+100%-

เล่มที่3 บทที่18: ความเป็นความตาย

Desolate Era เล่ม3: พินิจเต๋าที่ริมสระ

บทที่ 18: ความเป็นความตาย

“หากทำได้เพียงหลบหลีกเยี่ยงนี้ต่อไป เมื่อใดที่ข้าใช้พลังในกายจนหมดสิ้น คงไม่อาจรอดพ้นจากชะตากรรมถูกทุบทำลายโดยไม่มีแม้เรี่ยวแรงจะขัดขืน” จี้หนิงหยุดยั้งร่างหันกลับมาเผชิญหน้ากับเหล่าอมนุษย์ที่โกรธเกรี้ยวหงุดหงิดจากการวิ่งไล่ตามมาเป็นเวลานาน

เมื่อตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะเผชิญหน้ากับความตาย จิตใจของเขากลับสงบลง ร่างยืนหยัดมั่น สองมือกุมกระชับกระบี่อุดรทมิฬ สิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ในสำนึกคือการต่อสู้ที่กำลังจะมาถึง

ยังมิทันที่อมนุษย์ทั้งเก้าจะรุกเข้ามาถึง ร่างของจี้หนิงกลับเป็นฝ่ายสะอึกเข้าหา กลีบบงกชวารีอัคคีทั้งหกหมุนวนปกคลุมพิทักษ์อยู่รอบกาย

หากทว่าท่ากระบี่ที่จู่โจมออกอย่างสุดกำลังของเขายังคงมิอาจสร้างความเสียหายร้ายแรงอันใดให้แก่เหล่ายักษา

จี้หนิงกัดฟันกรอดตัดสินใจเสี่ยงทุ่มเทเดิมพันเป็นครั้งสุดท้าย เขารวบรวมพลังใช้ท่าร่างปีกวายุพุ่งกายขึ้นสู่เพดานเบื้องบนที่สูงหลายร้อยเมตร ผนึกแห่งเต๋าสองม้วนปรากฎขึ้นในมือพร้อมกับพลังปราณที่ถูกส่งเข้าไปเร่งเร้า หนึ่งคือผนึกท่าร่างศักดิ์สิทธิ์และอีกหนึ่งคือผนึกกายาขนนก

ร่างที่ถูกเร่งความเร็วขึ้นจนถึงขีดสุดนั้นพลิกกลับเป็นศีรษะอยู่ล่างเท้าอยู่บน กระบี่อุดรทมิฬกลับคืนสู่มือทั้งสองพร้อมกับเท้าที่ถีบยันเพดานด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี

จี้หนิงคำรามลั่นทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่สามารถนึกออก ทั้งพลังกระบี่ ท่าร่าง ผนึกเต๋า หรือแม้แต่ความรู้เรื่องแรงดีดสะท้อนและแรงโน้มถ่วงลงในกระบี่สุดท้ายนี้ นี่เป็นกระบี่ที่รวดเร็วรุนแรงที่สุดเท่าที่เขาเคยใช้ออกในชั่วชีวิต

ขณะที่คนกระบี่โถมจู่โจมลงมา ในห้วงสำนึกของจี้หนิงพลันแว่วเสียงของบิดาขณะที่ถ่ายทอดเพลงกระบี่ให้แก่เขา “สายพิรุณที่โปรยปรายนั้นแฝงไว้ด้วยนัยยะแห่งหยาดพิรุณทะลวงศิลา หยาดพิรุณสามารถผสานรวมเป็นสายพิรุณที่สาดเท เป็นธารสายเอื่อย เป็นกระแสเชี่ยว หรือแม้กระทั่งห้วงมหาสมุทร…”

