+100%-

เล่มที่3 บทที่16: บุพการีที่เฝ้ารอ

Desolate Era เล่ม3: พินิจเต๋าที่ริมสระ

บทที่ 16: บุพการีที่เฝ้ารอ

ตัวเมืองเขตปกครองตะวันตก

“ยินดีด้วยยี่ฉวน ข้าได้ยินมาว่าจี้หนิงสามารถบรรลุถึงระดับเหนือธรรมชาติแล้ว”

“ยี่ฉวน บุตรชายของเจ้านับเป็นอัจฉริยบุรุษอย่างแท้จริง”

“เขาเพิ่งมีอายุเพียงสิบเอ็ดปีเท่านั้นมิใช่หรือ? เข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติตั้งแต่อายุเพียงเท่านี้ บุตรชายของเจ้านับเป็นบุคคลที่สามในประวัติศาสตร์นับพันปีของตระกูลจี้ทั้งห้าเขตปกครอง”

เค้าความปิติยินดีแฝงอยู่บนใบหน้าของจี้ยี่ฉวนผู้เย็นชาดุจน้ำแข็งเสมอมา ถึงแม้ดูจากภายนอกเขาจะยังเป็นกระบี่พิรุณโปรยที่เคร่งขรึม แต่ผู้ที่คุ้นเคยกับเขาล้วนสามารถบอกได้ว่ายอดมือกระบี่ผู้นี้มีอารมณ์เบิกบานถึงเพียงไหน

นับตั้งแต่จี้หนิงย่ำเท้าสามครั้งคราก็ถล่มกำแพงเมืองของเผ่าแม่น้ำลงมา จากนั้นเตะออกเท้าหนึ่งก็กำราบเจี้ยงซันสีจนมิกล้าไม่ยอมสยบ ข่าวสารถูกส่งเข้ามายังตระกูลจี้ทั้งห้าเขตปกครองไม่ขาดสาย เช่นเดียวกับสถานะในตระกูลจี้ของสายตระกูลจี้ยี่ฉวนที่ยิ่งมายิ่งรุ่งโรจน์ดุจตะวันกลางหาว

“ดูท่านกลับเบิกบานใจถึงเพียงนี้” ยู้จี่เซาะกล่าวเย้าแหย่สามีในขณะที่ตัวนางเองตักน้ำรดดอกไม้ในสวน

“นี่ไหนเลยไม่คู่ควรให้ต้องฉลองสักครา” จี้ยี่ฉวนที่นั่งอยู่บนม้าหินกรอกสุราผ่านลำคอรวดเดียวจนหมดสิ้น “ลูกหนิงสามารถสังหารราชันย์แรดวารีได้ตั้งแต่ก่อนที่จะบรรลุสู่ระดับเหนือธรรมชาติ เมื่อแรกบรรลุผ่านก็เปล่งประกายข่มยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติที่มีชื่อเสียงมานานอย่างเจี้ยงซันสีจนต้องก้มศีรษะให้ ข้าคาดว่าลูกของเราสมควรบรรลุระดับเหนือธรรมชาติในด้านกายาเทพอสูรแล้วเช่นกัน”

จากรายงานของนักรบเกราะดำที่ประจำอยู่ในเผ่าแม่น้ำ จี้หนิงใช้รังสีกระบี่กระแทกมีดสั้นที่เจี้ยงหยีคิดใช้ปลิดชีพตนเองได้ นั่นเป็นเครื่องยืนยันว่าจี้หนิงบรรลุระดับเหนือธรรมชาติด้านพลังปราณ ในขณะที่จี้ยี่ฉวนล่วงรู้ข้อจำกัดทางร่างกายของบุตรชายเป็นอย่างดี เมื่อจี้หนิงสามารถบรรลุถึงระดับเหนือธรรมชาติด้านพลังปราณได้ แสดงว่าเส้นชีพจรที่ได้รับบาดเจ็บของเขาต้องถูกหลอมสร้างขึ้นใหม่ด้วยกายาเทพอสูรแล้ว

“ประกายชาดเก้าชั้นฟ้าสมแล้วที่เป็นวิชากายาเทพอสูรอันดับหนึ่ง ลูกหนิงเมื่อสามารถประสบบความสำเร็จในการฝึกปรือยอดวิชานี้ อีกไม่นานเขาจะก้าวข้ามตัวข้า ชื่อเสียงของตระกูลจี้เราจะขจรขจายไปทั่วแผ่นดินพร้อมกับชื่อเสียงของเขา” จิตวิญญาณของจี้ยี่ฉวนพุ่งทะยานถึงชั้นฟ้า เขาแทบไม่อาจอดทนรอคอยวันข้างหน้าที่จะมาถึง

