+100%-

เล่มที่1 บทที่16: เหตุหายนะ

Desolate Era เล่ม1: ตระกูลจี้แห่งเทือกเขานางแอ่น

บทที่ 16: เหตุหายนะ

หลังจากได้รับเพลงกระบี่ทั้งสองชุด จี้หนิงก็ทำการฝึกปรืออย่างหนักจนสามารถใช้ ‘เคล็ดกระบี่พิรุณโปรย’ และ ‘เพลงกระบี่วิชชุอัคคี’ ขั้นพื้นฐานได้ ซึ่งแน่นอนว่ายังห่างไกลจากความสำเร็จอีกมากนัก

ควรทราบว่ากระทั่งจี้ยี่ฉวนเองก็ยังไม่สามารถตีความ ‘เคล็ดกระบี่พิรุณโปรย’ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ จี้หนิงเพิ่งเริ่มฝึกได้สามวัน สามารถใช้กระบวนท่าออกได้อย่างถูกต้องก็ถือว่าไม่เลวแล้ว

กระบวนท่า ‘ประกายวิชชุแลบลั่น’ เป็นหนึ่งในสามท่วงท่าที่ตกทอดมาของ ‘เพลงกระบี่วิชชุอัคคี’ หัวใจของกระบวนท่านี้มีเพียงหนึ่งเดียว ‘รวดเร็ว’

รวดเร็วปานวิชชุอัสนี!

“เพลงกระบี่และท่าร่างของลูกหนิงล้วนฝึกปรือได้ดียิ่ง” ยู้จี่เซาะกล่าวด้วยความพึงพอใจ “แม้ว่าสุนัขป่าหอนจันทร์จะรวดเร็วว่องไวกว่า แต่ลูกหนิงก็สามารถใช้ ‘ท่าร่างเงาวายุ’ พลิกแพลงหลบหลีกไปได้ทุกครั้ง เมื่อประกอบกับการที่เขาสามารถใช้กระบี่ได้ถึงระดับเชี่ยวชาญ ดูเหมือนเขาจะควบคุมสถานการณ์การต่อสู้เอาไว้ได้ทั้งหมด”

จี้ยี่ฉวนผงกศีรษะเห็นพ้อง “ด้วยพลังแห่งกายาเทพอสูร ปมเด่นของลูกหนิงอยู่ที่การโจมตี มิใช่ท่าร่าง ทว่าฝ่ายตรงข้ามก็เป็นสัตว์เทพอสูรเช่นกัน พลังชีวิตของมันหาใช่ธรรมดาไม่ บาดแผลที่ผิวกายเช่นนั้นรังแต่จะทำให้มันบ้าคลั่งมากขึ้น ส่วนลูกหนิงยังอ่อนประสบการณ์ในการต่อสู้ชี้เป็นชี้ตาย ผลลัพธ์ยังคงไม่อาจกล่าวได้ว่าแน่นอน”

……..

ชั่วขณะที่จี้หนิงรู้สึกว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้แล้วนั้นเอง สุนัขป่าหอนจันทร์ที่ถูกรุกไล่กดดันในห้วงเป็นตายพลันส่งเสียงหอนเกรี้ยวกราดยาวนาน ขนสีเงินทั่วร่างลุกชี้ชัน แววตาลุกโชนไปด้วยความแข็งกร้าวดุดัน รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างกดดันจี้หนิงจนชะงักมิอาจรุกไล่ต่อไป

สุนัขป่าหอนจันทร์ขู่คำรามอย่างบ้าคลั่ง ร่างขนาดยักษ์พุ่งโถมเข้าใส่จี้หนิงโดยไม่ออมรั้ง จี้หนิงพริ้วกายหลบเลี่ยงการโจมตีพลางตีโต้ออกหนึ่งกระบี่ โลหิตสาดกระจายจากทรวงอกสุนัขป่าอีกครั้ง ทว่าครานี้มันไม่สนใจกับบาดแผลที่เกิดขึ้น กรงเล็บบนอุ้งเท้าหน้าทั้งสองข้างตะปบสวนเข้าใส่อย่างดุเดือด