ภาพเมื่อครั้งที่จี้ยี่ฉวนสำแดงท่ากระบี่ทั้งเก้าที่ตีความจาก ‘เคล็ดกระบี่พิรุณโปรย’ พรั่งพรูขึ้นเป็นฉากดั่งเกิดขึ้นที่เบื้องหน้า เริ่มต้นจาก ‘หยาดพิรุณทะลวงศิลา’ เป็น ‘สายพิรุณสาดเท’ เรื่อยไปจนถึง ‘สายน้ำไหลไม่สิ้นสุด’ ‘สายน้ำเชี่ยวไร้ปรานี’ ก่อนกลับสู่ ‘หยาดพิรุณทะลวงศิลา’ อีกครั้ง

กระบวนท่าค่อยแปรเปลี่ยนไปสู่ ‘พิรุณโปรยพร่างพรม’ ‘ม่านพายุวารี’ และ ‘ม่านวารีเชื่อมสู่สวรรค์’ ก่อนกลับคืนสู่ ‘หยาดพิรุณทะลวงศิลา’

จากนั้นจึงเข้าสู่สองกระบวนท่าสุดท้าย ‘สายน้ำเอื่อยไหลนิรันดร์’ และ ‘หยาดพิรุณควบแน่น’ ก่อนจะจบลงที่ ‘หยาดพิรุณทะลวงศิลา’ อีกครั้ง

“ความลึกล้ำของ ‘เคล็ดกระบี่พิรุณโปรย’ นั้นไร้ที่สิ้นสุด ต่อให้ตีความไปชั่วชีวิตก็ใช่ว่าจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ กระบวนท่า ‘หยาดพิรุณทะลวงศิลา’ นี้เป็นได้ทั้งกระบวนท่าจู่โจมที่รุนแรงที่สุดและอ่อนแอที่สุด…” เมื่อครั้งรับฟังคำสอนจากปากของบิดา จี้หนิงคิดว่าตนเองนั้นเข้าใจดีแล้ว แต่เขาในยามนี้ที่เริ่มเข้าสู่วิถีแห่งเต๋าและผ่านการต่อสู้ที่เดิมพันด้วยความเป็นความตายมาหลายต่อหลายครั้ง จึงได้เริ่มเข้าใจในคำสอนเหล่านั้นอย่างแท้จริง

“หยาดพิรุณ…”

จี้หนิงและกระบี่คู่ในมือพุ่งลงมาที่เหนือร่างของยักษาตนหนึ่งด้วยความเร็วดุจอสนียบาตฟาดทำลาย กระบี่ในมือซ้ายปัดป่ายกระบองหินที่ถูกยกขึ้นมากันให้หักเหไปด้านข้าง พร้อมกับที่กระบี่ในมือขวาทิ่มแทงลงบนศีรษะของมัน

“…ทะลวงศิลา!”

จี้หนิงเปล่งเสียงกู่ร้อง พลังกระบี่ดั่งสายน้ำซัดกระแทกผ่านม่านพลังสีดำ ทะลวงผ่านหัวกระโหลกของอมนุษย์ร่างยักษ์ กระแทกทำลายมันสมองและเส้นประสาทของมันจนแตกระเบิด ร่างของอมนุษย์สลายลงคืนสู่สภาพของเหลวสีดำ ชุดเกราะและกระบองร่วงหล่นลงบนพื้น

จี้หนิงรีบดึงดูดอาวุธชุดเกราะทั้งสองเข้ามาเก็บไว้ในสมบัติวิเศษของตน ก่อนที่ของเหลวสีดำนั้นจะรวมตัวกลับเป็นร่างของยักษาที่ตื่นตระหนก

“แหลกสลายไปซะ”

บงกชวารีอัคคีพุ่งจู่โจมร่างของยักษาที่ปราศจากการป้องกันจากชุดเกราะเต๋าจนแหลกสลายลงอีกครั้ง

“พวกเจ้าทั้งแปดก็เช่นกัน” จี้หนิงซึ่งบัดนี้มีความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้นในเพลงกระบี่ของตน พุ่งเข้าไล่ล่าบรรดาอมุษย์ที่หลงเหลือซึ่งทั้งพลังของขบวนรบและพลังชีวิตหดหายลงไปมากมาย ทุกครั้งที่เขาทำลายร่างของมันจนสลายเป็นของเหลว เขาจะเก็บอาวุธและชุดเกราะของมันกลับมาจนหมดสิ้น

