+100%-

เล่มที่3 บทที่10: ถล่มทำลาย

Desolate Era เล่ม3: พินิจเต๋าที่ริมสระ

บทที่ 10: ถล่มทำลาย

“พวกเราไป!” จี้หนิงและผู้ติดตามทั้งสองควบขี่สัตว์ร้ายวิ่งตะบึงออกจากเผ่าฟันดำเข้าสู่เขตป่าเขาราวเหินบิน

“ท่านหัวหน้าเผ่า พวกนายน้อยเร่งรีบไปที่ใดกัน?” นักรบที่เฝ้าประตูหมู่บ้านเอ่ยถามด้วยความงุนงง

“ไม่ใช่เรื่องที่พวกเราสามารถถามไถ่” เฮยหยากล่าวพลางส่ายศีรษะ พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่แสดงความรู้สึกใดออกทางสีหน้า ทว่าไม่อาจห้ามดวงตาที่ฉายโชนไปด้วยความสำนึกขอบคุณ เขาย่อมทราบดีว่าจี้หนิงรุดไปยังเผ่าแม่น้ำเพื่อทวงถามความแค้นให้แก่บุตรีของเขา

มันไม่ทราบว่านายน้อยผู้นี้แข็งแกร่งเพียงพอที่จะสั่นคลอนอิทธิพลของเผ่าแม่น้ำได้หรือไม่ หากในหัวใจที่ท่วมท้นไปด้วยความเกลียดชังต่อเผ่าแม่น้ำยังคงสาปแช่ง

“ต่อให้นายน้อยไม่สามารถทำอย่างไรพวกมัน ขอเพียงกระบี่พิรุณโปรยยินยอมเสนอหน้าออกมา ทุกประการย่อมเหลือเฟือเกินพอ”

………

เมืองของเผ่าแม่น้ำตั้งอยู่ห่างจากหมู่บ้านของเผ่าฟันดำเพียงไม่กี่ร้อยกิโลเมตร ถึงแม้ระหว่างทางกั้นขวางด้วยขุนเขา ด้วยระดับความเร็วของสัตว์ร้ายสีดำเพียงรุ่งสางของวันรุ่งขึ้นพวกของจี้หนิงก็เดินทางมาถึง

ที่หน้าประตูเมือง นักรบในชุดเกราะจำนวนมากทำการตรวจสอบผู้คนที่เดินทางเข้าออกอย่างเข้มงวด

“พวกเจ้าทั้งสาม!” หนึ่งในนักรบที่จับตาสังเกตผู้เดินทางมาจากระยะไกลส่งเสียงตวาด เมื่อไม่เห็นว่าผู้มามีท่าทีที่จะชะลอความเร็วลง

“หากเข้าใกล้มากกว่านี้ อย่าได้โทษว่าพวกเราปล่อยลูกธนู” พลธนูบนหอสูงเหนือกำแพงเมืองขนาดมหึมาล้วนพาดลูกน้าวสาย ตระเตรียมยิงสังหารโดยไร้ความลังเล

จี้หนิงพลันลอยตัวขึ้นจากหลังของสัตว์ร้ายถลาร่อนลงบนหอธนู พลังไร้สภาพทะลักทลายออกจากร่างกระแทกเข้าใส่นักรบในชุดเกราะนับสิบนายจนหงายร่างร่วงหล่นลงสู่พื้น หลงเหลือเพียงตัวเขายืนตระหง่านอยู่เบื้องบนกำแพง

เหล่านักรบที่ร่วงหล่นลงมา บ้างแปดเปื้อนดินโคลน บ้างรับบาดเจ็บกระดูกหัก ที่จริงเพียงร่วงหล่นจากยอดกำแพง นักรบระดับพวกมันไม่สมควรต้องตกอยู่ในสภาพทุลักทุเลถึงเพียงนี้ หากทว่าพลังไร้สภาพที่อัดกระแทกเข้าใส่นั้นรวดเร็วและรุนแรงจนเกินไป

“เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?”

