+100%-

เล่มที่1 บทที่1: ดินแดนแห่งความตาย

Desolate Era เล่ม1: ตระกูลจี้แห่งเทือกเขานางแอ่น

บทที่ 1: ดินแดนแห่งความตาย

เดินให้มันเร็วกว่านี้!”

พวกแกน่ะกลายเป็นผีไปแล้ว เดินให้มันเร็วขึ้นอีก

เจ้าชายเหรอ? ปกครองผู้คนหลายสิบล้าน มีทหารม้าหุ้มเกราะสามล้านนายใต้บังคับบัญชาเหรอ? ในยมโลก เจ้าชายชาวมนุษย์แบบพวกแกน่ะมันก็แค่สวะ!”

ในเสียงตะคอกอันเกรี้ยวกราด ทหารปิศาจที่ดุร้ายทรงพลัง หวดแส้ใส่วิญญาณที่กล้าอวดตัวว่าเป็นเจ้าชายอย่างไม่ปราณี ทุกแส้รวดเร็วรุนแรงราวสายฟ้า ฟาดกระหน่ำจนวิญญาณดวงนั้นเกือบที่จะสลายตัวจึงได้หยุดลง

นี่เราคงตายแล้วสินะ ส่วนที่นี่ก็คงเป็นยมโลก จี้หนิงที่เพิ่งปรากฎร่างขึ้นเหลียวมองไปรอบๆด้วยความอยากรู้อยากเห็น เมื่อเขาได้ยินเสียงโต้เถียงของเจ้าชายผู้โอหัง จี้หนิงอดมิได้ที่จะรู้สึกสงสัย ประชากรหลายสิบล้าน? ทหารม้าหุ้มเกราะสามล้านนาย? ในโลกยุคนี้จะไปหาทหารแบบนั้นได้จากที่ไหน?”

เร็วเข้า!” ทหารปิศาจยักษ์หัววัวตะคอกใส่พร้อมกับจ้องมาที่จี้หนิงและเหล่าวิญญาณรอบข้าง จี้หนิงรีบเดินเข้าไปต่อแถวที่เบื้องหน้า

เหล่าวิญญาณในชุดสีขาวเดินตามกันไปราวกับมังกรยักษ์จำนวนมากมายที่คืบคลานไปข้างหน้าอย่างช้าๆ เมื่อแต่ละขบวนเคลื่อนออกไป วิญญาณในชุดขาวก็ปรากฎเพิ่มขึ้นอีกไม่หยุดหย่อน บ้างส่ายหน้าทอดถอนใจ บ้างปาดเช็ดน้ำตา บ้างก็ตะโกนด่าทอและสาปแช่ง บางคนก็ยืนมึนงงอยู่กับที่

กล้าดียังไงมาหวดข้า บิดาของข้าคือราชาอสูรแห่งเทือกเขาหิมะ ข้าจะกินพวกเจ้าซะ!”

หยุดตีข้าเถิด!”

อ๊ากก!”

เหล่าวิญญาณที่เพิ่งเข้าสู่ยมโลกส่วนมากยังไม่รู้ตัวว่าตนเองตายแล้ว หลายคนส่งเสียงตวาดด้วยความโกรธแค้น แต่ในที่สุดก็ถูกบังคับให้ต้องยอมรับเมื่อถูกทุบตีอย่างไม่หยุดหย่อน ในโลกแห่งความตายไม่ว่าอดีตจะเคยยิ่งใหญ่เรืองรองถึงเพียงไหนก็ไร้ซึ่งคุณค่าความหมาย

…….

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จี้หนิงเดินตามแถวของเหล่าวิญญาณที่ยืดยาวไร้สิ้นสุด เขาไม่กล้าที่จะพูดอะไรออกมา ใครก็ตามที่กล้าส่งเสียงจะถูกปิศาจหัววัวหวดฟาดใส่ เคราะห์ดีเพียงหนึ่งเดียวคือวิญญาณนั้นไม่มีความรู้สึกหิวกระหาย

วันหนึ่งท่ามกลางการเดินทางอันเนิ่นนาน

จี้หนิง เสียงกัมปนาทสะท้อนก้องไปทั่วแดนยมโลก จี้หนิงและบรรดาวิญญาณนับไม่ถ้วนต่างแหงนหน้ามองขึ้นไป เห็นที่ขอบฟ้าปรากฎเมฆดำก้อนมหึมาลอยหนุนเนื่องออกมา บนเมฆนั้นมีเทพปิศาจหัววัวที่สูงใหญ่กว่าขุนเขา ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางประกายแสงสีดำทะมึน

จี้หนิง เทพปิศาจหัววัวจ้องมองลงมา ลำแสงสีทองสาดส่องออกมาจากดวงตาทั้งคู่ครอบคลุมพื้นที่เบื้องล่างจนมาหยุดบนร่างของจี้หนิงที่ยืนตัวแข็งทื่อ

ร่างของจี้หนิงที่ถูกลำแสงสีทองจากดวงตาของเทพปิศาจห่อหุ้มไว้พลันหายวับออกจากแถวไปต่อหน้าต่อตาของบรรดาทหารปิศาจที่พากันหุบปากเงียบ อย่าว่าแต่เหล่าวิญญาณที่ขวัญกระเจิงจากร่างไปตั้งแต่แรก

……

ท่ามกลางหมู่เมฆสีดำ ร่างของจี้หนิงมีขนาดเพียงแค่จุดสีดำบนฝ่ามือที่ยื่นออกเบื้องหน้าของเทพปิศาจหัววัว

จี้หนิง ข้าได้รับคำสั่งจากท่านเจ้าตำหนักขุยให้มารับเจ้า เทพปิศาจก้มกล่าวกับจุดสีดำบนฝ่ามือ ก่อนจะพลิกข้อมือส่งจี้หนิงผ่านช่องว่างมิติ แล้วบังคับเมฆดำลอยหายไป

…….

ยมโลก เมืองเฟ่งตู

ภายในห้องหนังสือที่เงียบสงัด จี้หนิงยืนอยู่เบื้องหน้าชายกลางคนในเสื้อคลุมยาวสีน้ำเงินที่กำลังพลิกหนังสือเล่มหนา

ทำไมเจ้าตำหนักขุยถึงได้อยากเจอเรา?” จี้หนิงได้แต่ประหลาดใจ เขาไม่เคยเจอและไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าตำหนักขุยเป็นใคร เขาเป็นเพียงแค่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่เคยรู้จักเทพเจ้าที่ไหน ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ต้องถูกทรมานด้วยโรคร้ายมาตลอดทั้งชีวิต

เขาสั่งให้นำตัวเรามาพบ แต่กลับไม่ยอมพูดอะไร จี้หนิงเริ่มแอบมองสำรวจไปรอบห้อง

ห้องหนังสือนี้ตกแต่งอย่างเรียบง่าย นอกจากโต๊ะและตู้หนังสือแล้วมีเพียงภาพวาดใบเดียว

นั่น… จี้หนิงตั้งใจสำรวจภาพวาด นี่เป็นรูปวาดของหญิงงามนางหนึ่งในเสื้อคลุมขนนก ทั้งรูปร่างหน้าตาและการแต่งกายล้วนแฝงด้วยแรงดึงดูดอันน่าประหลาด ริมฝีปากของนางยังประดับไปด้วยรอยยิ้มที่ลี้ลับยิ่งกว่าพระพุทธรูปองค์ใดที่เขาเคยเห็นมาก่อนบนโลก ในพริบตานั้นจี้หนิงจมอยู่ในภวังค์จ้องมองไปที่รูปภาพของสตรีนางนั้น

โอ…ชายกลางคนชุดสีน้ำเงินเงยหน้าขึ้นและมองมาทางจี้หนิงด้วยความประหลาดใจ ไม่คิดเลยว่าเขาจะมีพลังในการเข้าถึงภาพนี้ได้

ตื่น!”ชายกลางคนส่งเสียงเรียก

โลกแห่งภวังค์ของจี้หนิงแตกทำลายลง เขารู้สึกตัวอีกครั้ง และพบว่าตนเองยังอยู่ในห้องของเจ้าตำหนักขุย

เจ้าตำหนักขุยปิดหนังสือและมองมาที่จี้หนิง จี้หนิงชะงัก หนังสือที่เจ้าตำหนักขุยถืออยู่ในมือคือ บันทึกแห่งชีวิตและความตาย

เจ้าตำหนักขุยยิ้มให้จี้หนิง ข้ากำลังอ่านเรื่องราวชีวิตของเจ้า

จี้หนิงสะดุ้งเฮือก ชีวิตของเรา?”