“ชื่อเสียงของตระกูลจี้ขจรขจายไปทั่วแผ่นดิน…” ยู้จี่เซาะกล่าวเสียงแผ่วเบา “อาจบางทีวันหนึ่งตระกูลจี้อาจยิ่งใหญ่ทัดเทียมกับที่ตระกูลยู้จี่เคยเป็นในอดีต ทว่าต่อให้เป็นเช่นนั้น…”

“ย่อมไม่มีตระกูลใดที่ยืนหยัดค้ำฟ้า” จี้ยี่ฉวนรีบเดินเข้าไปปลอบ “เมื่อครั้งจักรวรรดิเซี่ยทำสงครามเพื่อครอบครองโลกแห่งนี้ ไม่ทราบมีชาติตระกูลอันยิ่งใหญ่ที่คงอยู่มาตั้งแต่ยุคแห่งเทพอสูรจำนวนมากมายเท่าใด ที่สุดท้ายยังคงถูกล้มล้างลงเช่นกัน”

“ข้าเข้าใจดี” ยู้จี่เซาะผงกศีรษะ “ในร่างของลูกหนิงไหลเวียนไว้ด้วยโลหิตแห่งตระกูลยู้จี่ครึ่งหนึ่ง วันที่นามของเขาถูกกล่าวขวัญไปทั่วหล้า ดวงวิญญาณของบรรพชนตระกูลยู้จี่ก็จะได้รับการปลอบประโลมเช่นกัน”

………

ขณะที่สองสามีภรรยากำลังสนทนากันนั้นสีหน้าของจี้ยี่ฉวนพลันแปรเปลี่ยน

“เกิดเรื่องใดขึ้น?” ยู้จี่เซาะเข้าใจในตัวสามีเป็นอย่างดี นางรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของเขา

“ไม่มีอันใด” จี้ยี่ฉวนส่ายหน้า “ข้าเพียงนึกขึ้นมาได้ว่ามีบางสิ่งที่ยังมิได้กระทำ”

คิ้วเรียวงามของยู้จี่เซาะขมวดลง “ยังจะปิดบังอีก ท่านผู้นี้ไม่รู้จักเสแสร้งเป็นที่สุด อย่าว่าแต่ด้วยขันติและพลังการฝึกปรือของท่าน เรื่องเล็กน้อยทั่วไปไหนเลยส่งผลต่ออารมณ์ของท่านได้ถึงเพียงนี้”

เรื่องราวเมื่อดำเนินมาถึงขั้นนี้ จี้ยี่ฉวนได้แต่ทอดถอนใจบอกกล่าวตามตรง “ก่อนลูกหนิงออกเดินทาง ข้าได้มอบกระบี่หยกให้แก่เขาเล่มหนึ่งเพื่อให้ข้าสามารถรับรู้ถึงตำแหน่งที่เขาเดินทางไปได้ตลอดเวลา ทั้งยังกำชับห้ามมิให้เดินทางออกห่างจากเมืองเขตปกครองตะวันตกเกินกว่าระยะทางหนึ่งหมื่นกิโลเมตร…”

“หรือว่าเขาเดินทางออกพ้นรัศมีหนึ่งหมื่นกิโลเมตรที่ท่านกำหนด?”

“มิใช่เช่นนั้น” สีหน้าของจี้ยี่ฉวนแปรเปลี่ยนจนยากอธิบาย “หากทว่าตั้งแต่เมื่อครู่นี้ ข้าไม่สามารถรับรู้ตำแหน่งของเขาได้อีกต่อไป”

ยู้จี่เซาะผุดลุกขึ้นยืนพลางอุทานด้วยสีหน้าแตกตื่น จากนั้นนางก้มตัวลงไออย่างรุนแรง ไออย่างยากที่จะหยุดยั้งลงได้

จี้ยี่ฉวนรีบตรงเข้าไปประคองร่างของภรรยา “นี่เป็นสาเหตุที่ข้าไม่อยากบอกต่อเจ้า… ดีขึ้นแล้วหรือไม่?”

ยู้จี่เซาะไม่กังวลสนใจสุขภาพของตนเอง เมื่อข่มกลั้นการไอลงได้ นางรีบถามต่อไป “ไฉนจึงเป็นเช่นนี้ได้? ใช่เป็นเพราะลูกหนิงได้รับอันตรายอันใดหรือไม่?”

