+100%-

เล่มที่2 บทที่7: หนึ่งต่อเจ็ด? 

Desolate Era เล่ม2: ทะเลสาบแห่งเทือกเขาตะวันออก

บทที่ 7: หนึ่งต่อเจ็ด? 

“อาจบางทีจี้ยี่ฉวนต้องการให้มันได้ลองเสี่ยงโชคดูก่อน ต่อให้พ่ายแพ้ก็ยังมีโอกาสแก้ตัวใหม่ในสี่ปีข้างหน้า” จี้หยูจิบดื่มสุราก่อนออกความเห็น

“พวกมันมีโอกาสสองครั้งครา แต่ข้ากลับมิอาจพลาดพลั้ง” ใบหน้าของจี้หลี่บังเกิดรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจ “โชคดีที่ข้ายังมีจี้สง”

“พวกเจ้ารีบไปตามตัวจี้สงมาให้ข้า” จี้หลี่ตะโกนสั่ง

ทาสสตรีเท้าเปล่าน้อมกายทำความเคารพแล้วรีบจากไปปฏิบัติตามคำสั่ง

ชั่วครู่ให้หลัง เด็กหนุ่มร่างสูงที่สวมชุดขนสัตว์สีทองและสะพายดาบยาวอยู่กลางหลัง ตลอดทั้งร่างแผ่รังสีคุกคามผู้คนก็มาถึง

ด้วยวัยเพียงสิบสามปี ส่วนสูงของจี้สงยังมากกว่าจี้หลี่เล็กน้อย บนใบหน้ามีหนวดเคราสีทองขึ้นรกครึ้ม แม้แต่ดวงตาก็เปล่งประกายสีทองอันเลือนราง ดูไปคล้ายหมีสีทองที่ผอมโซดุร้ายตัวหนึ่ง

“ท่านพ่อ” จี้สงกล่าวทักทายด้วยความเคารพอย่างสูง

“ลูกสง” จี้หลี่มองดูบุตรบุญธรรมด้วยความชื่นชม “ข้าจะจัดให้เจ้าเข้าร่วมการประลองชิงดาบทองคำของตระกูลจี้ คำสั่งของข้ามีพียงหนึ่งเดียว เจ้าต้องชิงดาบทองคำมาให้ได้”

“น้อมรับคำสั่งท่านพ่อ” จี้สงรับคำอย่างหนักแน่น

“ดี” จี้หลี่พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ในบรรดาบุตรบุญธรรมของเขาทั้งหมด จี้สงนับเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุด เขาเชื่อมั่นว่าจี้สงจะสามารถบดขยี้จี้หนิงและช่วงชิงดาบทองคำมาได้

“การประลองครั้งนี้ ศัตรูที่เจ้าต้องระวังมากที่สุดก็คือจี้หนิงบุตรของจี้ยี่ฉวน ที่มันฝึกปรือล้วนเป็นสุดยอดวิชาของตระกูลจี้ แม้ว่าสิ่งที่ข้าได้ถ่ายทอดให้แก่เจ้าก็เป็นยอดวิชา จะอย่างไรยังเป็นรองวิชาที่มันร่ำเรียนอยู่บ้าง”

จี้สงเข้าใจดี เขาเป็นเพียงแค่บุตรบุญธรรมของตระกูลจี้ วิชาฝีมือที่ได้รับอนุญาตให้ฝึกฝนย่อมไม่อาจเทียบได้กับจี้หนิงที่เป็นถึงบุตรชายของยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งตระกูลจี้เขตปกครองตะวันตก ทั้งยังเป็นว่าที่ผู้สืบทอดตำแหน่งผู้ดูแลเขตปกครอง

“นอกจากนี้ จี้หนิงฝึกกระบี่ถึงระดับ ‘คนกระบี่ร่วมประสาน’ แล้ว เจ้าไม่อาจประมาทมันได้”

“ข้าจะต้องเป็นผู้ชนะอย่างแน่นอน” เสียงตอบของจี้สงแทบฟังดูคล้ายกับเสียงคำราม

………

การประลองชิงดาบทองคำดำเนินผ่านไปแล้วหนึ่งเดือน

เด็กหนุ่มจำนวนมากต่อสู้ช่วงชิงชัยชนะครั้งแล้วครั้งเล่า ผู้พ่ายแพ้ถูกคัดออก ผู้ชนะผ่านเข้าต่อสู้กันเองต่อไป ในที่สุดก็เหลือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเพียงแปดคน หรือแท้ที่จริงก็คือ หลงเหลือผู้ที่ต่อสู้เข้ารอบทั้งสิ้นเจ็ดคน และคนที่แปดที่ได้สิทธิ์โดยไม่ต้องลงต่อสู้ตั้งแต่แรก…ก็คือจี้หนิง!