เรื่องราวในอดีตชาติผ่านเข้ามาในใจของจี้หนิงราวกับความฝัน พ่อของเขาเป็นนักวิจัยชั้นนำของโลกในด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ส่วนแม่ของเขาเป็นครูธรรมดาคนหนึ่ง ที่จริงการที่ได้อยู่ในครอบครัวที่ร่ำรวยเช่นนี้ชีวิตของเขาสมควรจะดีเลิศ แต่โชคร้ายที่เขาป่วยเป็นโรคเรื้อรัง หมอทุกคนกล่าวเหมือนกันว่าแค่เขามีชีวิตอยู่จนอายุ15-16ปีได้ก็ถือเป็นปาฏิหาริย์แล้ว

ความอ่อนแอของร่างกายอันเนื่องมาจากโรคร้ายทำให้ชีวิตในวัยเด็กของเขาเป็นไปอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย เขาไม่สามารถไปโรงเรียนหรือไปเล่นกับเพื่อนได้ ในแต่ละวันแค่เขาฝึกเดินเพียงครึ่งชั่วโมงก็หมดแรงแล้ว นอกจากนี้ตั้งแต่เล็กเขาก็ได้ยินแต่คนคุยกันว่าเขาจะต้องตายตั้งแต่ในวัยรุ่น นั่นยิ่งทำให้เขาต้องทนทุกข์ทรมานอยู่เพียงลำพัง

โชคดีที่เขายังมีหนังสือและอินเตอร์เน็ต!

หนังสือและอินเตอร์เน็ตช่วยให้เขามีโลกส่วนตัวและป้องกันเขาจากการมีอุปนิสัยที่บิดเบี้ยว จี้หนิงตอบสนองความกระหายอยากรู้ต่อโลกภายนอกของเขาผ่านทางหนังสือและอินเตอร์เน็ต ซึ่งนั่นช่วยให้เขารู้จักการมองโลกอย่างมีเหตุและผล และทำให้หัวใจของเขาสงบลงอย่างช้าๆ

เขาได้รับรู้ว่าในโลกนี้ยังมีเด็กอีกมากมายที่อยู่ในสภาพที่แย่กว่าเขา ถึงอย่างไรก็ตามเขายังมีพ่อและแม่ เขายังมีอาหารให้กินทุกมื้อ

เขาค้นหาคุณค่าแห่งการมีชีวิต เขาไม่อยากจะใช้ชีวิตเพื่อรอคอยวาระสุดท้ายไปวันๆ เขาต้องการทำอะไรบางอย่างในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เขาเริ่มจากการขอเงินหนึ่งแสนเหรียญจากพ่อเพื่อทำการค้าบนอินเตอร์เน็ตเพื่อแก้เบื่อ ไม่น่าเชื่อว่าเขากลับประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ในช่วงเวลาไม่กี่ปีเขาทำกำไรได้อย่างมหาศาล

อย่างไรก็ตามอาการป่วยของเขากลับทรุดหนักลงเรื่อยๆ ในขณะที่พ่อแม่ของเขาไม่ได้ต้องการเงินทองจากเขาแต่อย่างใด ก่อนตายเขาจึงบริจาคเงินทั้งหมดที่มีให้แก่เด็กที่เจ็บป่วยและยากไร้ทั่วประเทศ

เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของเราได้ แต่เราสามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของเด็กพวกนั้นได้!”

นั่นคือความมุ่งมั่นที่จารึกอยู่ในจิตใจของจี้หนิงอย่างมั่นคง!

หลังจากบริจาคเงินทั้งหมด จี้หนิงก็เสียชีวิตลงในวันหนึ่งระหว่างที่กำลังเดินเล่นกับพ่อและแม่ของเขา

เจ้าใช้ชีวิตอย่างขมขื่นนับตั้งแต่วันแรกที่เกิดมาเจ้าตำหนักขุยกล่าวอย่างอ่อนโยน แต่ความขมขื่นนั้นกลับมิได้ทำให้เจ้าเดินในเส้นทางที่ผิดเพี้ยน ตรงกันข้าม มันกลับเป็นแรงผลักดันให้เจ้าประสบความสำเร็จ ไม่เพียงแต่เจ้าจะร่ำรวยมหาศาล เจ้าได้บริจาคสิ่งที่มีทั้งหมดนั้นให้ผู้อื่น

