+100%-

เล่มที่3 บทที่4: กลีบบงกชวารีอัคคี

Desolate Era เล่ม3: พินิจเต๋าที่ริมสระ

บทที่ 4: กลีบบงกชวารีอัคคี

ท่ามกลางความแตกตื่นจากการโจมตีที่ไม่คาดฝัน เที้ยมู่ซานรีบปลดปล่อยพลังงานของค่ายกลหยินหยางสองลักษณ์พลางตะโกนเตือนสัตว์อสูรคู่ใจ “ระวังไว้ นี่เป็นวารีอัคคีจากพลังของ ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ ระดับเหนือธรรมชาติ พลังของมันเพียงพอที่จะทำลายล้างยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติทั่วไป”

เสียงเตือนยังมิทันสิ้นสุด ร่างของปี้อ้านที่ล่าถอยและคืนสู่สภาพของกาฬพยัคฆ์ก็เผชิญการกลุ้มจู่โจมจากมังกรอัคคีและวารี มังกรทั้งสองม้วนพันรอบร่างของมันก่อเกิดเป็นสภาพอันแปลกตาที่มีทั้งเปลวอัคคีและชั้นน้ำแข็งปกคลุมอยู่บนร่างเดียวกัน

ปี้อ้านแผดเสียงร้องโหยหวน ความร้อนและความเย็นที่รุมเร้าส่งผลให้หนังของสัตว์อสูรเหนือธรรมชาติอันเข็งแกร่งปริแตก ยิ่งเป็นเหตุให้เลือดเนื้อภายในถูกเผาทำลายและแช่แข็งโดยตรง

“พลังชีวิตอันเข้มแข็งนัก” จี้หนิงกล่าว ใช้แววตาอันเย็นชาจ้องมองร่างพยัคฆ์ที่ดิ้นรนเบื้องหน้า

มังกรทั้งสองตัวพลันคลายวงรัดออก มังกรอัคคีกลับกลายเป็นกลีบบงกชอัคคีที่เบื้องบนในขณะที่มังกรวารีกลับกลายเป็นกลีบบงกชวารีที่เบื้องล่าง ไล่ประกบติดตามร่างที่หลบหนีอย่างสุดชีวิตของปี้อ้านดุจเงามัจจุราช

“บงกชวารีอัคคีหลอมรวม!” จี้หนิงกำหนดจิตสั่งการ กลีบบงกชทั้งสองเริ่มหมุนวนและบีบกดเข้าหาร่างของปี้อ้านที่กึ่งกลาง จี้หนิงในยามนี้เริ่มเข้าถึงความสามารถในการควบคุมธาตุของพลังระดับเหนือธรรมชาติ เมื่อผสมผสานพลังนี้เข้ากับขอบเขตแห่งเต๋าที่เขาได้สัมผัสโดยบังเอิญ พลังทำลายล้างของบงกชวารีอัคคีจึงรุนแรงยิ่งกว่ายามที่เขานั่งอยู่ในภวังค์หลายร้อยเท่า

ท่ามกลางการหมุนวนบดขยี้ของกลีบบงกช ร่างของปี้อ้านถูกพลังสุดร้อนสุดเย็นสองสายเคี่ยวกรำรุนแรงยิ่งกว่าตอนถูกมังกรคู่รัดพัน ทุกครั้งที่วารีอัคคีตัดประสาน วายุสังหารอันแรงกล้าจะก่อกำเนิดฟาดฟันลงบนร่างของมัน

ยามบรรยายแม้ยืดยาว ในความเป็นจริงเรื่องราวทั้งหมดกลับเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงชั่วจังหวะหัวใจเต้นหนึ่งครั้งครา ในที่สุดร่างที่ไหม้เกรียมของปี้อ้านก็ถูกแช่แข็งและฟาดฟันจนแตกทำลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ในดวงตาที่ไร้แววของมันยังเจือไว้ด้วยความตื่นตระหนกและไม่อาจเข้าใจว่าตนเองเสียชีวิตได้อย่างไร

