแห่งนี้จัดตั้งไว้ด้วยเสาหินหลายร้อยต้นที่ผูกล่ามร่างของมนุษย์ทั้งหญิงชายเอาไว้ ทุกร่างล้วนเต็มไปด้วยริ้วรอยบาดแผล

ทุบตี หยามเหยียด ลงทัณฑ์ทรมาน ความรุนแรงเลวร้ายทั้งมวลล้วนถูกใช้ลงบนร่างของพวกมัน

“เหนือธรรมชาติ? ยังคิดว่าตัวเองยังเป็นสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติอยู่อีกหรือ? กินปัสสาวะของบิดาลงไป เผื่อจะดับกระหายลงได้บ้าง!” ทาสร่างยักษ์หัวร่ออย่างชั่วร้าย

ท่ามกลางเสาหิน บุรุษสตรีหกคนในเครื่องแต่งกายอันงดงามยืนมองภาพเบื้องหน้าราวกับเป็นเรื่องอันปกติธรรมดา

“พวกเรากว้านซื้อทาสกว่าหนึ่งล้านคนในพื้นที่แถบนี้เข้ามา ทั้งยังจับตัวยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติกว่าร้อยคนมาอีก แต่ดูเหมือนว่ายังห่างไกลจากที่ท่านอาจารย์ต้องการอยู่อีกช่วงใหญ่” สตรีชุดดำที่มีแมงป่องเกาะอยู่เหนือไหล่กล่าวขึ้น

“ศิษ์พี่ใหญ่กำลังอยู่ในระหว่างออกไปจับกุมตัวยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติที่ภายนอก คาดว่าอีกไม่นานก็น่าจะได้ครบถ้วน” ชายหนุ่มรูปงามกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “แต่ว่าสัตว์อสูรรับใช้ของท่านอาจารย์ถูกศัตรูสังหารภายในค่ายกลที่ปากหุบเขา ศิษย์พี่ทั้งหลายเห็นว่าสมควรจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร?”

“ศิษย์น้อง เจ้าเองก็มากด้วยพรสวรรค์ ไยมิใช่เป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่จะออกไปจัดการ?”

บุรุษสตรีทั้งหลายต่างหันมองไปทางชายหนุ่มรูปงามที่บัดนี้มีสีหน้าเขียวคล้ำ พวกมันทั้งหมดย่อมไม่ใช่คนโง่เขลา ถึงแม้ทุกคนล้วนมีพลังฝีมือสูงส่ง ทว่าการที่ศัตรูสามารถสังหารสัตว์อสูรรับใช้ลงอย่างง่ายดายแม้ตกอยู่ในค่ายกล ย่อมหมายความว่าผู้มาไม่ใช่เนื้อบนเขียงที่จะถูกจัดการได้โดยง่าย

ทันใดนั้นเอง ประตูเหล็กกล้าบนผิวภูเขาถูกพลังลึกลับผลักกระแทกเปิดออก เผยให้เห็นทางระเบียงอันมืดมิดภายใน ประกายแสงสีเขียวและรัศมีเย็นยะเยียบพวยพุ่งออกมาจากส่วนลึก บุรุษสตรีทั้งหกรีบส่งเสียงแสดงความเคารพ “ท่านอาจารย์”

………………………………………………………………………………………………………………………………

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/Desolate-Era-แปลไทย-152606241836045/?ref=aymt_homepage_panel

 

Facebook Comment