+100%-

เล่มที่1 บทที่15: การต่อสู้ในกรงขัง(2)

Desolate Era เล่ม1: ตระกูลจี้แห่งเทือกเขานางแอ่น

บทที่ 15: การต่อสู้ในกรงขัง(2)

สนธยาของสามวันให้หลัง จี้หนิงติดตามบิดามุ่งหน้าสู่ ‘วังมังกร’

วังมังกรมีความกว้างกว่าสามร้อยเมตร ในความยาวหลายพันเมตรยังแบ่งออกเป็นสองส่วน คือส่วนของกรงและส่วนของถ้ำ การต่อสู้จะเกิดขึ้นภายในส่วนกรง ในส่วนของถ้ำนั้นกักขังไว้ด้วยสัตว์ร้ายและสัตว์อสูรจำนวนนับไม่ถ้วน วังมังกรจึงถูกจัดสร้างอยู่ภายนอกของตัวเมืองเขตปกครองเพื่อป้องกันเหตุสุดวิสัย

………

วังมังกร ภายในกรงขัง

จี้หนิงเดินสำรวจพื้นที่กว้างภายในกรง ผนังทั้งสี่ด้านทำจากโลหะสีดำทะมึน เหนือศีรษะยังขึงตรึงไว้ด้วยโซ่เหล็กดำหนาแน่นราวใยแมงมุม ป้องกันการหลบหนีกลางคัน

“กรงนี้ถูกสร้างให้ไร้ทางหลบหนี” จี้ยี่ฉวนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงยังคงเยียบเย็นเป็นเอกลักษณ์ “ผนังทั้งสี่ด้านหลอมสร้างจาก ‘เหล็กกล้าวารีทมิฬ’ โลหะชนิดนี้แข็งแกร่งทนทาน แม้แต่ยอดฝีมือที่เพิ่งบรรลุระดับเหนือธรรมชาติยังยากที่จะทำลายลงได้ โซ่ที่ขึงอยู่ด้านบนหลอมสร้างจากเหล็กกล้าชนิดเดียวกัน ด้วยความสำเร็จของเจ้าในตอนนี้ต่อให้ใช้พลังทั้งหมดของ ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ ก็ยังต้องใช้เวลาประมาณสิบลมหายใจเข้าออกจึงจะสามารถทะลวงฝ่าออกไปได้ ส่วนที่เบื้องบนทางด้านนั้นมีที่นั่งสำหรับชมการต่อสู้ ข้ากับมารดาเจ้าจะชมดูจากที่นั่น”

“เจ้าต้องระวังตัวให้ดี” ยู้จี่เซาะกล่าวอย่างห่วงใย

สุนัขใหญ่ ‘ท่านลุงขาว’ เองก็ส่งเสียงคำรามให้กำลังใจเขา

สัตว์ร้ายนั้นเมื่อบรรลุถึงขั้นเหนือธรรมชาติก็จะกลายเป็นสัตว์อสูรเต็มตัวสามารถกลายร่างเป็นมนุษย์ได้ เช่นเดียวกับ ‘ท่านลุงดำ’ แต่ในหมู่สัตว์อสูรเองก็มีบางเผ่าพันธุ์ที่มีลักษณะพิเศษ เช่น ‘สัตว์เทพอสูร’ ซึ่งก็คือเหล่าสัตว์อสูรที่สืบทอดสายเลือดของเทพอสูรมาตั้งแต่ยุคอดีต พวกมันล้วนแล้วแต่มีพละกำลังและภูมิปัญญาสูงส่งกว่าสัตว์ร้ายทั่วไป แต่ยิ่งมีสายเลือดบริสุทธิ์ก็ยิ่งยากที่จะกลายร่าง สัตว์เทพอสูรบางประเภทจวบกระทั่งบรรลุถึงระดับสาวกตำหนักม่วงหรือปรมาจารย์หมื่นสำแดงหรือสูงยิ่งไปกว่านั้นก็ยังไม่สามารถกลายร่างเป็นมนุษย์ได้

