+100%-

เล่มที่4 บทที่10: เก้าคัมภีร์ค่ายกล

Desolate Era เล่ม4: นิเวศน์ใต้วารี

บทที่ 10: เก้าคัมภีร์ค่ายกล

วิกาลราตรีคลี่คลุม

จี้หนิงกับชิวเยี่ยนั่งอยู่ข้างกองไฟโดยมีม่ออู่คอยเฝ้าระวังมิให้สัตว์ร้ายหรือบุคคลไม่รู้ความล่วงล้ำเข้ามาในบริเวณที่นายน้อยของตนกำลังพักผ่อน ระยะทางจากทะเลสาบอสรพิษเหินหาวไปยังเผ่าฟันดำนั้นห่างไกลไม่น้อย แม้จะควบขี่สัตว์ร้ายสีดำตลอดทั้งวันและหยุดพักเพียงในยามค่ำคืนก็ยังต้องใช้เวลาถึงสามวันเต็ม

“ตอนที่ยังติดอยู่ในนิเวศน์ใต้วารีนั้นข้าต้องใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเร่งพัฒนาฝีมือเพื่อเอาชีวิตรอด จนบัดนี้ข้ายังแทบไม่มีโอกาสได้สำรวจข้าวของอื่นๆที่ได้รับนอกเหนือจากสมบัติวิเศษเลย” จี้หนิงนั่งทบทวนเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาอย่างรวดเร็วจนแทบตั้งรับไม่ทัน

“ผลลัพธ์ไม่คาดฝันจากสิ่งของที่ได้รับก่อนการทดสอบด่านที่หนึ่งและสองคือบันทึกกระบี่ที่สามารถเทียบเคียงกับ ‘เคล็ดกระบี่พิรุณโปรย’ ส่วนในช่วงก่อนการทดสอบด่านที่สามนั้นข้าทำได้เพียงสร้างพันธะครอบครองสมบัติวิเศษที่ใช้เก็บของและต้องเผชิญหน้ากับตัวประหลาดขนดำในแทบจะทันที” เขาทยอยนำเอาสิ่งของต่างๆออกมาไล่พิจารณาทีละชิ้นท่ามกลางสายตาสนใจใคร่รู้ของชิวเยี่ยที่นั่งอยู่ไม่ไกล

“นี่กลับเป็นคัมภีร์ที่น่าสนใจอีกเล่มหนึ่ง… ‘คัมภีร์วายุกระจ่าง’?” จี้หนิงทดลองเปิดอ่านดูและพบว่านี่เป็นคัมภีร์กระบี่อีกเล่มหนึ่งที่สามารถเทียบเคียงได้กับ ‘เคล็ดกระบี่พิรุณโปรย’ โดย ‘คัมภีร์วายุกระจ่าง’ เน้นที่การบรรลุถึงความรู้แจ้งแห่งสายลม

ความสามารถในการตีความวิชาฝีมือของจี้หนิงเวลานี้สูงส่งกว่าในครั้งอดีตมากมาย เมื่อเขาค้นพบความรู้แจ้งแห่งเต๋าในวิถีแห่งหยาดพิรุณก็ช่วยให้เขาทำความเข้าใจกับวิถีแห่งเต๋าสายอื่นๆได้แม้จะยังเป็นเพียงแค่ระดับผิวเผินก็ตาม

กล่าวตามตรงหากเปรียบเทียบว่ากระทั่งจี้หนิงเองก็ยังไม่มีสิทธิ์พกนำ ‘เคล็ดกระบี่พิรุณโปรย’ ติดตัวไว้ การค้นพบ ‘คัมภีร์วายุกระจ่าง’ กลับเป็นเรื่องที่ไม่ปกติธรรมดาประการหนึ่ง ยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติผู้ครอบครองคัมภีร์คนก่อนหน้าคงต้องมีความเป็นมาอันใหญ่หลวง อาจบางทีจะมาจากชาติตระกูลอันยิ่งใหญ่ที่ไม่มีความจำเป็นต้องควบคุมคัมภีร์ในระดับนี้อย่างเข้มงวดมากนัก

………

ท่ามกลางกองสิ่งของมากมายที่เขาได้ครอบครอง จี้หนิงค้นพบเคล็ดวิชาที่น่าสนใจถึงสามเล่ม หลังจากที่พลิกอ่านดูรอบหนึ่ง เขาจึงได้หันมาเพิ่มความสนใจในวัตถุที่ไม่ใช่คัมภีร์หรือม้วนบันทึก