“นั่น… นั่นคือผู้ใด?”

ทุกผู้คนต่างจับจ้องไปที่ร่างของจี้หนิงบนหอธนู เหล่านักรบรีบเก็บคว้าอาวุธคันธนูขึ้นมากระชับมั่น

“เจี้ยงหยี ไสศีรษะสุนัขของเจ้าออกมา!”

เสียงตะโกนด้วยโทสะนั้นดังสะท้อนสะท้านกึกก้องกัมปนาทไปทั่วทั้งเมือง บันดาลให้ผู้ฟังรู้สึกคล้ายกำลังได้รับคำสาปทวงชีวิตของเทพอสูร บรรดาผู้ที่อยู่ใต้กำแพงเมืองต่างพากันยกมือขึ้นอุดหูด้วยความเจ็บปวดทรมาน หลายคนวิ่งเตลิดหนีจากไปตั้งแต่แรก

ใบหน้าของจี้หนิงเคร่งเครียดดุดัน ยกเท้ากระทืบใส่กำแพงที่เบื้องล่าง

เสียงระเบิดสะเทือนพสุธา กำแพงที่มีความหนาราวหกถึงเจ็ดเมตรสั่นสะท้าน รอยแตกขนาดยักษ์ไล่ปะทุลงจากยอดจนถึงฐานราก ทั้งนักรบและผู้สัญจรล้วนหลบลี้หนีหาย ไม่มีผู้ใดกล้ายืนหยัดในบริเวณนั้นอีก

เสียงระเบิดดังขึ้นซ้ำสองเมื่อจี้หนิงยกเท้ากระทืบลงบนกำแพงอีกคราหนึ่ง

รอยแตกจำนวนนับสิบสายไล่ลงจากยอดกดพื้นปฐพีโดยรอบจนทรุดตัวลง ก้อนหินขนาดยักษ์ที่ก่อขึ้นเป็นกำแพงถล่มร่วงลงมาดุจดาวตก

จี้หนิงยกเท้ากระทืบลงอีกครั้ง คราวนี้กำแพงยักษ์ทั้งแผงรวมทั้งประตูเมืองล้วนถูกถล่มทลายลงกองราบกับพื้นดิน

บรรรดาผู้ที่หลบหนีไปจนไกลและเหล่าชาวเมืองที่แอบดูจากภายในบ้านล้วนตกตะลึงพรึงเพริด แทบไม่มีผู้ใดเชื่อสิ่งที่ได้เห็นกับตานั้น กำแพงฝั่งประตูเมืองคือจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญและมีความแข็งแกร่งที่สุด กลับทรุดพังลงอย่างง่ายดายถึงเพียงนี้ เพียงสามฝ่าเท้าเท่านั้น?

ร่างของจี้หนิงยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง ม่ออู่และชิวเยี่ยรีบกระตุ้นสัตว์ร้ายที่ควบขี่เข้ามาสมทบ

………

‘เจี้ยงซันสี’ นั่งขัดสมาธิฝึกฝีมืออยู่ในห้องลับ ผู้นำเผ่าแม่น้ำผู้นี้เป็นหนึ่งในยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติที่มีชื่อเสียงในพื้นที่ใต้เขตปกครองของตระกูลจี้

“เจี้ยงหยี ไสศีรษะสุนัขของเจ้าออกมา!” เสียงคำรามด้วยโทสะที่ดังลอดเข้ามาจนถึงห้องลับของเผ่าแม่น้ำ บังคับให้เจี้ยงซันสีต้องลืมตาขึ้นจากการบำเพ็ญเพียร

แต่เสียงกัมปนาทปานอสนียบาตฟาดลงสามครั้งคราที่ดังติดตามเสียงตะโกนนั้นทำให้สีหน้าของมันแปรเปลี่ยนไป ร่างของมันพลันแปรสภาพเป็นประกายแสงพุ่งออกจากห้องลับในทันที