ถึงตอนนี้ค่ายกลหยินหยางสองลักษณ์จึงเพิ่งจะเริ่มต้นทำงาน พลังงานสีขาวและสีดำจำนวนนับไม่ถ้วนไขว้ตัดประสานเป็นร่างแหกดประทับลงบนร่างของจี้หนิง

เที้ยมู่ซานที่เห็นสภาพการตายของปี้อ้านต่อหน้าต่อตาขู่คำรามด้วยความแค้น “ต่อให้เจ้าเป็นยอดอัจฉริยะในรอบหนึ่งพันปีของเทือกเขานางแอ่น เมื่อยู่ต่อหน้าค่ายกลหยินหยางสองลักษณ์ของข้า เจ้าก็ต้องตาย!”

ที่รอบกายของจี้หนิงภายใต้พลังของค่ายกลบังเกิดเปลวเพลิงสายน้ำขึ้นปกคลุม จากนั้นแปรเปลี่ยนเป็นบงกชวารีอัคคีที่มีกลีบสองชั้นหมุนวน กลีบบงกชพลันหุบเข้าหากันกลับกลายเป็นดอกตูมห่อหุ้มร่างของจี้หนิงไว้ภายใน กลีบของดอกตูมยังคงหมุนทวนซึ่งกันและกันอย่างเชื่องช้า หันส่วนบนของดอกขึ้นหาพลังงานหยินหยางที่กดกระแทกลงมา

ท่ามกลางเสียงระเบิดดังถี่ยิบ พลังงานสีขาวและดำถูกกลีบบงกชปัดกระแทกกระจายออก ต่อให้บางครั้งกลีบชั้นนอกจะถูกทะลวงทำลาย กลีบชั้นในก็รับช่วงป้องกันต่อได้อย่างสมบูรณ์แบบในขณะที่กลีบชั้นนอกกลับรวมตัวประสานกันขึ้นใหม่ เนื่องจากวารีและอัคคีล้วนไร้รูปไร้ลักษณ์ จึงสามารถก่อร่างคืนสภาพได้ไม่สิ้นสุด

พลังการควบคุมธาตุแห่ง ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ ระดับเหนือธรรมชาตินั้นมีความลึกล้ำยิ่งกว่าพลังการควบคุมธาตุของสัตว์อสูรหรือยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติทั่วไปอยู่แล้ว เมื่อจี้หนิงใช้ออกร่วมกับหลักแห่งเต๋า พลังที่ก่อเกิดจึงสุดที่ค่ายกลสำเร็จรูปทั่วไปจะรับมือได้

“เที้ยมู่ซาน เจ้าเมื่อไล่ติดตามข้ามายาวนานจนถึงที่นี้ ข้าจะตอบแทนด้วยการส่งเจ้าไปสู่การเดินทางครั้งใหม่ในยมโลก!”

จี้หนิงแผ่พุ่งสัมผัสแห่งฟ้ามนุษย์หลอมรวมเข้ารัดพันร่างของเที้ยมู่ซานผ่านกลีบที่ยังคงหุบตูมของบงกชวารีอัคคี ทันใดนั้นกลีบบงกชอัคคีและกลีบบงกชวารีพลันปรากฎขึ้นหนีบกระหนาบร่างของเที้ยมู่ซานเอาไว้ กลีบดอกทั้งสองหมุนวนและบีบอัดลงอย่างไร้ความปรานี!