“ตาย!” จี้หนิงเค้นพลังหยาดสุดท้ายส่งบงกชวารีอัคคีออกไปบดขยี้อมนุษย์ทั้งเก้าที่ยังคงพยายามคืนร่างจากสภาพของเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า จนในที่สุดของเหลวสีดำทั้งเก้าก็สลายหายพร้อมกับหมอกสีดำที่กั้นขวางทางระเบียงทั้งสองปลาย

“ท่านพ่อ…” จี้หนิงที่เพิ่งหลบรอดจากพ้นเงื้อมมือมัจจุราชมาได้หยุดยืนแหงนหน้ารำพึง

ถึงแม้ว่าเขาจะอาศัยการพินิจวิถีแห่งเต๋าที่ริมสระบัวทำความเข้าใจต่อพลังแห่ง อัคคี วารี และวายุ หากเข้าใจนั้นส่วนเข้าใจ การนำความเข้าใจมาปรับใช้ในภาคปฏิบัตินั้นยังยากเย็นยิ่งกว่า จี้หนิงประสบความสำเร็จในการบัญญัติพลังของบงกชอัคคีวารีขึ้นมา แต่พลังที่แท้จริงของกระบวนท่านั้นอยู่ที่การป้องกัน เมื่อนำมาใช้ในการจู่โจมอานุภาพของมันจึงด้อยลงไปไม่น้อย

ทว่าในยามคับขันเป็นตายเขากลับสามารถ ‘รู้แจ้ง’ ถึงแก่นแท้แห่ง ‘เคล็ดกระบี่พิรุณโปรย’ ซึ่งยังเป็นระดับขั้นที่เหนือจาก ‘ฟ้ามนุษย์หลอมรวม’ ขึ้นไปอีก

“นี่เปรียบเสมือนวัฏจักรที่หมุนวนไร้ที่สิ้นสุด หยาดพิรุณแต่ละหยดเป็นจุดเริ่มต้นแห่งสายพิรุณที่โปรยปราย ทั้งสามารถก่อกำเนิดเป็นสายน้ำที่ไหลรินไม่สิ้นสุด ตลอดจนรวมตัวกันเป็นกระแสเชี่ยวที่ไม่อาจหยุดยั้ง ทว่าแท้จริงแล้วไม่ว่าจะคงอยู่ในรูปลักษณ์ใด ทั้งหมดก็เป็นเสมือนหยาดพิรุณขนาดใหญ่หยาดหนึ่งนั่นเอง”

จี้หนิงทรุดนั่งหลับตาลง การต่อสู้ที่ผ่านมาสร้างความเหนื่อยล้าให้แก่เขาเกินไปแล้ว

………

จี้หนิงลืมตาขึ้นและเริ่มดื่มกินอีกครั้ง เขาเริ่มทำความเข้าใจในเชิงลึกต่อความรู้แจ้งในเพลงกระบี่ที่เพิ่งบรรลุถึงในขณะที่รอคอยให้พลังในร่างกลับคืนมา

เขาพบว่าหากร้อยเรียงหยาดพิรุณเข้าด้วยกันเป็นเส้นสายจะยิ่งเพิ่มพูนพลังของเพลงกระบี่ในแต่ละท่วงท่าขึ้นไปได้อีก ทว่าเพลงกระบี่ที่ลึกซึ้งเช่นนั้นไหนเลยสามารถใช้ออกโดยอาศัยเพียงความเข้าใจได้

จี้หนิงทราบดีว่าสิ่งที่เขาต้องการที่สุดในตอนนี้ก็คือเวลา ขอเพียงเขาสามารถทะลวงข้ามขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นในด้านของกายาเทพอสูร เพลงกระบี่ หรือว่าพลังปราณ เขาจะมีโอกาสเอาชีวิตรอดมากขึ้นอีกส่วนหนึ่ง