ท่านลุงขาวนั้นคือสัตว์เทพอสูรประเภท ‘สุนัขวารีวิสุทธิ์’ ซึ่งจะกลายร่างหรือพูดได้เมื่อบรรลุระดับตำหนักม่วงแล้วเท่านั้น

จี้หนิงเองก็มีความสนิทสนมกับท่านลุงขาวอยู่ไม่น้อย ตอนที่เขายังเรียนวิชาเกาทัณฑ์กับเมิ่งหยูในทุกเช้านั้น จี้ยี่ฉวนได้ขอให้ท่านลุงขาวซึ่งจัดอยู่ในระดับเหนือธรรมชาติช่วยดูแลพิทักษ์ความปลอดภัยให้แก่จี้หนิงทุกวันตลอดช่วงเวลานั้น

“พวกท่านคอยดูให้ดีก็แล้วกัน” จี้หนิงยิ้มตอบ ใช้สายตาส่งทั้งสามเดินออกจากกรงไปยังที่นั่งสำหรับชมการต่อสู้

เขาเริ่มมองสำรวจไปรอบด้านอีกครั้ง อดมิได้ที่จะนำที่แห่งนี้ไปเปรียบเทียบกับสนามต่อสู้เพื่อความบันเทิง ‘โคลีเซียม’ ในโลกที่เขาจากมา อย่างไรก็ตามกรงแห่งนี้มิได้มีสำหรับเหล่าทาสนักรบหากมีไว้สำหรับทดสอบลูกหลานสายเลือดตระกูลจี้ ที่นั่งชมที่ด้านบนก็มีไว้เฉพาะสำหรับญาติและผู้อาวุโสของตระกูล

ทันใดนั้น จี้หนิงหันขวับจ้องมองเข้าไปในความมืด เสียงของโซ่ตรวนที่ถูกกระชากดึงและเสียงขู่คำรามอันโกรธแค้นดังแว่วออกมาจากส่วนลึกของโพรงถ้ำ เสียงคำรามดังสะท้อนสะท้านไปทั่วทั้งกรงจนโซ่ที่ขึงอยู่ด้านบนสั่นกระทบกันดังเกรียวกราว สะบัดฝุ่นผงโปรยปรายลงสู่พื้น

ร่างมหึมาที่ปกคลุมไปด้วยขนสีเงินยวงก้าวย่างออกมาจากความมืดมิด

แว่วเสียงของจี้ยี่ฉวนดังลงมาจากด้านบน “ข้าเป็นผู้เลือกคู่ต่อสู้ที่สมศักดิ์ศรีนี้ให้แก่เจ้าเอง นี่คือ ‘สุนัขป่าหอนจันทร์’ เป็นสัตว์ร้ายที่มีสายเลือดของเทพอสูร”

จี้หนิงลืมตากลมกว้าง แววตื่นตระหนกปรากฏขึ้นบนใบหน้าอ่อนเยาว์

สัตว์ร้ายที่มีสายเลือดของเทพอสูร? นี่ไยมิใช่สัตว์เทพอสูร?

ท่ามกลางเสียงหลุดร่วงของโซ่ที่พันธนาการรอบร่างของสุนัขป่าหอนจันทร์ จี้หนิงรีบปลุกปลอบสมาธิ อย่างน้อยสัตว์ร้ายที่เบื้องหน้าก็ยังคงเป็นเพียงระดับสูงสุดของระดับธรรมชาติเท่านั้น มิใช่สัตว์เทพอสูรที่บรรลุถึงระดับเหนือธรรมชาติ

สุนัขป่าหอนจันทร์พลันส่งเสียงหอนอันหวนโหย ร่างที่เป็นอิสระก้าวออกมายืนภายใต้แสงสว่างของกรงขัง นี่เป็นสัตว์ร้ายที่งดงามสง่า ร่างสูงราวสองเมตรปกคลุมไปด้วยขนสีเงินยวงเป็นประกาย แววตาฉลาดล้ำแสดงถึงสติปัญญาที่มิได้ด้อยไปกว่ามนุษย์ มันรู้ดีว่าตัวมันในวันนี้มีทางเลือกเพียงสองทาง นั่นคือสังหารมนุษย์ที่เบื้องหน้าเพื่อมีชีวิตรอดต่อไปหรือถูกมนุษย์ผู้นี้สังหาร

“ในเมื่อท่านพ่อคิดว่าข้าสามารถต่อกรกับมันได้…” กระบี่ปรากฏขึ้นในมือข้างขวาของจี้หนิง “ข้าก็จะสังหารมันให้ดู!”