จี้หนิงไม่แตกตื่นลนลาน ล่าถอยพลางขวางกระบี่ขึ้นตั้งรับ

อุ้งเท้าซ้ายของสุนัขป่าตบฟาดเข้าใส่ปลายกระบี่แล้วตวัดเกี่ยวหมายช่วงชิงกระบี่ออกจากมือของจี้หนิง จี้หนิงไหนเลยยินยอมปล่อยมือโดยง่ายดาย อุ้งเท้าเลือดเนื้อปะทะกับกระบี่เต็มแรง ในขณะที่เสียงเนื้อฉีกขาดกระดูกหักสลายดังจากอุ้งเท้าข้างซ้ายของสุนัขป่า อุ้งเท้าข้างขวาของมันก็ฝ่าเข้ามาถึงร่างของจี้หนิง

จี้หนิงไม่มีทางเลือกใดหลงเหลือ พลันสูดลมหายใจสุดแรง ทรวงอกยุบลงเล็กน้อย จากนั้นเกร็งกำลังทั่วร่างรับการจู่โจม

ภายใต้กระบวนท่าแลกชีวิต จี้หนิงถูกตบฟาดเต็มแรง ร่างลอยไปกระแทกกับพื้นจนผืนดินใต้ร่างแตกละเอียด เสื้อขนสัตว์ที่สวมใส่ถูกฉีกกระชากขาดวิ่นไม่มีชิ้นดี

จี้หนิงทราบดีว่าไม่มีเวลาให้พักผ่อนโอดครวญ รีบพลิกกายลุกขึ้นยืน จ้องมองไปยังสัตว์ร้ายเบื้องหน้า

คิดไม่ถึงว่าสุนัขป่าหอนจันทร์จะตัดสินใจเฉือนเนื้อแลกกระดูกกับเขา ขาหน้าข้างซ้ายของมันในตอนนี้แทบใช้การไม่ได้แล้ว ส่วนจี้หนิงเองหากมิใช่ว่าได้รับการปกป้องจากเสื้อที่ตัดเย็บจากขนของสัตว์อสูรระดับเหนือธรรมชาติและ ‘เสื้อดาราทอง’ การตะปบอย่างสุดแรงของสัตว์เทพอสูรเมื่อครู่คงทำร้ายเขาจนบาดเจ็บสาหัส

“นี่คงเป็นความแตกต่างระหว่างการต่อสู้แลกชีวิตกับการประลองฝีมือ ขอเพียงสังหารคู่ต่อสู้ได้ไม่ว่าต้องแลกด้วยคุณค่าเช่นไรล้วนคู่ควร หากมิได้พบเจอด้วยตนเองข้าคงไม่มีวันรับรู้”

โลหิตจากบาดแผลบนอกของจี้หนิงหยุดหยดหยาด ปากแผลเริ่มสมานเข้าหากันจนเหลือเพียงริ้วรอยและจางหายไป ไม่น่าประหลาดใจที่ผู้คนนับไม่ถ้วนยินยอมรับความลำบากนานับประการเพื่อฝึกปรือวิชากายาเทพอสูร

ดวงตาที่แดงฉานคลุ้มคลั่งของสุนัขป่าหอนจันทร์จับจ้องร่างของจี้หนิง กระบี่ยาวยังคงเสียบค้างอยู่ในอุ้งเท้าซ้าย มันเข้าใจดีว่าศัตรูที่เบื้องหน้ามีพลังในการฟื้นฟูร่างกายเช่นเดียวกับเทพอสูร

“มาเถอะ” กระบี่เล่มใหม่ปรากฎขึ้นในมือของจี้หนิงที่ร่างสาดพุ่งไปเบื้องหน้า สุนัขป่าหอนจันทร์ตอบรับด้วยเสียงคำราม ทุ่มเทพละกำลังทะยานเข้ารับมือ

………

เงาร่างสองสายโถมเข้าเสี่ยงชีวิตกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกกระบวนท่าที่ใช้ล้วนมุ่งหมายชีวิตของอีกฝ่าย ทั้งสองฝ่ายล้วนมีความสามารถในการฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ จี้หนิงอาศัยท่าร่างเพลงกระบี่และพลังจากกายาเทพอสูร ส่วนสุนัขป่าหอนจันทร์อาศัยขนหนาและเขี้ยวเล็บตามธรรมชาติตลอดจนหางที่ทรงพลังและร่างกายอันใหญ่โตจนยากจะโจมตีถึงจุดชีวิตได้