เที้ยมู่ซานสำนึกว่านี่คือกระบวนท่าที่ปลิดชีพของปี้อ้านลงอย่างง่ายดาย มันรีบชักนำพลังงานของค่ายกลเข้าปกป้องรอบกาย แต่ถึงแม้เช่นนั้นมันยังต้องคอยโคจรพลังปราณเหนือธรรมชาติภายในร่างเข้าต่อต้านเปลวเพลิงหยาดน้ำที่ทะลุทะลวงผ่านเข้ามาเป็นระยะ

“เหตุใดเจ้าเด็กบัดซบผู้นี้จึงสามารถควบคุมบงกชถึงสองดอกในเวลาเดียวกัน สมาธิจิตใจของมันบรรลุถึงขั้นใดกันแน่?” เที้ยมู่ซานที่แตกตื่นตระหนกไหนเลยคาดเดาได้ว่าจี้หนิงนั้นฝึกปรือเคล็ดวิชาเพ่งจิต ‘ภาพวาดเทพธิดาหนี่วา’ จนความเข้มแข็งของจิตวิญญาณนั้นเทียบเท่ากับสาวกตำหนักม่วง สามารถแบ่งจิตใจเป็นสองทางได้มาตั้งแต่อายุสี่ปี

“รับเอาไว้ได้งั้นรึ?” จี้หนิงที่อยู่ภายในบงกชวารีอัคคีพลันโถมเข้าหาเที้ยมู่ซาน

เที้ยมู่ซานขบกรามกรอด มันที่ถือกำเนิดในตระกูลเที้ยมู่ที่ทรงอิทธิพลอำนาจไม่ด้อยไปกว่าตระกูลจี้ย่อมทราบดีถึงความร้ายกาจของยอดวิชาประกายชาดเก้าชั้นฟ้าที่เหนือกว่าวิชากายาเทพอสูรทั่วไปนับร้อยเท่า ตามปกตินั้นผู้ที่ฝึกฝนกายาเทพอสูรจะเหนือล้ำกว่าผู้ฝึกพลังปราณในระดับเดียวกันอยู่แล้ว ยามนี้แม้จี้หนิงจะเพียงเพิ่งบรรลุระดับเหนือธรรมชาติขั้นแรกเริ่มและตัวมันเป็นผู้ฝึกพลังปราณระดับเหนือธรรมชาติขั้นสูง มันก็ยังไม่กล้าเสี่ยงอันตรายประมือกับจี้หนิงโดยตรง

ก่อนหน้านี้ที่มันถือดีคือพลังของค่ายกลหยินหยางสองลักษณ์และข้อสันนิษฐานที่ว่าจี้หนิงไม่มีสมบัติวิเศษใดติดตัว เมื่อสภาพความเป็นจริงยืนยันต่อมันว่าแม้แต่พลังของค่ายกลก็ยังมิอาจทำอย่างไรได้ ไม่ว่ามันไม่ยินยอมพร้อมใจถึงเพียงไหน ทางเลือกเดียวที่หลงเหลืออยู่ก็คือต้องล่าถอยอย่างสุดกำลัง

“เด็กบัดซบตระกูลจี้กลับร้ายกาจถึงเพียงนี้ ข้าต้องรีบแจ้งต่อคณะผู้อาวุโสให้เร่งหาวิธีจัดการกับมัน มิเช่นนั้นมันจะต้องเติบโตขึ้นเป็นภัยอันร้ายแรงของตระกูลเที้ยมู่อย่างแน่นอน” เที้ยมู่ซานยังหวาดหวั่นต่อพลังแห่งบงกชวารีอัคคีมิคลาย ค่ายกลนั้นต่อให้ร้ายกาจเพียงใดยังคงต้องใช้เวลาในการจัดตั้ง พลังของจี้หนิงมิเพียงทรงพลังยิ่งกว่ายังสามารถใช้ออกได้ดังใจอีกด้วย

ตระกูลจี้และตระกูลเที้ยมู่ที่สามารถได้รับการแต่งตั้งจากจักรวรรดิเซี่ยให้เป็นเป็นสองในหกผู้ปกครองของดินแดนเทือกเขานางแอ่น ก็เนื่องจากทั้งสองฝ่ายล้วนมีผู้อาวุโสประจำตระกูลที่อยู่ในระดับสาวกตำหนักม่วงคอยคุ้มครองดูแล เที้ยมู่ซานจึงคิดหวังพึ่งพาผู้อาวุโสของตระกูลชิงเข้าสยบจี้หนิงก่อนที่อีกฝ่ายจะเติบโตกล้าแข็งไปกว่านี้