สุนัขป่ายักษ์ที่เบื้องหน้าสมควรมีน้ำหนักไม่น้อยกว่าห้าพันกิโลกรัม ทว่าขาที่เรียวยาวทรงพลังทั้งสี่ข้างกลับช่วยให้มันเคลื่อนที่เข้ามาอย่างคล่องแคล่วว่องไว จี้หนิงก็กระชับกระบี่ในมือก้าวเท้าเข้าหาสัตว์ร้ายที่เบื้องหน้า ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดน้อยลงทุกขณะ ดวงตาสองคู่ประสานเขม็งนิ่งไม่มีผู้ใดยอมผู้ใด

การเคลื่อนไหวของสุนัขป่าหอนจันทร์กลับกลายจากสง่างามเป็นป่าเถื่อน ร่างเปลี่ยนจากเหยาะย่างเป็นโถมเข้าจู่โจมอย่างรวดเร็วจนหลงเหลือเพียงเงาสีเงินจาง กรงเล็บยาวคมกริบโผล่พ้นออกจากอุ้งเท้าทั้งสี่

จี้หนิงเคลื่อนไหวดุจสายลม ร่างเบี่ยงหลบการโถมจู่โจมก่อน กระบี่ในมือแทงสวนออกไปรวดเร็วดุจสายฟ้าทั้งแม่นยำทรงพลังทั้งดุดันอำมหิต ตั้งใจอาศัยแรงโถมจู่โจมของสุนัขป่ากรีดผ่าลำตัวของมันออกจากกัน!

เมื่อคมกระบี่สัมผัสเป้าหมายสีหน้าของจี้หนิงพลันแปรเปลี่ยน ที่แท้ขนหนาของสุนัขป่ากลับแฝงแรงสะท้อนต่อต้านจนกระบี่ไม่อาจแทงผ่าน พวงหางอันทรงพลังของสุนัขป่ากลับกวาดกระแทกเข้าใส่ด้วยความเร็วที่มิอาจหลบหลีกได้ทัน จี้หนิงรีบวกกระบี่กลับมาสกัดกั้น

ราวกับถูกฟาดหวดด้วยแส้ขนาดยักษ์ จี้หนิงทั้งคนทั้งกระบี่กระเด็นเข้าปะทะกับกำแพง ผนังเหล็กดำทั้งผืนสั่นสะท้านอย่างรุนแรง สุนัขป่าหอนจันทร์ไม่หยุดยั้งรั้งรอ ร่างมหึมากระโจนเข้าหาจี้หนิง ในเสียงขู่คำรามสะท้านขวัญกรงเล็บยาวฟาดตบลงอย่างโหดเหี้ยม

จี้หนิงพลิกตัวหลบได้อย่างฉิวเฉียด บนผนังเหล็กดำปรากฏรอยกรงเล็บลากผ่านเป็นทางยาว

สุนัขป่าหอนจันทร์หยุดยั้งลงดูเชิง กระบวนท่ากวาดหางกระแทกเป็นหนึ่งในท่าปลิดชีวิตของมัน มนุษย์ที่เบื้องหน้าไม่เพียงไม่ได้รับบาดเจ็บ ทั้งยังสามารถหลบหลีกกระบวนท่าสังหารที่ตามหลังได้ แสดงแน่ชัดว่ามนุษย์ผู้นี้สามารถต่อกรกับมันได้อย่างสูสี

