+100%-

เล่มที่2 บทที่2: การุณยฆาต

Desolate Era เล่ม2: ทะเลสาบแห่งเทือกเขาตะวันออก

บทที่ 2: การุณยฆาต

จี้หนิงสำรวจสัตว์อสูรอสรพิษเบื้องหน้าพลางกล่าวกับตนเอง “ร่างกายเป็นสีแดงสด เกล็ดที่แผงอกเป็นสีเงินเปล่งประกาย ดวงตาสีแดง อืมม์ ยังมีกรงเล็บคู่หน้าอีกด้วย…?”

อสรพิษครีบแดงเลื้อยคลานเข้ามาอย่างช้าๆ ศีรษะใหญ่โตยกชูขึ้นสูง เด็กชายที่กล้าบังอาจขวางทางปลุกสัญชาตญาณอันดุร้ายลำพองของมัน ประสบการณ์ล่าอาหารในอดีตสอนมันว่าเด็กมนุษย์เช่นนี้ล้วนอ่อนแอไร้ทางสู้ ต่อให้อีกฝ่ายถือกำเนิดจากตระกูลจี้ก็สมควรไม่แตกต่างสักเท่าใด

จี้หนิงแค่นเสียงอย่างเย็นชา ลมหายใจผ่อนออกจากทรวงอกผ่านรูจมูกทั้งสอง ลมหายใจที่ระบายออกเป็นเส้นสายแฝงพลังงานอย่างเปี่ยมล้นจนสามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า ร่างทั้งร่างเปล่งประกายสีแดงชาด รัศมีแห่งพลังที่พวยพุ่งออกมาสร้างความแตกตื่นให้แก่อสรพิษครีบแดง ในที่สุดมันก็รับรู้ถึงอันตรายจากเด็กชายผู้นี้

“ที่ผ่านมาข้ายังไม่มีโอกาสได้ศึกษา ‘เคล็ดกระบี่พิรุณโปรย’ มากนัก นี่นับเป็นโอกาสดีที่จะได้ทดสอบดู” จี้หนิงพลันพุ่งกายไปด้านหน้า กระบี่ในมือแทงใส่อสรพิษยักษ์ด้วยความรวดเร็วดั่งสายฟ้า

อสรพิษครีบแดงฟาดกรงเล็บออกปะทะแล้วขยับร่างหลบเลี่ยง ในประกายกระบี่นับร้อยนับพันสายที่แทงเข้าใส่ มันเพียงเลือกหลบหลีกสามกระบี่ที่พุ่งเข้าหาจุดชีวิต ใช้เกล็ดอันแข็งแกร่งรับการโจมตีที่เหลือโดยตรง กระบี่ของเด็กชายเพียงสร้างรอยจางๆบนแผ่นเกล็ดของมันเท่านั้น อสรพิษครีบแดงอดประเมินฝ่ายตรงข้ามต่ำลงมิได้

ทันใดนั้น จี้หนิงฟาดฟันกระบี่เข้าใส่อีกครา ตัวกระบี่ที่กรีดผ่านอากาศสั่นสะเทือนเป็นเสียงดังกระหึ่มอย่างน่าประหลาด รอยแผลยาวเหยียดปรากฎขึ้นบนร่างของครีบแดง เกล็ดถูกผ่าแยก กล้ามเนื้อขาดสะบั้น โลหิตสาดกระจาย!

อสรพิษครีบแดงส่งเสียงร้องคำรามด้วยโทสะและความเจ็บปวด เด็กมนุษย์เบื้องหน้าร้ายกาจถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?