“เจ้าอย่าได้ตื่นตระหนกจนเกินไป” จี้ยี่ฉวนรีบตอบคำ “การที่ข้าไม่สามารถรับรู้ถึงกระบี่หยกมีคำอธิบายได้สองประการ…”

“ประการแรก ลูกหนิงเผชิญพบคู่ต่อสู้อันร้ายกาจ จึงนำกระบี่หยกออกมา หากทว่าก่อนที่เขาจะหักมัน กระบี่หยกกลับถูกศัตรูช่วงชิงไปได้ก่อนและทำการควบคุมพลังของมันเอาไว้”

“ประการที่สอง ลูกหนิงถูกดึงดูดหรือเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่อันห่างไกลเกินกว่าที่พลังของข้าจะติดตามไปถึง”

มารดาของจี้หนิงสงบลงในที่สุด ตัวนางจะอย่างไรก็มีประสบการณ์อันกว้างขวางเช่นกัน “ด้วยความแข็งแกร่งของลูกหนิงในตอนนี้ ผู้ที่จะสามารถแย่งชิงกระบี่หยกไปจากมือของเขาได้สมควรมีน้อยยิ่งกว่าน้อย อย่าว่าแต่หากศัตรูมีความสามารถถึงเพียงนั้นย่อมสามารถสังหารเขาได้อย่างง่ายดาย ไม่จำเป็นต้องวุ่นวายช่วงชิงกระบี่เช่นนี้”

ยู้จี่เซาะนับว่าเป็นสตรีเจ้าปัญญานางหนึ่ง เมื่อนางสงบสติอารมณ์ลงได้ก็เริ่มทำการวิเคราะห์อย่างมีเหตุมีผล

จี้ยี่ฉวนเห็นดังนั้นค่อยคลายใจ กล่าวสืบต่อ “ดังนั้นความเป็นไปได้อีกประการก็คือลูกหนิงถูกส่งไปยังที่อันแสนไกล ที่จริงต่อให้เป็นสถานที่ห่างไกลออกไปนับล้านกิโลเมตรข้าก็ยังสมควรรู้สึกถึงกระบี่หยกได้อย่างเลือนลาง ข้าคิดว่าเหตุการณ์ที่เป็นไปได้ที่สุดคือลูกหนิงถูกส่งตัวไปยังอีกมิติหนึ่ง… เขาอาจถูกดึงดูดเข้าสู่ทิพยสถาน”

สองสามีภรรยาล้วนเคยออกเดินทางฝึกฝนไปทั่วหล้า ดังนั้นล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของทิพยสถานเป็นอย่างดี

“สถานที่สุดท้ายที่ท่านรู้สึกถึงการคงอยู่ของลูกหนิงคือที่ใด?”

“ทะเลสาบอสรพิษเหินหาว”

“เช่นนั้นพวกเรารีบเดินทาง…” วาจามิทันจบประโยค ยู้จี้เซาะก็ส่งเสียงไอรุนแรงยาวนานอีกครั้ง

“ให้ข้าไปเอง เจ้าพักผ่อนอยู่ที่นี่…”

“ลูกตกอยู่ในอันตรายจะให้ข้าอยู่นิ่งเฉยได้อย่างไร? อย่าว่าแต่ท่านก็ทราบดีว่าอาการป่วยของข้าเป็นเช่นไร ท่านอย่าได้ห้ามข้าแล้ว”

เมื่อเห็นแววตาอ้อนวอนของภรรยา จี้ยี่ฉวนมิอาจหักใจปฏิเสธ เขาได้แต่ทอดถอนใจกล่าว “พวกเราไปขอหยิบยืมวิหคอัคคีฟ้าจากท่านน้าฮัวกัน”

………

ผิวน้ำเหนือทะเลสาบอสรพิษเหินหาวอันกว้างใหญ่ดูสงบราบเรียบ

คู่สามีภรรยาที่งามสง่าดุจเซียนวิเศษโดยสารอยู่บนหลังของวิหคเพลิงขนาดใหญ่เหินบินมาถึงริมทะเลสาบ

“รีบไปรายงานต่อนายท่าน จี้ยี่ฉวนเดินทางมาแล้ว ทั้งยังพาสตรีมาด้วยนางหนึ่ง” เหล่าสัตว์อสูรรับใช้ต่างแตกกระเจิงหลบหนีลงสู่ใต้น้ำเป็นที่โกลาหล

จี้ยี่ฉวนที่บนท้องฟ้าไม่แยแสสนใจเหล่าสมุนรับใช้ เขาชี้มือไปยังพื้นที่ชายฝั่งไม่ไกลออกไป “นั่นเป็นที่ตั้งของหน่วยนักรบเกราะดำ พวกเราเริ่มต้นสืบเสาะจากที่นั้นกัน”