………

ชั่วครู่ให้หลัง เจี้ยงซันสีก็มาถึงประตูเมืองซึ่งบัดนี้กลายสภาพเป็นเพียงกองหินขนาดมหึมา เมื่อได้เห็นสิ่งที่ปรากฎต่อหน้าดวงตาของมันลุกไหม้จนแดงฉาน ผู้มาเมื่อถล่มประตูเมืองจนราบเช่นนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการถ่มน้ำลายรดใบหน้าของเผ่าแม่น้ำ

“เจ้าหรือ คือเจี้ยงซันสี?” จี้หนิงเรียกหาชายชราผมดำที่ปรากฎกายขึ้นเบื้องหน้า เผ่าแม่น้ำมียอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติ หนึ่งชาย หนึ่งหญิง ฝ่ายชายคือเจี้ยงซันสีเอง

ชายชราผมดำจ้องมองกลับมา “แต่ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร เจ้าจะต้องถูกสั่งสอนอย่างสาสม” ไม่ทันสิ้นเสียง สายโซ่สีม่วงก็ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า หวุนควงเป็นวงพุ่งเข้าจู่โจมใส่จี้หนิง แต่จี้หนิงแทนที่จะหลบหลีกกลับสะอึกเข้าหา ร่างเหินบินสวนเข้าใส่ดุจพญาปักษา

ฝ่าเท้าของจี้หนิงถีบลงบนอกของเจี้ยงซันสี ส่งให้ร่างของมันกระเด็นถอยจมลึกลงไปใต้ผิวดิน ชายชราดีดตัวกลับขึ้นมาโดยที่มือยังกุมบริเวณทรวงอก ระหว่างริมฝีปากมีโลหิตไหลซึมออกมา ดวงตาของมันแปรเปลี่ยนเป็นทอแววเหลือเชื่อ “เจ้า… เป็นใครกันแน่?”

มันแทบคิดว่านี่เป็นเพียงฝันร้าย สมบัติวิเศษของมันกำลังจู่โจมใส่อีกฝ่ายชัดๆ แต่ตนเองกลับเป็นฝ่ายถูกทำร้าย หากมิใช่อาศัยพลังปราณระดับเหนือธรรมชาติคุ้มครองกายคงบาดเจ็บสาหัสไปแล้ว

จี้หนิงไม่ตอบคำ หันหน้าไปอีกทิศทางหนึ่งกล่าวกับตนเอง “ครานี้ใช่เจี้ยงหยีหรือไม่?”

แต่ผู้มากลับเป็นหญิงชราผมขาวที่สวมใส่เสื้อผ้าสีแดงฉาน นางรีบตรงเข้าประคองเจี้ยงซันสี “ซันสี เจ้าไม่เป็นไรกระมัง?”

“ระวังให้ดี ฝ่ายตรงข้ามตึงมือยิ่ง” เจี้ยงซันสีรีบตักเตือนอีกฝ่าย

หญิงชราชุดแดงกลับเผ็ดร้อนดุร้ายยิ่ง นางพอเอ่ยปากก็เป็นวาจาเหน็บแนม “ข้าไม่รู้ว่าเผ่าแม่น้ำเราไปทำอันใดให้แก่เจ้า แต่เมื่อเจ้ากล้าบุกรุกสถานที่ ทำลายกำแพงเมือง เจ้าคงไม่ขลาดเขลาจนไม่เปิดเผยนามที่แท้จริงกระมัง?”