………

จี้หนิงในวันนี้มิใช่เด็กชายอ่อนหัดที่ต่อสู้กับสุนัขป่าหอนจันทร์ในวันนั้น การต่อสู้กับสัตว์อสูรมากมายทำให้เขาเติบโตและแข็งแกร่งขึ้น แม้ในขณะนี้เขาก็ใช้กำลังเพียงแค่ครึ่งเดียวเข้าต่อสู้

ตอนแรกเขาใช้ออกด้วยกระบวนท่า ‘พิรุณโปรยพร่างพรม’ ซึ่งมิอาจทำอันตรายเกล็ดที่แข็งแกร่งของอสรพิษยักษ์ จากนั้นเขาจู่โจมต่อเนื่องด้วยกระบวนท่าไม้ตาย ‘สายพิรุณสาดเท’ ซึ่งตัดผ่านการป้องกันเข้าสร้างบาดแผลฉกรรจ์อย่างได้ผล

จี้หนิงใช้ประโยชน์จากการต่อสู้อย่างเต็มที่ บางครารุกจู่โจมบางครั้งรั้งป้องกัน ทยอยทบทวนกระบวนท่าทั้งเก้าใน ‘เคล็ดกระบี่พิรุณโปรย’ ออก ‘พิรุณโปรยพร่างพรม’ ‘ม่านพายุวารี’ ‘ม่านวารีเชื่อมสู่สวรรค์’ ‘กระแสเอื่อยไหลนิรันดร์’ ‘สายน้ำเชี่ยวไร้ปรานี’ ‘หยาดพิรุณควบแน่น’ ‘สายพิรุณสาดเท’ ‘สายน้ำไหลไม่สิ้นสุด’ ‘หยาดพิรุณทะลวงศิลา’…

ยิ่งใช้ออกจี้หนิงก็ยิ่งหลงใหลประทับใจในความลึกซึ้งไร้สิ้นสุดที่ซ่อนอยู่ภายในเพลงกระบี่ ซึ่งความจริงอย่าว่าแต่เขาที่ยังไม่สามารถบรรลุขั้นเชี่ยวชาญใน ‘เคล็ดกระบี่พิรุณโปรย’ แม้แต่บิดาของเขาที่บรรลุขั้นสูงสุดของเคล็ดวิชาไปแล้วก็ยังคงครุ่นคิดตีความนัยยะที่ซ่อนเร้นของเพลงกระบี่ชุดนี้ต่อไป

แต่อสรพิษครีบแดงกลับโกรธแค้นจนแทบคลุ้มคลั่ง มันรู้แล้วว่าตนเองเป็นเพียงเป้าซ้อมกระบี่ของเด็กชายที่เบื้องหน้า ความแตกต่างของฝีมือนั้นแสดงออกมาอย่างชัดเจน บาดแผลมากมายบนร่างของมันนับเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดี ทว่าด้วยเกียรติยศแห่งสายเลือดและความหยิ่งทะนงของมัน ต่อให้มันจะไม่ใช่คู่มือของอีกฝ่ายมันก็ไม่คิดตกตายในสภาพน่าสมเพชเช่นนี้

อสรพิษครีบแดงกู่ก้องร้องคำราม ในน้ำเสียงเปี่ยมล้นไปด้วยความรู้สึกโกรธแค้นคลุ้มคลั่ง ทั้งไม่ยินยอมและมิอาจไม่ยินยอมจำนนต่อความตาย

………

เสียงกู่ร้องอันสิ้นหวังสะท้อนไปทั่วนภาราตรี

ในม่านเมฆเหนือท้องฟ้าของเมืองเขตปกครองตะวันตก อสรพิษมหึมาสีดำโบกปีกลอยตัวอยู่ในกลุ่มเมฆหมอก ด้วยความผูกพันทางสายเลือดมันรับรู้ได้ทันทีว่าเป็นเสียงของบุตรชายที่มันตามหา มันหันหน้าเข้าหาสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ที่เป็นจุดต้นเสียง… ‘วังมังกร’

……..

ภายในกรงต่อสู้

จี้หนิงรับรู้ถึงความรู้สึกของอสรพิษยักษ์ผ่านทางเสียงร้องคำราม กระบี่อีกเล่มพลันปรากฎขึ้นบนมือข้างซ้าย “ในเมื่อเจ้าร้องขอความตาย ข้าก็จะมอบให้แก่เจ้า!” ร่างของเขากลับกลายเป็นพายุร้ายโถมเข้าใส่อสรพิษครีบแดง

‘เพลงกระบี่วิชชุอัคคี – ประกายวิชชุแลบลั่น! วิชชุฟาดแผดเผา!’

‘เคล็ดกระบี่พิรุณโปรย – สายน้ำเชี่ยวไร้ปรานี! หยาดพิรุณทะลวงศิลา!’