ทันใดนั้น จี้หนิงส่งเสียงอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ เขาเพ่งพิจารณาวัตถุที่เบื้องหน้าซึ่งเป็นแผ่นหยกรูปทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ชิ้นหนึ่ง บนแผ่นหยกสลักเป็นรูปใบหน้าของชายชราไว้เครายาว

ดวงตาของเขาพลันเปล่งประกายด้วยความยินดี ที่แท้รูปภาพแกะสลักนั้นกลับประกอบขึ้นจากตัวอักษรอันละเอียดถี่ยิบ หากมิใช่ว่าสายตาของจี้หนิงถูกฝึกฝนจนเหนือล้ำกว่าคนทั่วไปหลายเท่าเขาคงมองข้ามมันไปอย่างน่าเสียดาย

ที่มุมล่างฝั่งซ้ายของแผ่นหยกสลักไว้ด้วยอักษรสี่คำ ‘เก้าคัมภีร์ค่ายกล’ จี้หนิงรีบตั้งสมาธิอ่านเนื้อหาบนแผ่นหยกตั้งแต่ต้น

‘ข้า ‘หวู่เต้าหยิน’ ใช้เวลากว่าแปดหมื่นปีศึกษาศาสตร์แห่งค่ายคูประตูกลจนแตกฉาน บัดนี้ถึงแม้ว่าข้าจะเอาชีวิตรอดจากภัยพิบัติครั้งล่าสุดได้ด้วยโชคช่วย ก็คงมิอาจรอดพ้นจากภัยพิบัติครั้งถัดไปที่จะมาถึงในอีกเก้าร้อยปีข้างหน้าได้ เพื่อมิให้สิ่งที่ข้าทุ่มเทค้นคว้ามาชั่วชีวิตต้องสาบสูญไปข้าจึงบันทึกวิชาความรู้ทั้งหมดเอาไว้ในคัมภีร์ทั้งเก้านี้ หวังว่าผู้ที่มีบุญวาสนาจะสามารถค้นพบและศึกษาตีความเพื่อจรรโลงมันต่อไป’

จี้หนิงยินดีเป็นอย่างยิ่ง ชนชั้นที่สามารถมีชีวิตยืนยาวถึงแปดหมื่นปีทั้งยังต้องเผชิญกับ ‘สามหายนะเก้าภัยพิบัติ’ ย่อมเป็น ‘ผู้อมตะเสเพล’ โดยไม่ต้องสงสัย หวู่เต้าหยินผู้นี้แม้จะไม่สามารถมีชีวิตยืนยาวถึงหลายล้านปีเช่นเซียนอมตะจูหัว แต่การที่เขาสามารถยืนหยัดมาได้ถึงแปดหมื่นปีก็ต้องถือว่ามิใช่ธรรมดา เหล่าผู้อมตะเสเพลที่ไม่อาจบรรลุขึ้นเป็นเซียนสวรรค์อมตะที่แท้จริงนั้นจะต้องเผชิญพบกับ ‘สามหายนะเก้าภัยพิบัติ’ ไปตลอดกาล หายนะทุกสามร้อยปีนั้นยังอาจก้าวข้ามได้โดยไม่ยากนัก แต่ภัยพิบัติที่จะมาเยือนทุกเก้าร้อยปีกลับร้ายแรงยากผ่านพ้น และทุกครั้งล้วนรุนแรงขึ้นกว่าครั้งก่อนหน้า สุดท้ายแล้วแม้กระทั่งผู้อมตะจูหัวเองก็ยังไม่อาจรอดพ้นไปได้

“วิชาค่ายกลที่ตกทอดมาจากผู้อมตะเสเพลเช่นนั้นหรือ? นี่กลับมีค่าเทียบได้กับ ‘พยุหะพันกระบี่จำลอง’ และ ‘ท่าร่างปีกวายุ’ เลยทีเดียว ไม่น่าเชื่อว่าบุคคลที่ได้ครอบครองแผ่นหยกนี้คนก่อนกลับยังพาตัวเข้าเสี่ยงในการทดสอบของเคหาสน์ใต้วารี”