“ม้วนผนึกแห่งเต๋า-ท่าร่างศักดิ์สิทธิ์!” เที้ยมู่ซานเรียกเอาม้วนกระดาษสีดำที่มีลายเส้นสีเลือดล้อมพันและมีอักขระศักดิ์สิทธิ์ที่เปล่งประกายอันลี้ลับออกมา จากนั้นแผ่พุ่งพลังปราณระดับเหนือธรรมชาติเข้าไป

ม้วนผนึกพลันกลับกลายเป็นเงาอักขระหลอมรวมเข้าในร่างของเที้ยมู่ซาน แปรเปลี่ยนร่างของมันให้กลับกลายเป็นลำแสงพุ่งหนีออกจากบริเวณ กระทั่งธงค่ายกลอันล้ำค่าทั้งแปดยังยินยอมทอดทิ้งเพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ก่อน

“คิดหนีงั้นรึ?” จี้หนิงเร่งเร้าพลังแห่งกายาเทพอสูรระดับเหนือธรรมชาติเข้าในท่าร่างเงาวายุขั้นฟ้ามนุษย์หลอมรวม ลอยตัวไล่ติดตามไปทันที

“เพียงเชื่องช้ากว่าข้าเล็กน้อยเท่านั้น?” เที้ยมู่ซานหน้าถอดสี สะกดกลั้นความรู้สึกเสียดาย กัดฟันดึงเอาผนึกแห่งเต๋าม้วนที่สองออกมาแล้วแผ่พุ่งพลังปราณเข้าไป

“ม้วนผนึกแห่งเต๋า-กายาขนนก!”

เงาอักขระอีกหนึ่งชุดหลั่งไหลเข้าหลอมรวมในร่างของเที้ยมู่ซาน ช่วยให้ร่างที่กลับกลายเป็นลำแสงเร่งความเร็วสูงขึ้นไปอีก

จี้หนิงมิอาจไม่ทำใจยอมรับ เที้ยมู่ซานเมื่อลงทุนใช้ม้วนผนึกแห่งเต๋าถึงสองม้วนติดต่อกัน แม้จะไม่มีพลังเทียบเท่า ‘เครื่องรางเร้นรอย’ แต่ก็สุดที่ความเร็วของเขาจะทัดเทียบได้ อย่าว่าแต่ขณะนี้เขาไม่มีม้วนผนึกเต๋าหรือสมบัติวิเศษใดติดตัว ต่อให้มีเขาก็มิอาจใช้ออก เนื่องจากเขาเพียงบรรลุพลังระดับเหนือธรรมชาติด้านกายาเทพอสูรมิใช่ด้านพลังปราณ

เที้ยมู่ซานที่เร่งความเร็วสูงขึ้นพาร่างออกจนพ้นจากรัศมีการควบคุมกลีบบงกชวารีอัคคีของจี้หนิงในที่สุด มันแผดเสียงหัวร่อที่อัดแน่นไปด้วยความเคียดแค้นอาฆาต

“เด็กบัดซบตระกูลจี้ จงลำพองต่อชัยชนะชั่วคราวนี้ไปเถอะ ข้าจะรายงานเรื่องนี้ต่อคณะผู้อาวุโสตลอดจนคนของ ‘ภูเขามังกรหิมะ’ ที่เป็นคู่แค้นของตระกูลจี้ ขอเพียงตระกูลเที้ยมู่เรากับภูเขามังกรหิมะร่วมมือกัน เจ้าจะต้องตายโดยไร้ที่กลบฝัง!”

………………………………………………………………………………………………………………………………

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/Desolate-Era-แปลไทย-152606241836045/?ref=aymt_homepage_panel

Facebook Comment