“ในที่สุดเขาก็รู้จักรวมรั้งพลังของเสื้อดาราทองให้ปกป้องบนจุดสำคัญที่เขาต้องการได้” รอยยิ้มที่หาได้ยากปรากฎบนใบหน้าของจี้ยี่ฉวน

“ลูกหนิงต้องใช้ความพยายามและความอดทนไม่น้อย” ยู้จี่เซาะกล่าวด้วยความห่วงใย มองดูบุตรชายที่ต่อสู้อาบเลือด

“ไม่ต้องกังวลไป เมื่อเขารู้จักควบคุมพลังของเสื้อดาราทอง ต่อให้ต้องได้รับบาดเจ็บก็มิใช่เรื่องถึงชีวิต อย่างมากก็เพียงเสียแขนขาไปบ้าง ด้วยพลังของกายาเทพอสูร ใช้เวลาเพียงไม่นานก็คงงอกคืนกลับมา”

“เสียแขนขา?” ต่อให้เข้าใจในวิถีแห่งการฝึกตนดีเพียงใด ผู้เป็นมารดาไหนเลยสามารถ ‘ไม่ต้องกังวลไป’ ได้

………

จี้หนิงหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เสื้อผ้าบนร่างแทบไม่เหลือชิ้นส่วนสมบูรณ์ รอยแผลบนร่างแม้สมานคืนก็ต้องแลกด้วยพละกำลังที่สูญหายไป

สุนัขป่าหอนจันทร์ส่งเสียงคำรามด้วยความสิ้นหวัง ขาทั้งสี่ข้างสั่นสะท้าน บนศีรษะมีรอยแผลถูกแทงขนาดใหญ่ ที่มันยังยืนหยัดเอาไว้ก็ด้วยพลังชีวิตอันแข็งแกร่งและศักดิ์ศรีแห่งสัตว์เทพอสูร

“เจ้าแพ้แล้ว” จี้หนิงกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา ยกมือปาดเช็ดคราบโลหิตที่หางตา “ข้าแข็งแกร่งกว่าเจ้า เพียงแต่เมื่อต้องเผชิญกับความกระหายเลือดและสัญชาตญาณอันป่าเถื่อนของเจ้าข้าก็ไม่อาจสงบจิตใจดึงเอาพลังทั้งมวลออกมาใช้ได้ ชัยชนะครั้งนี้ของข้านับว่าได้มาอย่างยากเย็น”

“ข้าจะใช้กระบวนท่าที่ดีที่สุดของข้าในการปลิดชีพเจ้า”

กระบี่เล่มที่สองพลันปรากฎขึ้นในมือข้างซ้าย พร้อมกับที่ร่างของจี้หนิงและสุนัขป่าหอนจันทร์พุ่งทะยานเข้าใส่กันเป็นครั้งสุดท้าย

………

จี้หนิงเหินร่างลงสู่พื้นดินในขณะที่ร่างของสุนัขป่าร่วงหล่นลงสู่พื้น บาดแผลรูปกากบาทขนาดใหญ่เด่นชัดอยู่บนส่วนศีรษะ

“เจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง” จี้ยี่ฉวนเอ่ยถามลงมาจากที่นั่งชม

“เป็นการต่อสู้ที่ดี ข้าต้องการฝึกฝนเช่นนี้วันละครั้ง” จี้หนิงตอบคำ น้ำเสียงและประกายตายังคงแฝงไว้ด้วยความตื่นเต้น

จี้ยี่ฉวนอดกล่าวขึ้นมิได้ “เจ้าคิดว่าการจับเป็นสัตว์อสูรที่อยู่ในระดับสูงเช่นนี้เป็นเรื่องง่ายดายนักหรือ? อย่างมากเพียงกระทำได้สามวันต่อหนึ่งครั้ง และจะเป็นเพียงสัตว์อสูรธรรมดา ส่วนจะจับสัตว์เทพอสูรได้หรือไม่ต้องขึ้นอยู่กับโชคเท่านั้น หากไม่สามารถหาสัตว์อสูรระดับสูงได้ เจ้าก็ต่อสู้กับเหล่าสัตว์ร้ายที่วังมังกรมีอยู่แทน”