สิ่งที่ตระกูลจี้ประกาศต่อผุ้คนก็คือจี้หนิงแข็งแกร่งจนไม่ต้องลงมือต่อสู้ในรอบแรกก็ได้

โกรธแค้น?

อยุติธรรม?

เหล่าเด็กหนุ่มจากชนเผ่าส่วนมากย่อมไม่รู้ถึงระดับฝีมือที่แท้จริงของจี้หนิง แต่ไม่ว่าอย่างไรสิ่งที่พวกมันทำได้คือเก็บเสียงโอดครวญและถ้อยคำก่นด่าไว้ในใจเท่านั้น

………

ธงทิวรอบลานประลองสะบัดเป็นเสียงดังเมื่อต้องสายลมหนาวแห่งเขตแดนร้าง กองกำลังนักรบเกราะดำยืนประจำการรักษาความปลอดภัยอยู่ทั่วบริเวณ ในที่สุดวันสุดท้ายของการประลองชิงดาบทองคำก็มาถึง

“พวกเขามากันแล้ว”

“ยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติมาแล้ว”

“ข้ารู้จักท่านผู้นั้น ผู้ที่ขี่พยัคฆ์ขาวนั่นคือมือธนูอันดับหนึ่ง ท่านเมิ่งหยู”

“นั่นเทพอัคคี ท่านจี้หลี่”

“กระบี่พิรุณโปรยก็มาแล้ว ข้าได้ยินมาว่าแม้แต่สุนัขขาวตัวนั้นก็เป็นสัตว์อสูรระดับเหนือธรรมชาติ”

“การประลองในปีนี้ต้องมีสิ่งใดพิเศษเป็นแน่ ไม่เพียงแต่เหล่ายอดฝีมือเหนือธรรมชาติมาชมดูมากเป็นประวัติการณ์ แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสของตระกูลจี้และท่านผู้ดูแลเขตปกครองก็มาแล้ว”

ท่ามกลางความประหลาดใจ ผู้ที่เฝ้ารอชมการประลองนับหมื่นนับแสนต่างพากันส่งเสียงชื่นชมต่อบุคลิกและอานุภาพของเหล่ายอดฝีมือตลอดจนผู้นำตระกูลจี้ฝ่ายตะวันตกที่รุดมาถึง

………

เวทีขนาดใหญ่ตั้งอยู่กึ่งกลางของลานประลอง สาวงามในชุดยาวสีฟ้ายืนอยู่กลางเวที ที่ด้านล่างยืนหยัดไว้ด้วยเด็กหนุ่มแปดคน

“วันนี้เป็นวันตัดสินของการประลองชิงดาบทองคำ” เสียงของนางสดใสไพเราะแต่ผู้ที่เข้าชมทุกคนสามารถได้ยินอย่างชัดเจน “ขอเชิญยอดฝีมือที่เข้ารอบสุดท้ายทั้งแปดคนขึ้นสู่เวที”

เด็กหนุ่มทั้งแปดเหินร่างขึ้นบนเวที เสียงตะโกนดังระเบ็งเซ็งแซ่ บรรยากาศถูกเร่งเร้าขึ้นจนแทบแตกระเบิด

จี้หนิงกวาดตาสำรวจดูคู่ต่อสู้ทั้งเจ็ดในขณะที่สายตาอีกเจ็ดคู่ก็จ้องมองกลับมา ทั้งหมดล้วนแฝงแววดูแคลนต่อ ‘ผู้มีสิทธิพิเศษ’ ที่เข้ารอบเป็นคนที่แปดนี้

จี้หนิงเองทางหนึ่งลอบอึดอัดใจต่ออภิสิทธิ์ที่จี้หยงบังคับมอบให้แก่เขา อีกทางหนึ่งเริ่มทำการสังเกตคู่ต่อสู้ เขาพบว่าคนทั้งเจ็ดล้วนมีอายุมากกว่าและมีร่างกายที่สูงกว่าเขา แม้แต่สตรีที่ร่างเล็กที่สุดในเจ็ดคนยังสูงกว่าเขาเล็กน้อย ส่วนคนที่สูงที่สุดนั้นมีร่างกายที่สูงกว่าสองเมตร

สาวงามในชุดสีฟ้ากล่าวต่อไป “พวกเจ้าทั้งแปดจะจับคู่ต่อสู้กันจนกว่าจะได้ผู้ชนะเป็นคนสุดท้าย…”

“ช้าก่อน!” สุ้มเสียงอันเย็นชาดังแทรกขึ้น

ทุกผู้คนในสนามต่างพากันมองหาเจ้าของเสียง สาวงามในชุดสีฟ้าเองก็เป็นยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติผู้หนึ่ง สายตาของนางสอดส่ายมองหาผู้ที่โอหังบังอาจ กล้าก่อกวนการประลองที่ตระกูลจี้จัดขึ้น ในที่สุดสายตาของนางหยุดลงประสานกับสายตาของชายกลางคนผู้กระด้างเย็นชาในชุดขนสัตว์สีขาว ร่างของนางพลันสั่นสะท้านไม่อาจเอ่ยวาจาที่มีออกมาได้

“กระบี่พิรุณโปรย!”