“ท่ากวาดกระแทกเมื่อครู่สามารถทำให้นักรบเก้าคมเขี้ยวทั่วไปอวัยวะภายในเหลกเหลวได้ ข้าคงต้องพึ่งพาวิชากายาเทพอสูรในการรับมือมัน”

ในหลายปีมานี้พลังปราณของจี้หนิงก็ขึ้นสู่ระดับสูงสุดของระดับธรรมชาติแล้วเช่นกัน แต่จากการประมือเมื่อครู่ ปราณกระบี่ของเขาไม่แทงทะลุขนสุนัขป่าได้ เขาย่อมต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์

จี้หนิงส่งเสียงคำรามในลำคอ ลมหายใจที่ระบายออกปรากฏเป็นพลังที่สั่นสะท้านมวลอากาศโดยรอบ พลังงานแห่งสุริยันและจันทราที่สะสมซ่อนเร้นในกายแตกปะทุไม่หยุดยั้ง ประกายสีชาดจางๆเปล่งออกมาจากทั่วร่าง

สุนัขป่าหอนจันทร์รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ส่งเสียงคู่คำรามแหบต่ำ สายตาจับจ้องมาที่ร่างของเด็กชายเบื้องหน้า

………

“ในที่สุดเด็กน้อยก็ยอมใช้ประกายชาดเก้าชั้นฟ้าออกมา” ยู้จี่เซาะหัวเราะเบาๆ “ก่อนหน้านี้เขาไม่ยังยินยอมใช้ออกโดยง่ายดาย”

จี้ยี่ฉวนพยักหน้า “ข้าจงใจเลือกให้เขาต่อสู้กับสุนัขป่าหอนจันทร์ สัตว์ร้ายนี้มีสายเลือดเทพอสูร ขนของมันหนาและแข็งแรง ยอดฝีมือระดับธรรมชาติทั่วไปไม่อาจทำร้ายมันได้ ข้าต้องการให้ลูกหนิงใช้พลังทั้งหมดในการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดครั้งนี้”

“ท่านคิดว่าลูกของเราเป็นอย่างไร?”

“ยังไม่เลว เขายังคงคุมสถานการณ์เอาไว้ได้”

………

จี้หนิงกวัดแกว่งกระบี่ในมือ เดินวนเป็นวงโดยรอบ สุนัขป่าหอนจันทร์กลับยืนสงบนิ่ง ไม่จู่โจมโดยวู่วามอีก ทั้งคู่ต่างตระเตรียมใช้ออกด้วยกระบวนท่าเสี่ยงชีวิต

ในเสียงกู่และเสียงคำรามที่แทบเป็นเสียงเดียว จี้หนิงดีดกายขึ้นร่างทั้งร่างกลายเป็นเงารางเลือน สุนัขป่าหอนจันทร์ก็แยกเขี้ยวกางเล็บทะยานขึ้นจากพื้น

เงากระบี่พร่างพรายทั่วท้องฟ้าทั้งลากยาวขีดสั้นสับเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็วเก้าครั้งครา ในที่สุดก็ฟันเข้าบนหน้าอกของสุนัขป่า เลือดสดๆสาดกระจายไปทั่ว

“กัน!” จี้หนิงวกกระบี่กลับมาปิดป้องกรงเล็บสุนัขป่า ฉวยโอกาสอาศัยแรงปะทะดีดกายย้อนกลับไปทางด้านหลัง

สุนัขป่าหอนจันทร์เขม้นมองด้วยโทสะ บาดแผลขนาดใหญ่บนทรวงอกสมานเข้าหากันทว่ายังปรากฏโลหิตหยดหยาดไม่ขาดสาย สัญชาตญาณตักเตือนให้มันต่อสู้ดิ้นรนให้หลุดพ้นจากการคุกคามของความตาย

“กระบวนท่า ‘ประกายวิชชุแลบลั่น’ ในเพลงกระบี่ ‘วิชชุอัคคี’ มีอานุภาพเหนือธรรมดาจริงๆ”

………………………………………………………………………………………………………………………………

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/Desolate-Era-แปลไทย-152606241836045/?ref=aymt_homepage_panel

Facebook Comment