อันที่จริงเหล่าผู้ฝึกฝนบนวิถีแห่งความเป็นอมตะส่วนใหญ่ล้วนขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องของค่ายคูประตูกล พวกเขาส่วนมากเพียงสนใจเรียนรู้วิธีการใช้งานเท่านั้นมิได้สนใจถึงหลักการทำงานของมันแต่อย่างใด ผู้คนเหล่านั้นชมชอบการค้นหาสมบัติวิเศษหรือค่ายกลที่เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ มีน้อยยิ่งกว่าน้อยที่สละเวลามาศึกษาการหลอมสร้างสมบัติวิเศษหรือจัดสร้างค่ายกลด้วยตนเอง อาจบางทีคนผู้นั้นคงจะไม่ประสบความสำเร็จในการศึกษาวิชาค่ายกล หรืออาจบางทีคนผู้นั้นก็เพียงแค่โชคร้ายถูกดึงดูดเข้าสู่เคหาสน์ใต้วารีโดยบังเอิญเช่นเดียวกับจี้หนิง

“แล้วกันไปเถอะ จะอย่างไร ‘เก้าคัมภีร์ค่ายกล’ นี้ก็ตกเป็นของข้าแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องตั้งใจทดลองศึกษาดู”

‘ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้สามารถจัดตั้งขึ้นเป็นค่ายกลได้ ค่ายกลระดับสูงนั้นทำได้แม้กระทั่งใช้โลกทั้งใบเป็นส่วนหนึ่งของค่ายกล…’

จี้หนิงส่งเสียงอุทานด้วยความตื่นเต้น ผู้คนมากหลายอาจเห็นว่าศาสตร์เรื่องค่ายคูประตูกลซึ่งเต็มไปด้วยการคิดคำนวณและการตีความเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย แต่เขาซึ่งมีพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ของชาติภพที่แล้วติดตัวมากลับสามารถทำความเข้าใจกับหลักการณ์เหล่านี้ได้ไม่ยากนัก เขาในชาติภพที่แล้วจะอย่างไรเป็นนักธุรกิจออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งที่ยังอายุน้อยผู้หนึ่ง ในชาติภพนี้ด้วยการฝึกฝนเคล็ดวิชาเพ่งจิตจนสามารถแบ่งจิตใจเป็นสองทาง ความสามารถด้านการคิดคำนวณและตีความของเขายิ่งก้าวหน้าจากเดิมขึ้นไปอีก

………

“ที่แท้วิชาค่ายกลกลับเป็นเช่นนี้” จี้หนิงเผยรอยยิ้มอันพึงพอใจออกมา “‘ค่ายกลหยินหยางสองลักษณ์’ ที่ดูน่าทึ่งกลับเป็นเพียงเศษเสี้ยวอันหยาบกร้านของวิชาค่ายกลที่ทำได้เพียงดึงเอาพลังงานตามธรรมชาติออกมาใช้โดยตรงเท่านั้น มิได้นำเอาหลักการอื่นมาผสมผสานหรือนำเอาความพลิกแพลงใดๆมาหนุนเสริมเลย…”

แต่ยิ่งอ่านต่อไปเรื่อยๆสีหน้าที่ยิ้มแย้มของเขาก็เริ่มถูกแทนที่ด้วยความเคร่งเครียดและความพิศวงสงสัย

“ศาสตร์แห่งค่ายกลไม่อาจดูแคลนได้จริงๆ ความลึกล้ำพลิกแพลงแต่ละประการล้วนยากหยั่งถึง สิ่งที่ข้าทำความเข้าใจได้ในช่วงแรกเพียงเป็นการเกริ่นนำของหลักการพื้นฐานเท่านั้น เมื่อเข้าถึงส่วนเนื้อหาที่แท้จริงข้ากลับไม่อาจเข้าใจได้โดยสิ้นเชิง…”

จี้หนิงยอมรับในที่สุด

“นี่ที่จริงกลับสมเหตุสมผล ต่อให้การพัฒนาด้านวิทยาการของโลกแห่งนี้จะยังล้าหลังกว่าโลกที่ข้าจากมา แต่ด้วยความกว้างใหญ่ไพศาลของพื้นที่ย่อมก่อเกิดยอดอัจฉริยะไม่ขาดสาย เมื่อบุคคลเหล่านั้นตั้งใจมั่นในการศึกษาเรื่องราวใดเรื่องราวหนึ่งอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายหมื่นปี ระดับความสำเร็จและการค้นพบย่อมไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถทำความเข้าใจได้ด้วยการท่องอ่านเพียงเท่านั้น”

‘เก้าคัมภีร์ค่ายกล’ มิใช่ตำราค่ายกลธรรมดา ผู้ที่เรียนรู้เข้าใจในคัมภีร์เล่มแรกก็สามารถนับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งค่ายกลได้ น่าเสียดายที่จี้หนิงไม่อาจทำความเข้าใจได้แม้เพียงเล่มแรกนี้ ทว่าความล้มเหลวในครั้งนี้กลับช่วยฉุดดึงให้เขากลับคืนสู่รากเหง้าแห่งปัญญา ตัดลดความเย่อหยิ่งยโสในตนเองลง