เมื่อวิหคอัคคีฟ้าร่อนลงสู่พื้น นักรบเกราะดำสองนายที่ยืนเฝ้ารักษาการณ์รีบคุกเข่าลงทำความเคารพ พวกมันย่อมรู้จักผู้มาเป็นอย่างดี

“น้อมคำนับท่านผู้บัญชาการ”

“ข้าต้องการทราบว่าพวกเจ้าได้พบบุตรชายของข้าหรือไม่?” จี้ยี่ฉวนเอ่ยถามตรงๆ

นักรบที่รูปร่างสูงกว่ารีบกล่าวตอบ “พวกข้าล้วนพบเห็น นายน้อยเหยียบย่ำบนผิวน้ำ ท้าทายอสรพิษเหินหาวให้ออกมาต่อสู้กัน”

“อสรพิษเหินหาว?” สองสามีภรรยาสบตากัน แม้จะประหลาดใจอยู่บ้างแต่ทั้งคู่ล้วนไม่วิตกกังวลว่าจี้หนิงจะประสบภัยภายใต้เงื้อมมือของอสรพิษเหินหาวไปได้

“ทว่าอสรพิษเหินหาวกลับไม่ยอมปรากฏกายตามคำท้า นายน้อยเดินส่งเสียงร้องท้าทายดังสะท้านทั่วทะเลสาบ นักรบเกราะดำที่เฝ้าอยู่โดยรอบล้วนได้ยินอย่างชัดเจน ทว่าพวกเราอยู่ห่างไกลเกินไป จึงไม่อาจเห็นชัดตาว่านายน้อยเดินไปในทิศทางใด”

“เจ้ามั่นใจว่าทั้งสองมิได้ต่อสู้กัน?”

“พวกข้ามั่นใจ นอกจากเสียงร้องท้าทายแล้ว ไม่มีสุ้มเสียงอื่นใดเกิดขึ้นอีก”

………

จี้ยี่ฉวนสองสามีภรรยายืนเคียงคู่ จ้องมองไปยังห้วงน้ำอันไพศาล หลังจากรวบรวมข้อมูลจากหน่วยนักรบที่ประจำการรอบทะเลสาบ คำตอบที่ได้รับล้วนคล้ายคลึงกัน ทั้งคู่ยังออกติดตามจนพบม่ออู่และชิวเยี่ย ล่วงรู้ถึงต้นสายปลายเหตุที่จี้หนิงแค้นเคืองอสรพิษเหินหาวจนเดินทางมาชำระสะสางข้ออาฆาต จวบจนกระทั่งเขาเดินหายไปที่ใจกลางของทะเลสาบ

“เจ้าเห็นว่าอย่างไร” จี้ยี่ฉวนกล่าวถามขึ้น

“ข้อมูลทั้งหมดถูกต้องตรงกัน ไม่มีการต่อสู้เกิดขึ้นบนผิวทะเลสาบ ลูกหนิงคงล่วงล้ำเข้าไปในทิพยสถานจริงๆ สถานที่แห่งนั้นอาจบางทีเป็นเพียงเม็ดทรายเม็ดหนึ่งที่ใต้ทะเลสาบ อาจบางทีตั้งอยู่เบื้องหน้านี้เองเพียงแต่พวกเราไม่อาจรับรู้ถึงมันได้” ยู้จี่เซาะส่ายหน้า พยายามข่มความกังวลลง “ที่พวกเราสามารถกระทำได้คงเป็นเพียงแค่เฝ้ารอ”

“ถูกแล้ว เราต้องเชื่อมั่นในตัวเขา” จี้ยี่ฉวนผงกศีรษะ “อีกไม่นานลูกหนิงจะเดินเหินบนผิวน้ำกลับมาหาพวกเรา”

ยู้จี่เซาะล้มตัวลงพิงอ้อมอกของสามี หลับตาลง ไม่กล่าวอันใดอีก

………

บนทางระเบียงอันมืดมิดของนิเวศน์ใต้วารี

จี้หนิงที่บัดนี้ฟื้นฟูพลังทั้งมวลกลับคืนมาลุกยืนขึ้น จ้องมองผ่านกองซากศพที่สุมซ้อนเบื้องหน้า ตัดสินใจอย่างแน่วแน่

“ข้าต้องมีชีวิตรอดกลับไป”

………………………………………………………………………………………………………………………………

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/Desolate-Era-แปลไทย-152606241836045/?ref=aymt_homepage_panel

Facebook Comment