เสียชีวิตในขณะที่มีอายุได้18ปี เจ้าตำหนักขุยทอดถอนใจ คนผู้หนึ่งยอมเสียสละเพื่อคนที่ไม่เคยแม้แต่จะรู้จักกันได้ขนาดนี้ นับว่าหาได้ยากยิ่ง

ท่านเจ้าตำหนักชื่นชมเกินไปแล้ว หากสามารถมีชีวิตได้ยืนยาวกว่านี้ ข้าอาจไม่ทำเช่นนั้นก็ได้

เจ้าตำหนักขุยหัวเราะพลางพลิกดูบันทึกแห่งชีวิตและความตาย แล้วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เมตตาหากทรงอำนาจ จี้หนิง ชั้วชีวิตของเจ้า เจ้าได้ช่วยเหลือผู้คนนับหมื่น นับเป็นกุศลอันประเสริฐ เจ้าจะได้ไปเกิดใหม่….ในเทวโลก!”

เทวโลก จี้หนิงทวนคำเบาๆ

เจ้าตำหนักขุยถอนใจอีกครั้ง มีเพียงผู้ที่สร้างสมกุศลอันยิ่งใหญ่จึงมีสิทธิ์เข้าสู่เทวโลก ซึ่งหาได้ยากนักในโลกที่เจ้าจากมา ตั้งใจหรือไม่ก็ตาม การที่เจ้าได้ช่วยเหลือเด็กเหล่านั้นนับเป็นการสะสมกุศลกรรมอันยิ่งใหญ่

ท่านหมายความว่าอย่างไร?” จี้หนิงงุนงงไปกับคำพูดนั้น

มนุษย์ถือกำเนิดมาด้วยความบริสุทธิ์ปราศจากความอาฆาตมาดร้าย เด็กทั้งหลายล้วนแล้วแต่เป็นเช่นนั้น หากว่าเจ้าช่วยเหลือพวกผู้ใหญ่ อย่างนั้นก็ยากบอกได้แล้วว่าเจ้าช่วยเหลือคนดีหรือช่วยเหลือคนเลว หากว่าเจ้าช่วยเหลือคนเลว นั่นจะทำให้กุศลกรรมของเจ้าลดลง

ถึงตอนนี้ จี้หนิงจึงเริ่มเข้าใจ

ที่จริงในบันทึกแห่งชีวิตและความตายได้ลิขิตให้เจ้าตายเมื่ออายุ16 แต่เนื่องจากความดีงามที่เจ้าได้สั่งสมไว้ เจ้าจึงมาเสียชีวิตเมื่ออายุ18ปี

ท่านว่าไงนะ?” จี้หนิงตกใจสุดขีด ท่านกำลังบอกว่าลิขิตของบันทึกแห่งชีวิตและความตายสามารถเปลี่ยนแปลงได้?”

แน่นอนว่าสามารถเปลี่ยนแปลงได้ เจ้าตำหนักขุยหัวเราะ สำหรับข้า การจะเพิ่มเติมอายุขัยของคนผู้หนึ่งสักร้อยปี ไม่นับเป็นอย่างไรได้ อย่าว่าแต่ลิขิตของบันทึกแห่งชีวิตและความตายนี้เลย แม้แต่สวรรค์เองก็เถอะ แม้สวรรค์กำหนดให้มนุษย์ต้องตายแต่สวรรค์ก็ยังละเว้นหนทางรอดไว้ให้

แต่ว่าผู้ที่ก่อกุศลกรรมยิ่งใหญ่สมควรมีอยู่มากมาย ทำไมท่านเจ้าตำหนักจึงได้เรียกข้ามาพบเพียงผู้เดียว

เจ้าตำหนักขุยหัวเราะลั่น นั่นเพราะว่าข้าและเจ้าเป็นคนบ้านเดียวกัน

คนบ้านเดียวกัน?” จี้หนิงนิ่งอึ้ง ท่านเองก็มาจาก…

ถูกต้อง ถ้าใช้คำศัพท์ของมนุษย์ยุคใหม่เช่นพวกเจ้า ข้าเองก็มาจากดาวเคราะห์ที่เรียกว่าโลก แต่ว่าต้องย้อนกลับไปในยุคแห่งราชวงศ์สุย-ถัง