จี้หนิงแค่นเสียงเย็นชา “จี้หนิงแห่งตระกูลจี้”

ทั้งชายชราผมดำและหญิงชราผมขาวต่างงุนงงไปกับการประกาศนามของจี้หนิง เจี้ยงซันสีรีบกล่าวเสียงแผ่วเบา “แม่เฒ่าหิมะ ผู้สืบทอดตำแหน่งผู้ดูแลเขตปกครองตะวันตกของตระกูลจี้ มิใช่ก็มีนามว่าจี้หนิงหรอกหรือ เพียงแต่ข้าได้ยินมาว่าเด็กผู้นั้นมีอายุเพียงสิบเอ็ดปีเท่านั้น…”

ทั้งคู่ไม่เพียงงุนงงที่จี้หนิงมีพลังฝีมืออันสูงเยี่ยมในวัยอันน้อยนิด หากยังตื่นตระหนกต่อศักดิ์ฐานะของอีกฝ่าย ซึ่งที่จริงแม้ในพื้นที่ของเทือกเขานางแอ่นก็ปรากฎอัจฉริยะอายุเยาว์ไม่น้อยที่สามารถบรรลุระดับเหนือธรรมชาติได้ตั้งแต่ก่อนอายุครบยี่สิบปีดังเช่นที่จี้หลี่เคยฝากความหวังไว้กับเด็กหนุ่มจากชนเผ่าที่มันสนับสนุนขึ้นมากีดขวางจี้หนิง แต่เมื่ออีกฝ่ายเป็นถึงทายาทสายหลักของตระกูลจี้ เผ่าแม่น้ำก็ต้องใคร่ครวญถึงผลสุดท้ายของทุกการตัดสินใจหลังจากนี้ให้ถึงที่สุด

ซึ่งความจริงตัวเจี้ยงซันสีเองก็บรรลุระดับเหนือธรรมชาติตั้งแต่ก่อนอายุยี่สิบปี เพียงแต่ชนเผ่าของมันปราศจากเคล็ดวิชาขั้นสูงในครอบครอง ดังนั้นไม่ว่าจะมีพรสวรรค์สูงส่งถึงเพียงไหน สุดท้ายยิ่งเวลาทอดนานออกไปก็ยิ่งไม่อาจไล่ตามทันยอดฝีมือของตระกูลใหญ่ที่แม้ว่าจะมีพรสวรรค์ด้อยกว่าหากมีโอกาสได้ฝึกปรือยอดวิชา

แม่เฒ่าหิมะเองยามกระทันหันก็ไม่อาจกล่าวถ้อยคำใดออกมาได้ เพราะที่จริงแล้วดินแดนของเผ่าแม่น้ำนั้นถือว่าอยู่ภายใต้ตระกูลจี้แห่งเขตปกครองตะวันตกโดยตรง หากตระกูลจี้คิดจะล้มล้างชนเผ่าของพวกมันย่อมลำบากเพียงแค่พลิกฝ่ามือ

“นายน้อย!” นักรบเกราะดำนับร้อยคนรีบรุดเข้ามาแต่ไกล จนเมื่อเห็นชัดตาว่าผู้ที่ยืนอยู่ท่ามกลางเศษซากของกำแพงเป็นผู้ใด ทั้งหมดจึงรีบคุกเข่าลงส่งเสียงทำความเคารพ

“ลุกขึ้น” จี้หนิงกล่าวอย่างเย็นชา การปรากฎตัวขึ้นของนักรบเกราะดำไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายอันใด สำหรับชนเผ่าขนาดใหญ่เช่นเผ่าแม่น้ำนี้ ตระกูลจี้ย่อมต้องจัดให้มีกองกำลังนักรบคอย ‘สอดส่องดูแล’ ตลอดเวลาอยู่แล้ว

“นายน้อยจี้หนิง” แม่เฒ่าหิมะรีบกล่าว “ในเมื่อลูกหลานไม่รักดีเจี้ยงหยีทำการล่วงเกินท่าน พวกเราเผ่าแม่น้ำย่อมไม่คิดปกป้องคนผิด” นางหันไปสั่งต่อชายชราที่ด้านข้าง “ซันสี จงไปตามหาตัวเจี้ยงหยีมาให้ข้าโดยเร็วที่สุด”