“เมื่อใดที่ข้าสามารถทำความเข้าใจในศาสตร์แห่งค่ายกลได้แม้เพียงในขั้นพื้นฐาน ก็เท่ากับว่าข้ามีวิธีเอาชีวิตรอดเพิ่มขึ้นอีกวิธีหนึ่ง นอกจากนี้หากนำมาประยุกต์ใช้กับ ‘พยุหะพันกระบี่จำลอง’ โดยพลิกแพลงใช้กระบี่เล่มหลักเป็นแกนแล้วให้กระบี่เล่มรองเป็นบริวารก็จะช่วยให้ข้าไม่ต้องสิ้นเปลืองพลังปราณในการควบคุมกระบี่ทุกเล่มโดยตรง ทั้งยังจะช่วยให้จำนวนกระบี่ข้าสามารถควบคุมเพิ่มมากยิ่งขึ้นไปอีก…”

“นายน้อย ได้เวลาที่พวกเราจะต้องออกเดินทางต่อแล้ว…” เสียงของชิวเยี่ยที่ดังแว่วมาปลุกเขาขึ้นจากห้วงแห่งความคิด

จี้หนิงเงยหน้าขึ้นและต้องอดมิได้ต้องฝืนยิ้มให้กับตนเอง เขากลับไม่ทราบว่าดวงตะวันขึ้นสู่ขอบฟ้าตั้งแต่เมื่อใด

………

“นายน้อย หมู่บ้านของเผ่าฟันดำอยู่ที่เบื้องหน้านี้แล้ว” เมื่อได้ยินชิวเยี่ยส่งเสียงร้องด้วยความยินดี จี้หนิงที่ยังคงหมกมุ่นครุ่นคิดถึงเรื่องวิชาค่ายกลจึงได้เงยหน้าขึ้นและพบว่าเวรยามบนหอระวังเหตุของเผ่าฟันดำสังเกตุเห็นพวกเขาแล้วเช่นกัน

“นายน้อยตระกูลจี้มาถึง!”

“รีบแจ้งผู้นำชนเผ่าโดยด่วน!”

เวรยามเหล่านี้ล้วนคุ้นเคยกับบุคคลทั้งสามตั้งแต่ตอนที่ทั้งหมดยังพำนักอยู่ในเขตหมู่บ้าน อย่าว่าแต่สัตว์ร้ายสีดำที่ทั้งสามควบขี่ล้วนโดดเด่นสามารถจดจำออกได้โดยง่าย

เฮยหยาและชนชั้นผู้นำของเผ่าฟันดำรีบรุดออกมาคุกเข่าต้อนรับคนทั้งสามถึงที่หน้าหมู่บ้านทันที

“คารวะนายน้อย”

จี้หนิงเพียงผงกศีรษะเล็กน้อยเป็นเชิงรับรู้แล้วกล่าวว่า “นำข้าไปที่สุสานของชุนเฉา”

“ทราบแล้ว” เฮยหยารีบรับคำ เขาทราบดีว่านอกเหนือจากความผูกพันต่อชุนเฉาแล้ว เผ่าฟันดำไม่ได้มีค่าอันใดคู่ควรให้ชนชั้นจี้หนิงต้องเหลือบแล

ทันใดนั้นจี้หนิงก็เหลือบไปเห็นเด็กชายร่างผอมบางที่หลบอยู่ด้านหลังของเฮยหยา ใบหน้าของเด็กน้อยซูบตอบไปบ้างแต่ก็มีเค้าโครงละม้ายคล้ายชุนเฉาเป็นอย่างยิ่ง

“เจ้ามีชื่อว่าอะไร?” จี้หนิงก้มลงสอบถาม

เด็กน้อยผู้นั้นตกตะลึงจนไม่กล้าแม้แต่จะขยับกาย เฮยหยารีบหันไปกล่าวกับบุตรชาย

“ยังมิรีบตอบคำถามของนายน้อยอีก?”

ในที่สุดเด็กชายจึงรวบรวมความกล้าเอ่ยวาจา “ข้าชื่อ ‘ชิงฉี’ (ก้อนหินสีฟ้า)”

“ชิงฉี… ชิงฉี…” จี้หนิงเอ่ยย้ำนามของเด็กชายกับตนเอง

………………………………………………………………………………………………………………………………

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/Desolate-Era-แปลไทย-152606241836045/?ref=aymt_homepage_panel

 

 

Facebook Comment