เขาอาศัยบงกชวารีอัคคีในการผ่านด่านทดสอบด่านแรก และใช้ความรู้แจ้งต่อเพลงกระบี่ในการผ่านด่านที่สอง ในด่านที่สามที่สมควรมีระดับความยากสูงขึ้นไปอีก เขาต้องการทุนรอนที่มากกว่านี้ในการฝ่าฟันเอาชีวิตรอดต่อไป

………

ทะเลสาบอสรพิษเหินหาว

นับตั้งแต่เดินทางมาถึงจี้ยี่ฉวนและยู้จี่เซาะสองสามีภรรยาก็พักอาศัยอยู่ที่ริมทะเลสาบ เฝ้ารอคอยการกลับมาของบุตรชายอย่างเงียบงัน แต่ละวันที่ผ่านพ้นเพิ่มถ่วงน้ำหนักลงในจิตใจของทั้งคู่ ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าใดโอกาสที่จี้หนิงจะรอดชีวิตกลับมาก็ยิ่งลดน้อยลงเท่านั้น

ยู้จี่เซาะเริ่มส่งเสียงไอออกมาอีกครั้ง

“อย่าได้คิดจนมากเกินไป” จี้ยี่ฉวนพยายามปลอบใจผู้เป็นภรรยา ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาอาการป่วยของนางมีแต่ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ

“ข้าเองก็ไม่อยากคิดมากไป” ยู้จี่เซาะทอดถอนใจ สายตายังคงเหม่อมองไปยังผิวน้ำของทะเลสาบอันกว้างใหญ่ “แต่นี่ผ่านมาหนึ่งเดือนแล้วก็ยังไม่มีข่าวคราวของลูกหนิงเลย…”

สำหรับผู้เป็นมารดา บุตรธิดาคือโลกทั้งใบของพวกนาง

“ลูกของเราจะต้องกลับมาอย่างแน่นอน เพียงแต่เจ้าก็รู้ตัวเองดีว่าอาการป่วยที่เรื้อรังมาตั้งแต่ครั้งที่ยังตั้งครรภ์นี้จะกำเริบหนักทุกครั้งที่เจ้าวิตกกังวลหรือตื่นตกใจ ยังคงดูแลสุขภาพของตนเองก่อนเถิด” จี้ยี่ฉวนร้อนรุ่มดั่งเพลิงสุม เขาย่อมเป็นห่วงความปลอดภัยของบุตรชายเช่นกัน ทว่าเขาก็ทราบดีถึงสภาพร่างกายของผู้เป็นภรรยาหลังจากที่ทั้งคู่เอาชีวิตรอดกลับมาจากทะเลอุดรทมิฬ

จี้ยี่ฉวนประคองภรรยาในวงแขนสายตาทอดมองไปยังผิวน้ำทะเลสาบเบื้องหน้า ส่งเสียงรำพึงอยู่ภายในใจ “ลูกหนิง เจ้าต้องรอดชีวิตกลับมา”

………

ภายในทางระเบียงใต้น้ำ

ไม่มีทั้งสัญญาณแห่งทิวาและราตรีในที่แห่งนี้ จึงไม่มีทางบอกได้ว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด จี้หนิงเพียงรู้ว่าเสบียงอาหารที่สะสมไว้ในสมบัติวิเศษของเขาและเที้ยมู่ซานล้วนร่อยหรอลงจนแทบหมดสิ้นแล้ว

“ทั้ง ‘สายน้ำเอื่อยไหลนิรันดร์’ และ ‘สายพิรุณสาดเท’ ล้วนแต่ยกระดับขึ้นสู่ขั้น ‘รู้แจ้ง’ ท่ากระบี่หนึ่งรับหนึ่งรุกนี้ถือเป็นย่างก้าวสำคัญในมรรคากระบี่ของข้า นอกจากนี้พลังการฝึกปรือของข้าเองก็ก้าวหน้าขึ้นมากเมื่อเทียบกับตอนแรกเข้าสู่สถานที่แห่งนี้ คาดว่าสมควรได้เวลาสำหรับการทดสอบที่สามแล้ว…”