จี้ยี่ฉวนสีหน้าเย็นชาไม่เปลี่ยนแปลง กล่าวจากที่นั่งชมว่า “การประลองในวันนี้จัดขึ้นเพื่อค้นหาผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในคนทั้งแปด ในความเห็นของข้า ยังคงให้ผู้เข้ารอบทั้งเจ็ดคนต่อสู้กับจี้หนิงพร้อมกัน!”

ประลองหนึ่งต่อเจ็ด?

ผู้เข้าชมต่างพากันตกตะลึงต่อข้อเสนอนี้ แม้แต่จี้หยงที่นั่งอยู่เคียงข้างจี้ยี่ฉวนก็นิ่งอึ้งไร้วาจา

จี้หลี่พลันส่งเสียงหัวร่อดังสนั่น “ประลองหนึ่งต่อเจ็ดอันประเสริฐ จี้หนิงเมื่อถูกยกให้เป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งตระกูลจี้เขตปกครองตะวันตก จัดการประลองเช่นนั้นก็มิเห็นจะไม่ได้”

“แต่ว่ายี่ฉวน หากบุตรของเจ้าเป็นฝ่ายแพ้จะเป็นเช่นไร?”

“หากว่าพ่ายแพ้ เขาย่อมต้องถูกคัดออก ไม่มีสิทธิ์กลับเข้าร่วมประลองอีก”

“ประเสริฐ” จี้หลี่ผงกศีรษะ

จี้หยงในฐานะผู้ผู้ดูแลเขตปกครองย่อมไม่มีอันใดจะพูดอีก “ข้าอนุญาตให้ทำตามที่ยี่ฉวนร้องขอ”

สตรีชุดสีฟ้าน้อมรับคำสั่งแล้วหันไปกล่าวกับเด็กหนุ่มยอดฝีมือทั้งแปด “พวกเจ้าเข้ามาเลือกอาวุธคู่มือ หลังจากนั้นเมื่อข้าให้สัญญาณ จี้หนิงจะต่อสู้กับบุคคลที่เหลือทั้งเจ็ด การต่อสู้จะสิ้นสุดลงเมื่อจี้หนิงพ่ายแพ้ หรือพวกเจ้าทั้งเจ็ดคนล้วนพ่ายแพ้” ระหว่างที่กล่าววาจานางอดมิได้ที่จะรู้สึกว่ากระบี่พิรุณโปรยออกจะถือดีและเชื่อมั่นในบุตรชายมากจนเกินไป

นางผายมืออันเรียวงาม ศัสตราวุธจำนวนมากก็ปรากฏขึ้นเรียงรายอยู่เบื้องหน้า ทุกชิ้นล้วนทื่อด้านไร้คม

ชายหนุ่มทั้งแปดต่างเลือกหยิบอาวุธที่ถนัดมือ จี้หนิงเลือกกระบี่ยาวสีดำที่หนาหนักเล่มหนึ่ง

ผู้ชมที่รอบด้านต่างพากันถกเถียงถึงข้อเสนอของจี้ยี่ฉวน ในคนเหล่านี้ส่วนมากเพิ่งเคยเห็นกระบี่พิรุณโปรยผู้มีชื่อเสียงเป็นครั้งแรก ถึงแม้ทุกคนต่างก็ครั่นคร้ามต่อรังสีเย็นเยียบแหลมคมที่แผ่ออกจากร่างของเขา ทว่าส่วนใหญ่ยังคงรู้สึกว่าจี้ยี่ฉวนออกจะดูถูกผู้คนจนเกินไป ต่อให้จี้หนิงเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในคนทั้งแปดจริง ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะพิชิตคู่ต่อสู้ทั้งเจ็ดคนลงได้ในคราเดียว บางคนกระทั่งยังลอบเห็นอกเห็นใจต่อจี้หนิง เข้าใจว่าเด็กชายอายุเพียงสิบปีผู้นี้ถูกบิดาที่ดุร้ายเย็นชาส่งขึ้นมาเพื่อให้เรียนรู้ความพ่ายแพ้และความอับอาย

เมื่อเห็นทั้งหมดกระชับอาวุธตั้งท่าพรักพร้อม สตรีชุดสีฟ้าก็ให้สัญญาณเริ่มต้นการต่อสู้

ทันทีที่สิ้นเสียงสัญญาณ เงาร่างอันดุร้ายเจ็ดสายก็พุ่งตรงเข้าหาจี้หนิงราวภูตร้ายทวงวิญญาณ!

………………………………………………………………………………………………………………………………

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/Desolate-Era-แปลไทย-152606241836045/?ref=aymt_homepage_panel

Facebook Comment