เจี้ยงซันสีรีบรับคำ ร่างกลับกลายเป็นลำแสงหายวับไป

ควรทราบว่าแท้ที่จริงเผ่าแม่น้ำมิใช่เผ่าที่เรียบๆร้อยๆถึงเพียงนี้ หากเป็นสถานการณ์ปกติ ต่อให้ยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติของตระกูลจี้รุดมา พวกมันยังสามารถยกอ้างเหตุผลไปจนกระทั่งลงไม้ลงมือสักคราหนึ่ง ตระกูลจี้จะอย่างไรปกครองชนเผ่าเป็นจำนวนมาก หากใช้กำลังรุกรานโดยปราศจากเหตุผลอันควรย่อมเป็นชนวนให้บรรดาชนเผ่าทั้งหลายกระด้างกระเดื่อง แต่เมื่ออีกฝ่ายเป็นถึงทายาทผู้ดูแลเขตปกครอง ที่พวกมันทำได้มีเพียงต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรม

………

“ฝึกฝนต่อไป!”

หากไม่นับความดุร้ายโอหังที่ฉายชัดทางแววตา เจี้ยงหยีสามารถนับเป็นชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง มันในขณะนี้ถือแส้ในมือ จับจ้องมองดูเด็กชายใช้กระบี่สั้นฝึกปรือเพลงกระบี่ “ต่อให้แขนจะคันชาเจ็บปวดถึงเพียงไหนก็ต้องอดทน ตัวเจ้าจะต้องสืบทอดตำแหน่งผู้นำเผ่าแม่น้ำในอนาคต”

“ทราบแล้วท่านพ่อ” ไม่ทราบเข้าใจความหมายในคำพูดของบิดาหรือเกรงกลัวแส้ในมือบิดา เด็กชายกัดฟันกล้ำกลืน ร่ายรำกระบี่ต่อไป

ทันใดนั้น…

“เจี้ยงหยี ไสศีรษะสุนัขของเจ้าออกมา!”

ใบหน้าหล่อเหลาของเจี้ยงหยีแปรเปลี่ยนไปด้วยโทสะ “ผู้ใดโอหังบังอาจ กลับกล้ามาก่อเรื่องถึงเมืองของเผ่าแม่น้ำ”

แต่เมื่อได้ยินเสียงระเบิดและรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนสามครั้งครา สีหน้าของมันก็ต้องแปรเปลี่ยนไปอีก

“ท่านพี่ ที่แท้เกิดเรื่องอันใดขึ้น?” ภรรยาของมันส่งเสียงสอบถามมาจากภายในบ้าน สตรีนางอื่นในบ้านบ้างมีสีหน้าวิตกกังกล และมีบ้างที่ลอบตื่นเต้นยินดีที่คำอธิษฐานสาปแช่งของตนคล้ายจะเป็นจริงขึ้นมา

“ข้าจะออกไปดูเอง” มันกล่าวพลางเดินออกจากบ้าน แต่ยังไม่ทันจะคล้อยหลัง เงาร่างสีดำสายหนึ่งก็โฉบลงมาที่ด้านหน้า

“ท่านผู้นำชนเผ่า!”

ผู้มาคือเจี้ยงซันสีเอง ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวปั้นยาก ที่ริมฝีปากยังมีคราบโลหิตแห้งกรัง เสื้อผ้าก็เปื้อนเปรอะไปด้วยคราบฝุ่นคราบดิน

“ทั้งหมดเป็นเพราะเดียรัจฉานเจ้า” เจี้ยงซันสีคว้าคอของเจี้ยงหยีหิ้วขึ้นราวกับหิ้วเป็ดไก่ตัวหนึ่ง

ร่างของทั้งคู่กลับกลายเป็นลำแสงพุ่งปราดไปยังทิศทางของประตูเมือง

………………………………………………………………………………………………………………………………

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/Desolate-Era-แปลไทย-152606241836045/?ref=aymt_homepage_panel

Facebook Comment