เช่นนั้นที่ข้าได้ยินวิญญาณบางดวงอ้างว่าเป็นเจ้าชาย เป็นราชาอสูร วิญญาณเหล่านั้นก็คงไม่ได้มาจากโลก จี้หนิงกล่าวด้วยความตื่นเต้น

เป็นเรื่องปกติที่วิญญาณส่วนใหญ่จะไม่ได้มาจากโลกที่เราจากมา ในจักรวาลอันไร้สิ้นสุดนี้ประกอบไปด้วยดินแดนไตรภูมิ ซึ่งก็คือ เทวโลก ยมโลก และมนุษยโลก สำหรับมนุษยโลกนั้นแบ่งออกได้เป็นดินแดนหลักสามพันแห่งและดินแดนย่อยอีกนับไม่ถ้วน โลกที่พวกเราจากมานั้นเป็นหนึ่งในดินแดนย่อยนั้นเอง

จี้หนิงไม่อาจข่มกลั้นความตระหนกเอาไว้ได้

ไตรภูมิ? มนุษยโลกช่างกว้างใหญ่ไพศาล โลกที่เขาจากมาเพียงเป็นหนึ่งในดินแดนย่อยที่มีอยู่นับไม่ถ้วน คิดดูช่างน่าขันที่มนุษย์บนโลกใบนั้นกลับคิดว่าตนเองเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาล

ดินแดนหลักสามพันแห่ง ดินแดนย่อยอีกนับไม่ถ้วน แน่นอนว่ามีวิญญาณที่สร้างกุศลกรรมยิ่งใหญ่อยู่มากมาย หากทว่าคนที่มาจากโลกเดียวกับข้าช่างน้อยนิดนัก นี่ยังไม่นับว่าเจ้ามีอายุขัยเพียงน้อยนิดแต่กลับสามารถสร้างกุศลได้จนถึงขั้นนี้ ข้าถึงได้อยากพบเจ้าเป็นพิเศษ ตอนนี้ข้าพอมีเวลาว่างส่วนเจ้าก็ถูกกำหนดให้ไปเกิดใหม่ ดังนั้นข้าจะอธิบายเรื่อง6สังสารวัฏแห่งการถือกำเนิด ให้เจ้าฟัง

6สังสารวัฏแห่งการถือกำเนิด ประกอบไปด้วย เทวภูมิ อสุรภูมิ มนุษยภูมิ เดรัจานภูมิ เปรตภูมิ และนรกภูมิ ผู้ที่ถือกำเนิดในเทวภูมิและอสุรภูมิถือว่าได้กำเนิดในเทวโลก มนุษยภูมิและเดรัจฉานภูมินั้นได้กำเนิดบนมนุษยโลก ส่วนเปรตภูมิและนรกภูมินั้นจะได้กำเนิดในยมโลก

เทวโลกที่เจ้าจะได้กลับชาติไปเกิดนั้นถือเป็นโลกที่ดีที่สุด ธรรมชาติจะเป็นผู้ให้กำเนิดแก่เหล่าเทพ มีแต่ผู้ที่ธรรมชาติให้กำเนิดในเทวโลกเท่านั้นจึงจะถือว่าเป็นรูปแบบชีวิตบริสุทธิ์’”

ธรรมชาติเป็นผู้ให้กำเนิด? ไม่ใช่พ่อแม่?” จี้หนิงตกตะลึง

ถูกต้อง มิฉะนั้นจะนับเป็นรูปแบบชีวิตบริสุทธิ์ได้อย่างไร สวรรค์และพิภพนั่นแหละคือบุพการีของเจ้า หลังจากที่ถือกำเนิดในเทวโลกแล้วเจ้าจะได้เรียนรู้อย่างรวดเร็ว เจ้าจะถูกชักนำเข้าสู่ตำหนักสวรรค์เพื่อเป็นนักรบหรือขุนพลสวรรค์

จี้หนิงเอามือขยี้ตาตนเอง

นักรบหรือขุนพลสวรรค์? เราจะได้เป็นนักรบหรือขุนพลสวรรค์?