จี้หนิงลุกขึ้นยืนกุมกระบี่ในสภาพเตรียมพร้อม “จะตกตายหรือรอดชีวิตขึ้นอยู่กับช่วงเวลานี้เอง”

ตลอดรายทางที่มุ่งหน้าผ่านไปยังคงสามารถพบเห็นกองซากศพและสมบัติวิเศษจำนวนมากมายมหาศาล จี้หนิงเพียงแค่ใช้พลังดึงดูดพวกมันเข้าหา ตรวจตราอย่างรวดเร็ว สร้างพันธะครอบครอง แล้วเดินหน้าต่อไปโดยปราศจากความรู้สึกยินดียินร้ายแต่อย่างใด

สมบัติวิเศษเหล่านี้เป็นเพียงสมบัติไร้อันดับ ต่อให้มีปริมาณมากมายเพียงใดก็เพียงสามารถนำไปขายหรือแลกเปลี่ยนได้ที่โลกภายนอกเท่านั้น หากเขาเสียชีวิตลงที่นี่ทุกอย่างก็เป็นอันสิ้นสุดลง

“ในที่สุดเจ้าก็มาแล้ว?” เสียงอันแหบแห้งดังขึ้นในภาษากลางที่ใช้อย่างแพร่หลายในจักรวรรดิเซี่ย

จี้หนิงรีบมองไปทางต้นเสียง ในที่ห่างไกลเงาร่างสายหนึ่งก้าวออกมาจากกลุ่มหมอกสีดำ ร่างที่ดูเหมือนเดินเหินอย่างเชื่องช้ากลับเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วเข้ามาใกล้ ร่างนั้นดูบิดเบี้ยวและปกคลุมไปด้วยขนรุงรังสีดำ ดวงตาสีเขียวเป็นมันวาวจ้องจับมาที่ร่างของจี้หนิง “น่าสมเพชที่เจ้ายังอ่อนแอเกินไป”

ตัวประหลาดนั้นพลันปรากฎวูบขึ้นที่เบื้องหน้าของจี้หนิง มือสีเทาที่มีขนาดใหญ่โตราวกับพัดใบลานเปล่งประกายแห่งความตายออกมาแล้วตบฟาดลงบนร่างของเขาอย่างรวดเร็วจนไม่อาจหลบเลี่ยง จี้หนิงทำได้เพียงใช้กระบี่ในมือออกด้วยกระบวนท่า ‘สายน้ำเอื่อยไหลนิรันดร์’ ซึ่งเป็นท่าตั้งรับที่แน่นหนาที่สุดของเขา

ผลจากการปะทะร่างของจี้หนิงถูกพลังจากมือนั้นกระแทกจนปลิวลิ่วออกไป ท่ามกลางความพยายามที่จะรั้งกระบี่กลับมารับกระบวนท่าตามหลัง เขาพบว่ามือที่จับกระบี่ทั้งสองกลับกลายเป็นชาด้าน ที่แท้นิ้วมือของเขาหลุดขาดออกจากร่างไปพร้อมกับกระบี่อุดรทมิฬทั้งสองเล่มที่กระเด็นออกไปปักคาอยู่บนกำแพงอันห่างไกล

ไม่เพียงเท่านั้น ฝ่ามือของตัวประหลาดยังกระแทกทำร้ายผิวหนังทั่วร่างของจี้หนิงจนปริแตกออก ร่างที่ถูกห่อหุ้มในกลุ่มหมอกโลหิตลอยออกไปไกลตามทางระเบียงก่อนที่จะร่วงหล่นลงกระแทกกับพื้น

………………………………………………………………………………………………………………………………

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/Desolate-Era-แปลไทย-152606241836045/?ref=aymt_homepage_panel

Facebook Comment