“เช่นนั้นข้าจะต่อสู้กับมันด้วยพลังปราณและเพลงกระบี่เท่านั้น”

จี้หนิงทราบดีว่าสิ่งที่เขาจะได้รับจากการต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายนับครั้งไม่ถ้วนนั้นไม่เพียงจะช่วยพัฒนาท่าร่างและเพลงกระบี่ของเขาเท่านั้น เขายังจะเรียนรู้การควบคุมอารมณ์ความรู้สึกในระหว่างการต่อสู้เสี่ยงชีวิตได้อีกด้วย

มีแต่รักษาความหนักแน่นเยือกเย็นเอาไว้จึงจะสามารถเปล่งประสิทธิภาพของวิชาฝีมือออกมาได้อย่างเต็มที่

……..

ฤดูใบไม้ร่วงเข้ามาเยือนหุบเขานางแอ่น

พร้อมกับความหนาวเย็นอันโหดร้ายที่พัดผ่าน บรรดาชนเผ่าที่ไม่แข็งแกร่งเพียงพอล้วนถูกทำลายล้าง บ้างเกิดจากการโจมตีของบรรดาสัตว์ร้ายตามธรรมชาติ บ้างเกิดจากการปล้นชิงของชนเผ่าที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า

บนที่ราบอันกว้างใหญ่ กองกำลังนักรบเกราะดำควบขี่สัตว์ร้ายที่มีขนยาวปกคลุมราวกับกระแสคลื่นทมิฬที่ม้วนกวาดผืนดินอันรกร้างกันดาร

“หยุด!” ในเสียงคำสั่งอันเฉียบขาด นักรบทั้งสามร้อยนายหยุดสัตว์พาหนะลงอย่างพร้อมเพรียง

“เรียนท่านผู้บัญชาการ ที่นี่คือพื้นที่ของชนเผ่าเขาแหลมที่มีรายงานว่าพบเห็นสัตว์อสูรอสรพิษเป็นครั้งสุดท้าย สามวันก่อนมันบุกเข้ากัดกินชาวเผ่าไปสิบแปดคน สังหารผู้คนไปอีกร้อยกว่าคน ทำลายทั้งหมู่บ้านและชนเผ่าไปโดยสิ้นเชิง” นักรบเกราะดำที่ทำหน้าที่รายงานกล่าวทบทวนเหตุการณ์ “สัตว์อสูรนี้ออกอาละวาดมาราวหนึ่งเดือน สังหารผู้คนนับพันและทำลายล้างชนเผ่าเล็กๆไปกว่าสิบเผ่า จากการตรวจสอบ คาดว่าน่าจะเป็นสัตว์อสูรในขั้นสุดยอดของระดับธรรมชาติหรือเพิ่งเริ่มเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติ”

ชายผู้ไว้เครารกครึ้มนั่งอยู่บนหลังพยัคฆ์ขาวและแต่งกายด้วยชุดเกราะสีแดงเพลิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงผงกศีรษะ “สัตว์อสูรอสรพิษนี้กล้าออกอาละวาดในพื้นที่ของตระกูลจี้เขตปกครองตะวันตกนับว่ามีโทษสมควรตาย พวกเจ้ากระจายกำลังกันออกไปเป็นกลุ่มย่อย ค้นหาให้ทั่ว หากพบเห็นมันเมื่อใดให้ใช้ธนูเพลิงส่งสัญญาณทันที”

นักรบเกราะดำทั้งสามร้อยคนรับคำโดยพร้อมเพรียง แยกย้ายออกเป็นสามสิบกลุ่มย่อย ออกเดินทางค้นหาในทิศทางที่แตกต่างกัน

………………………………………………………………………………………………………………………………

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/Desolate-Era-แปลไทย-152606241836045/?ref=aymt_homepage_panel

Facebook Comment