การถือกำเนิดในเทวภูมิยังมีอภิสิทธิ์อีกประการ คือเมื่ออายุครบ16ปี เจ้าจะได้รับความทรงจำของชาติก่อนกลับคืน ที่จริงการที่ข้าเรียกเจ้ามาพบก็เนื่องจากกรรมดีของเจ้าและความเป็นคนบ้านเดียวกัน เจ้าตำหนักขุยทอดถอนใจ ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะถูกดึงดูดโดยภาพของหนี่วา-เทพธิดาผู้สร้างมนุษยชาติ ความสามารถในการรับรู้ของเจ้ากลับสูงส่งอย่างไม่น่าเชื่อ เอาเถอะ ถือว่านี่เป็นการสนับสนุนเจ้าให้เป็นขุนพลสวรรค์ชั้นแนวหน้าก็แล้วกัน

จงจ้องมองที่ภาพของหนี่วา

จี้หนิงมองตามมือของเจ้าตำหนักขุยที่ชี้ไปทางภาพวาดที่แขวนผนังไว้

ที่แท้นี่เป็นรูปของเทพธิดาหนี่วา?

เทพธิดาหนี่วาคือผู้ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดและทรงอำนาจที่สุดแห่งยุคกำเนิดโลก เจ้าตำหนักขุยกล่าวด้วยสีหน้าอันเคร่งขรึม นับตั้งแต่ที่ผานกู่เสียชีวิตจากการสร้างห้วงจักรวาล มีเพียงนางที่มีความสามารถเทียบเท่ากับผานกู่ได้ เทพธิดาหนี่วาสามารถทำลายห้วงจักรวาลและสามารถซ่อมแซมมันได้ นางยังสร้างสรรค์สรรพชีวิตนับไม่ถ้วน นางเข้าใจในหลักความจริงทั้ง84,000ประการ ไม่ต้องสงสัยเลยว่านางคือผู้ที่ทรงอำนาจที่สุดในไตรภูมิ

ผู้ที่ทรงอำนาจที่สุดในไตรภูมิ?” จี้หนิงเองก็เคยได้ยินตำนานของเทพธิดาหนี่วามาก่อนเช่นกัน

ภาพวาดนี้ใช้สำหรับการฝึกการเพ่งจิต แม้ว่าอีกหน่อยเจ้าเองก็จะได้เรียนรู้วิชาเพ่งจิตนี้ในเทวโลก แต่ข้าจะถือโอกาสนี้ชี้แนะเจ้าเอง บางทีนี่คงเป็นผลแห่งกรรมที่เราเคยผูกพันกันไว้และทำให้เราได้มาเจอกัน

ขอบพระคุณท่านเจ้าตำหนัก จี้หนิงโค้งคารวะจนเกือบถึงพื้น

ไม่ต้องมากพิธี ที่จริงนี่เป็นเพียงเคล็ดวิชาทั่วไป ไม่ได้ถือเป็นวิชาลับอะไร เจ้าตำหนักขุยพลันจิ้มนิ้วลงบนหน้าผากของจี้หนิง

ตูม!

สมองของจี้หนิงเกือบแตกระเบิด ภาพของเทพธิดาหนี่วาถูกจารึกลงในจิตใจของเขา

จดจำไว้ เพ่งจิตไปที่ภาพของเทพธิดาหนี่วาเป็นประจำจะช่วยให้จิตของเจ้าแข็งแกร่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ในการกลับชาติไปเกิดเจ้าจะต้องดื่มน้ำทิพย์ของเม่งผอซึ่งจะลบความทรงจำของเจ้าไปชั่วคราว ก่อนที่ความทรงจำของเจ้าจะกลับคืนมาอีกครั้งเมื่อเจ้าอายุ16ปี แต่แค่นั้นก็น่าจะเพียงพอแล้วที่จะช่วยส่งเสริมให้เจ้าเป็นนักรบที่โดดเด่นในทัพสวรรค์ ด้วยการฝึกเพ่งจิตนี้ เจ้าจะมีโอกาสสูงทีเดียวที่จะได้บรรลุเป็นเซียนสวรรค์อมตะ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงเราคงได้พบกันอีกในตำหนักสวรรค์

ทัพสวรรค์?

เซียนสวรรค์อมตะ?

ภายในใจของจี้หนิงเอ่อล้นไปด้วยความตื่นเต้น เขาแทบรอไม่ไหวที่จะไปให้ถึงจุดนั้น

ไป!” เจ้าตำหนักขุยโบกมือส่งจี้หนิงหายลับไปจากห้องหนังสือ…

………………………………………………………………………………………………………………………………

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/Desolate-Era-แปลไทย-152606241836045/?ref=aymt_homepage_panel

Facebook Comment