……..

ประกายสีแดงในดวงตาของอสรพิษครีบแดงหรี่ดับลง ศีรษะมหึมาถูกทะลวงเป็นโพรงลึกถึงกระโหลก ร่างช่วงบนที่ชูขึ้นสูงถล่มพังพาบลงจนพื้นดินสั่นสะเทือน โลหิตไหลทะลักเนืองนองดั่งท้องธาร

จี้หนิงเพ่งสายตาพิจารณาผลลัพธ์ที่เกิดจากอานุภาพของเพลงกระบี่

“‘วิชชุฟาดแผดเผา’ นับเป็นกระบวนท่าโจมตีที่ร้ายแรง สามารถเจาะทำลายส่วนทรวงอกของอสรพิษยักษ์ราวกับจะผ่าแยกออกเป็นสองซีก…”

“‘สายน้ำเชี่ยวไร้ปรานี’ และ ‘ประกายวิชชุแลบลั่น’ กลับจำกัดความได้เพียงหนึ่งเดียว นั่นคือ ‘รวดเร็ว’ หนึ่งนั้นรวดเร็วพลิกแพลงจนยากหยั่งคำนวณอีกหนึ่งนั้นรวดเร็วรุนแรงแฝงไปด้วยอำนาจทำลายล้าง…”

“‘หยาดพิรุณทะลวงศิลา’ นั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยอำนาจการทะลุทะลวง บาดแผลปลิดชีพที่กระโหลกศีรษะของอสรพิษยักษ์เกิดจากกระบวนท่านี้เอง…”

บนท้องฟ้าเหนือกรงต่อสู้ ร่างขนาดมหึมาที่ทำให้ครีบแดงกลายเป็นงูหนอนตัวน้อยลอยอยู่ในหมู่เมฆ สิ่งที่ประจักษ์แก่สายตาของมันในขณะนี้คือร่างไร้วิญญาณที่นอนจมอยู่ใต้กองเลือดของบุตรรัก เพลิงแห่งโทสะเผาผลาญสติสัมชัญญะของมันมอดไหม้ไปหมดสิ้น

“มนุษย์ ชดใช้ชีวิตลูกของข้ามา!”

แรงสั่นสะเทือนกระแทกกระทั้นลงบนโซ่เหนือกรงต่อสู้ จี้หนิงแหงนหน้าขึ้นดูด้วยความตระหนก เงาร่างขนาดยักษ์ของอสรพิษมีปีกพุ่งดิ่งลงมาจากท้องฟ้า เพียงวงปีกก็กว้างใหญ่กว่ากรงต่อสู้ทั้งกรง ดวงตาแดงฉานของอสรพิษที่ฉายโชนไปด้วยความคิดประหัตประหารจับมาที่ร่างของจี้หนิง เขารับรู้ในบัดดลว่าตนเองคือเป้าจู่โจมโดยตรงของมัน

ชั่วขณะนั้น ความคิดประการเดียวของเขาคือหลบหนี ทว่าประตูของกรงต่อสู้ยังคงปิดตายอยู่ เพื่อรักษาความลับเรื่องความสำเร็จของจี้หนิงคำสั่งห้ามผู้ใดแอบดูการต่อสู้ของเขายังคงถูกรักษาอย่างเคร่งครัด บุคคลภายนอกยังคงเชื่อว่าจี้หนิงเอาชนะสัตว์เทพอสูรชั้นสูงได้ด้วยความคมกล้าของกระบี่วิเศษ

จี้หนิงโยนกระบี่เหล็กในมือทิ้ง กระบี่อุดรทมิฬปรากฎขึ้นแทนที่ในทันที เขาเหินร่างขึ้นฟาดฟันโซ่เหล็กดำที่ขึงอยู่เหนือกรงพลางเกร็งกำลังทั่วร่างส่งเสียงตะโกนขอความช่วยเหลือ “ท่านพ่อ!”

สุ้มเสียงที่เปล่งออกสุดชีวิตของจี้หนิงยังเชื่องช้ากว่าความเร็วในการโถมจู่โจมของอสรพิษเหินหาว ขณะที่จี้หนิงใช้ความเร็วสูงสุดในการฟันกระบี่ใส่โซ่เหล็กดำ คำพูดของจี้ยี่ฉวนก็ดังขึ้นในความทรงจำ “ด้วยความสำเร็จของเจ้าในตอนนี้ต่อให้ใช้พลังทั้งหมดของ ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ ก็ยังต้องใช้เวลาประมาณสิบลมหายใจเข้าออกจึงจะสามารถทะลวงฝ่าออกไปได้” ยามนี้ฝีมือของจี้หนิงรุดหน้าขึ้นจากเดิม กระบี่ในมือก็เป็นกระบี่อุดรทมิฬที่เป็นยอดศัสตรา เขาต้องการเวลาเพียงหนึ่งลมหายใจเข้าออกในการทำลายโซ่ น่าเสียดายอสูรร้ายที่ทิ้งตัวลงมาจากท้องฟ้าไม่ยอมให้เวลามากถึงเพียงนั้นกับเขา

ปีกอันทรงพลังฟาดกระหน่ำลงบนกรงต่อสู้ โซ่เหล็กดำที่แข็งแกร่งสุดเปรียบปรานสำหรับจี้หนิงนั้นอ่อนแอไร้ค่าเมื่ออยู่ต่อหน้าสัตว์อสูรพันปี โซ่เหล็กดำเส้นแล้วเส้นเล่าถูกตัดขาดสะบั้น ปีกมรณะข้างนั้นกวาดเข้าถึงร่างของจี้หนิงด้วยความเร็วที่ไม่ได้เชื่องช้าลงเลยแม้แต่น้อย

“เจ้าต้องชดใช้ชีวิตด้วยชีวิต!”

จี้หนิงถลันหลบสุดแรง กระบี่ในมือทั้งสองข้างใช้ออกด้วยกระบวนท่าป้องกัน ‘สายน้ำเอื่อยไหลนิรันดร์’ เข้าตั้งรับ ประกายกระบี่เส้นแล้วเส้นเล่าสานซ้อนเข้าด้วยกันดุจใยไหมที่ไร้สิ้นสุดตรงเข้าห่อหุ้มการโจมตีจากเบื้องบน

เมื่อปีกและกระบี่ปะทะกัน กระดูกข้อมือของจี้หนิงหักสลายทันที ปีกที่แหลมคมดั่งใบมีดตัดผ่านการป้องกันของเสื้อดาราทองเข้าสู่ร่างที่กระโจนหลบหนีของเขา แขนข้างซ้ายที่ยังคงกำดาบอุดรทมิฬถูกตัดขาดกระเด็น พลังอันรุนแรงยังส่งร่างของจี้หนิงให้กระแทกเข้าใส่ผนังเหล็กดำจนแทบจมลึกลงไป จี้หนิงกระอักโลหิตออกจากปากเป็นเส้นสาย

อสรพิษเหินหาวยกปีกมหึมาของมันขึ้นตระเตรียมใช้ท่าสังหารออกอีกครั้ง…

จี้หนิงฉวยโอกาสชั่วพริบตานี้ใช้ ‘ท่าร่างเงาวายุ’ ออกจนถึงขีดสุด ดีดร่างที่มีแขนหลงเหลือเพียงข้างเดียวออกจากซากกรง

แว่วเสียงขู่คำรามและเสียงสายลมที่แตกระเบิดเป็นทางเข้าหา จี้หนิงเหลียวหลังกลับและพบขนดหางใหญ่โตม้วนกวาดเข้าจู่โจม เพียงกระแสลมที่เกิดขึ้นก็สามารถกระแทกกำแพงหินของวังมังกรจนถล่มทลาย ความรวดเร็วรุนแรงยังยิ่งกว่าการโจมตีด้วยปีกในตอนแรก ด้วยระดับความเร็วของท่าร่างของจี้หนิง เขาไม่มีทางหลบรอดจากการโจมตีนี้ได้

“จบสิ้นกัน…”

………………………………………………………………………………………………………………………………

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/Desolate-Era-แปลไทย-152606241836045/?ref=aymt_homepage_panel

Facebook Comment